3 รสเฝื่อน ‘พลังงาน’ เพราะไฟฟ้าไม่เคยราคาถูก : โรงไฟฟ้ากับสิทธิในการใช้น้ำ

ประชาไท 11 กันยายน 2549

มุทิตา เชื้อชั่ง

สัปดาห์ปลายเดือนสิงหาคม มีเวทีอภิปรายว่าด้วยเรื่อง ‘พลังงาน’ ติดๆ กัน 3 งาน ซึ่งน่านำมาเล่าสู่กันฟังแบบพร้อมเพรียงอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นมิติต่างๆ ตลอดจน ‘ความไม่ปกติ’ ของไฟฟ้าราคาหน่วยละ 3 บาทกว่าที่ผู้คนจ่ายกันจนเป็นปกติ

งานแรกว่าด้วยการชำแหละแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด หรือ PDP 2006 (Power Development Plan 2006) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่าคำนวณผิดพลาด สร้างภาระให้ประเทศไทยแบกรับการลงทุนโรงไฟฟ้าเกินเป็นมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท

งานต่อมาว่าด้วยการนำเข้าพลังงานจากเพื่อนบ้าน เปรียบเทียบดูความจำเป็นของไทยที่ต้องซื้อพลังงานเพื่อรองรับการพัฒนาให้รุ่งโรจน์โชติช่วง กับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่จะเกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยจำนวนมากในพม่า

และงานสุดท้ายว่าด้วยสงครามแย่งชิง ‘น้ำ’ ระหว่างประชาชนกับโรงไฟฟ้า ยกกรณีโครงการโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 จังหวัดสระบุรี มาพิจารณา

30 สิงหาคม 2549

โรงไฟฟ้ากับสิทธิในการใช้น้ำ

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวในประเทศที่เวทีสัมมนาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีการอภิปรายกรณีโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 กับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสักและกรณีการผลิตไฟฟ้ากับสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก ซึ่งทั้งสองพื้นที่ล้วนมีวิกฤตเกี่ยวกับ ‘น้ำ’ ทั้งน้ำเสีย น้ำขาด ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดนี้ทำให้เกิดการแย่งชิงกันระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบการธุรกิจ อุตสาหกรรม อย่างหนักหน่วง ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นที่สะท้อนความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่

โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อันที่จริงชาวบ้านในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย’ ได้ต่อสู้คัดค้านโครงการนี้มาตั้งแต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ยังไม่ผ่าน จนถึงการยื่นข้อมูลคัดค้านการออกใบอนุญาตใช้น้ำในแม่น้ำป่าสักให้กับสำนักชลประทานเขตพื้นที่ 10 ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ตั้งโครงการนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ผ่านทุกรายการ โดยที่ยังมีข้อมูลเห็นแย้งกันอยู่หลายประเด็น

ในเวทีนี้มีทั้งข้อมูลจากตัวแทนหน่วยราชการ จากชาวบ้านที่คัดค้าน ขาดก็แต่ข้อมูลจากฝ่ายโรงไฟฟ้า ซึ่งผู้จัดงานบอกว่าเชิญแล้วแต่ไม่มา

ขณะที่ชาวบ้านบอกว่า น้ำในแม่น้ำป่าสักนั้นมีปัญหาขาดแคลนอยู่แล้วในฤดูแล้ง มีปัญหาประลองกำลังกันอยู่เป็นประจำระหว่างเครื่องปั๊มน้ำของชาวนา ชาวไร่ กับเครื่องสูบน้ำของโรงงานขนาดใหญ่หลายแห่งตลอดลำน้ำ แต่สุดท้ายก็เดาได้ไม่ยากว่าใครจะชนะ ขณะที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะต้องสูบน้ำไปใช้ในระบบหล่อเย็นถึงวันละ 54,000 ลูกบาศก์เมตร และจะต้องปล่อยน้ำที่ผ่านการหล่อเย็นนั้นกลับสู่แม่น้ำป่าสัก แม้จะมีการพักน้ำก็ไม่สามารถทำให้สารเคมีหลายชนิดตกตะกอน หรือทำให้เป็นน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้

“ผมเคยท้าว่าถ้าน้ำจากโรงไฟฟ้าที่จะปล่อยกลับมามันดีจริง ให้เอาไปให้โครงการชลประทานบ้านหมอ แต่โรงไฟฟ้าก็บอกเองว่าน้ำนี้เอาไปใช้ในการเกษตรไม่ได้ อย่างนั้นผมว่าถ้าสูบไปแล้วก็ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ระเหยไปให้หมดเถอะ ไม่ต้องเอากลับมา เราไม่อยากได้” ชาวบ้านจากสระบุรีกล่าว

นอกจากนี้ในลำน้ำป่าสักยังมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรีระบุว่ามีหลายช่วงของลำน้ำที่เน่าเสียในระดับที่ไม่สามารถใช้อุปโภค บริโภคได้แล้ว ดังนั้น คำถามใหญ่จึงตกอยู่กับหน่วยงานอนุมัติอย่างกรมชลประทานว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาอนุญาต และมีการจัดความสำคัญในการใช้น้ำอย่างไร

นพพร ชัยพิชิต จากสำนักชลประทานเขต 10 ให้ข้อมูลว่า กรมชลประทานได้แบ่งจัดสรรน้ำโดยให้ความสำคัญกับการอุปโภค บริโภค และภาคการเกษตรก่อนเป็นลำดับต้น และมีการจ่ายน้ำให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉลี่ยแต่ละปี ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การประปา 14 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่อพื้นที่ชลประทาน 188 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 18 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ผันน้ำไปช่วยพื้นที่ชลประทานเจ้าพระยาตอนล่าง 350 ล้านลูกบาศก์เมตรและเก็บเป็นปริมาณน้ำสำรองปีต่อไปอีก 180 ล้านลูกบาศก์เมตร

ถามว่าน้ำที่มีเพียงพอต่อการจัดสรรเช่นนี้ตลอดหรือไม่ เจ้าหน้าที่จากสำนัก 10 ตอบว่า ขึ้นอยู่กับการใช้น้ำว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ปัจจัยที่มีผลกระทบทำให้น้ำขาดแคลนมากที่สุดก็คือ การทำนาปรัง

อย่างไรก็ตาม มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากเวทีว่า ตัวเลขของชลประทานนั้นไม่สามารถเชื่อถือได้มากนัก เช่น การแบ่งว่าน้ำจะถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม 18 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นเรื่องยากจำคำนวณ เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมไม่ต้องขออนุญาตใช้น้ำ และโรงไฟฟ้าแก่งคอยนี้ถือเป็นโครงการแรกที่มีการข้ออนุญาต

“การ วิเคราะห์แบบนี้เป็นตัวเลขในภาพรวม ไม่ใช่รายฤดูกาล ทั้งที่ในฤดูแล้งจะมีปัญหาน้ำขาดแคลนมาก และก่อนที่กรมชลจะอนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำ ก็ไม่เคยรีวิวสภาพปัญหาทั้งหมด และข้อมูลของชาวบ้านไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา” ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอยกล่าว

นอกจากนี้โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ยังมีประเด็นว่าตั้งอยู่ใกล้ชุมชนมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ตัวแทนจากกฟผ.ระบุว่าจะต้องเลือกใกล้แหล่งชุมชน เพื่อลดความยาวของสายส่ง การคมนาคมขนส่งเชื้อเพลิงทำได้สะดวก และมีใกล้แหล่งน้ำ เพราะต้องนำน้ำไปใช้ในขบวนการหล่อเย็น ซึ่งปกติโรงไฟฟ้าจะมีบ่อเก็บน้ำสำรอง 1-2 ปี เพราะตามหลักการของ กฟผ.จะต้องไม่ให้กระทบกับการใช้น้ำเดิม

“โรงไฟฟ้าใช้น้ำเดือนละล้านกว่าคิว ถ้ามีบ่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ยาวนานถึง 1-2 ปีจริง บ่อก็คงต้องใหญ่เท่าละแวกแก่งคอย ฉะนั้น มันต้องเริ่มจากเอาความจริงมาพูดกัน ข้อมูลที่มีอยู่นี้ยังไม่ชัดเจน ยังไม่รวมตัวเลขของเวสต์วอเตอร์ที่ต่อท่อมาเชื่อมป่าสักตอนกลางวันละ 100,000 ลบ.ม.อีก หลังเกิดวิกฤตน้ำขาดแคลน อย่างนี้เรามีส่วนร่วมวางแผนด้วยได้ไหม อย่างน้อยก็เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับชาวบ้าน” ชาวบ้านแก่งคอยกล่าว

...แม้ โรงไฟฟ้าจะตั้งได้ การคัดค้านในพื้นที่จะล้มเหลว แต่ปัญหายังไม่สิ้นสุด ไม่เฉพาะที่แก่งคอย ไม่เฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ แต่รวมถึงทุกพื้นที่ ทุกมิติ บางทีเราอาจต้องเริ่มต้นทบทวนกันตั้งแต่การวางแผนพัฒนาพลังงาน ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านเพื่อกำหนดทิศทางพลังงานที่ไม่มุ่งแต่หา ไฟฟ้าราคาถูก โดยไม่คำนึงว่ามันมาจากหยาดน้ำตาของคนในหรือหยาดเลือดของคนนอก !