ประเมินสถานการณ์เขื่อน นโยบายพลังงานและน้ำ

ประชาไท 23 มกราคม 2551

เมื่อวันที่ 21 - 22 ม.ค.51 ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพเกษตรกร, อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้มีการพูดคุยถึงการประเมินสถานการณ์เขื่อน นโยบายพลังงานและน้ำ โดยมีกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำและเครือข่ายกลุ่มพลังงานจากภาคเหนือเข้าร่วม

โดยในวันที่สองของการประชุม วิทยากรจากเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สมาพันธ์ผู้บริโภค ได้มาแลกเปลี่ยนข้องมูลและประเมินสถานการณ์เขื่อน นโยบายพลังงานและน้ำ ดังนี้

เขื่อนละแวกเพื่อนบ้าน

เพียรพร ดีเทศน์ เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARIN) ได้อธิบายของปรากฏการณ์การสร้างเขื่อนที่สัมพันธ์กับนโยบายด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนบนสายน้ำต่างๆ ในละแวกประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ในประเทศจีน จีนนับเป็นประเทศที่มีเขื่อนหนาแน่นที่สุดในโลก และมีการวางแผนจะเพิ่มพลังงานจากน้ำ ขึ้นอีก 3 เท่า ในปี 2568 เป็น 300,000 MW โดยแม่น้ำสายหลักๆ ของจีน ถูกกั้นด้วยเขื่อนมากมาย รวมถึงแม่น้ำนานาชาติ เช่น แม่โขง สาละวิน

ทั้งนี้ มีชาวจีนอย่างน้อย 10 ล้านคน ต้องอพยพเนื่องจากโครงการก่อสร้างเขื่อน และอีกหลายล้านกำลังจะต้องย้ายจากโครงการเขื่อนที่วางแผนไว้

ในภูมิภาคอาเซียน ไทยและเวียดนามกำลังมีความต้องการพลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการลงทุนสร้างเขื่อนเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค โดยเวียดนามมีแผนที่จะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 22 แห่ง ในอีก 20 ปี รวมถึงแม่น้ำเชรป็อก และเซซาน ซึ่งไหลลงกัมพูชา เขื่อนซอนลา (ระหว่างการก่อสร้าง) ต้องย้ายชาวเขาถึง 91,000 คน

นอกจากนี้การเข้าไปลงทุนในลาวและพม่าเพื่อการสร้างเขื่อนไว้สำหรับขายพลังงานให้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคก็ถือว่ากำลังเป็นปัญหาใหม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่มีองค์กรเคลื่อนไหวต่อต้าน

โดยรัฐบาล บรรษัทก่อสร้าง บรรษัทที่ปรึกษา และกลุ่มทุนธนาคาร ทั้งของจีน ไทย มาเลย์ เวียดนาม และอื่นๆ  เข้ามามีบทบาทในการสร้างเขื่อนในภูมิภาค โดยเฉพาะที่มีการลงทุนในพม่าและลาวนั้น  รัฐบาล บรรษัทก่อสร้าง บรรษัทที่ปรึกษา และกลุ่มทุนธนาคาร ของไทยนั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญ

โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ของไทยได้ให้เงินกู้เพื่อสร้างเขื่อนในลาวเป็นจำนวนมาก เช่น เขื่อนน้ำงึม2 มีธนาคารไทยกว่า 10 แห่งออกเงินกู้ให้ ซึ่งธนาคารเอกชนเหล่านี้มักจะไม่มีนโยบายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของเขื่อนสาละวินนั้น เพียรพรเห็นว่าหากไทยรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนสาละวินแล้ว ก็จะได้ผู้ลี้ภัยแถมเพิ่มมาด้วย เนื่องจากการลงทุนสร้างเขื่อนในพม่าจะเป็นการเพิ่มการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะพื้นที่ตั้งของเขื่อนสาละวินนั้น มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเส้นสำคัญเช่น แม่น้ำโขงหรือสาละวิน จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ปลา และการประมง โดยเขื่อนจะปิดกั้นทางอพยพของปลา ทำลายระบบนิเวศ แหล่งหากินและวางไข่ของปลา โดยที่แล้วมานั้น ผู้ที่สร้างเขื่อนมักจะอ้างถึงการสร้างบันไดปลาโจน ซึ่งจากกรณีที่เขื่อนปากมูนได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

เมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลลาวเองได้ตั้งคณะวิจัยและผลการวิจัยสำหรับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงนั้นก็ได้ออกมาแล้วว่า ถ้าสร้างเขื่อนปลาก็จะหายไป ต้องเลือกเอาระหว่างปลาหรือเขื่อน

ทั้งนี้เพียรพรเห็นว่า หากรัฐบาล บรรษัทก่อสร้าง บรรษัทที่ปรึกษา และกลุ่มทุนธนาคาร ของไทยจะไปลงทุนสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านจะต้องเข้าไปลงทุนพร้อมกับความรับผิดชอบ, ใช้มาตรฐานของประเทศตนเองเป็นขั้นต่ำ, สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างจริงจัง

เขื่อนไม่มีความจำเป็นต่อประเทศไทยแล้ว

หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่ากรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการน้ำ เป็นหน่วยเก่าแก่ที่ตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยปี  ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่โดยรวม 321 ล้านไร่ มีพื้นที่การเกษตรที่มีถึง 131 ล้านไร่ แต่จัดทำระบบชลประทานได้เพียง 22.7 ล้านไร่

ในปัจจุบันมีเขื่อนที่เก็บน้ำไว้แล้วทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมกัน 700 โครงการ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้จะมีน้ำในเขื่อนมากขนาดนี้ แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่การเกษตรทั้งหมดที่มีถึง 131 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ในระบบชลประทานโครงการขนาดใหญ่เพียง 22.7 ล้านไร่ นั้นก็หมายความว่า พื้นที่อีกมากกว่า 110 ล้านไร่ ไม่มีระบบชลประทานไปถึง ซึ่งขยายความได้ว่าพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ ไม่มีระบบชลประทาน แต่ได้ใช้น้ำตามธรรมชาตินั่นเองและก็อยู่ได้มาถึงปัจจุบัน

การสร้างเขื่อนนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 แต่มาเห็นผลกระทบได้ในช่วงทศวรรษ 2530 ที่ชาวบ้านออกมาต่อต้าน ปัจจุบันโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศแทบที่จะไม่เกิดขึ้น มีเพียงเขื่อนขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยหน่วยงานที่สร้างมักจะเลี่ยงคำเรียกคำว่า “เขื่อน” ไปเสีย แล้วหันไปเรียก ฝายหรืออ่างเก็บน้ำ เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน

โดยจากนี้ไปการสร้างเขื่อนจะมีคำอ้างถึงการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อมีการศึกษาอย่างจริงจังจะพบได้ว่าหลายเขื่อนไม่ได้ช่วยในการป้องกันน้ำท่วม หรือช่วยสร้างกระแสไฟฟ้าตามความจำเป็นในการใช้ได้ เพราะการผลิตไฟฟ้าของไทยในขณะนี้ยังล้นเกินกับความต้องการอยู่ --- การสร้างเขื่อนจึงเป็นเพียงโครงการที่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมีกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องคอยตักตวงผลกำไรเท่านั้น

นโยบายพลังงานไทย ผูกขาดและผลักภาระให้ผู้บริโภค

สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรคุ้มผู้บริโภค ได้ชี้ให้เห็นถึงตัวละครหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานของไทย คือ ผู้จัดหาเชื้อเพลิงได้แก่ ปตท. (จัดหาก๊าซและเชื้อเพลิง) และ กฟผ. (จัดหาลิกไนต์) ผู้ผลิตไฟฟ้า คือ กฟผ. ระบบสายส่ง คือ กฟผ. และผู้จัดจำหน่าย คือ กฟน. และ กฟภ. --- โดยในวงจรนี้ล้วนแล้วแต่เป็นระบบผูกขาดทั้งสิ้น

การใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยนั้น ถ้าแยกตามพื้นที่แล้วพบว่าพื้นที่ในภาคกลางใช้ไฟฟ้าเป็นสัดส่วนสูงสุดคือ 75.14% ภาคอีสาน 8.92% ภาคเหนือ 8.11% และภาคใต้ 7.84% โดยกลุ่มของผู้ใช้ปริมาณไฟฟ้ามากที่สุดคือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ใช้ไฟฟ้าถึง 40% ของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

สำหรับการจัดเก็บค่าไฟประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ  อัตราค่าไฟฟ้าฐาน สำหรับบ้านอยู่อาศัยประกอบด้วย ค่าบริการรายเดือน 40 บาท/เดือน  ค่าพลังงานไฟฟ้าอัตราก้าวหน้ารวมเฉลี่ย  2.25 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) : ปัจจุบัน (ค่าประเมินเมื่อเดือน ต.ค. 50) อยู่ที่ 0. 6611 บาท/หน่วย และ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) +7%

ส่วนกองทุนพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าที่จัดตั้งมาเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกองทุนฯ นี้ จะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนโรงไฟฟ้า ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (วิธีการสรรหาให้นายอำเภอร่วมกับผู้แทนโรงไฟฟ้าและผู้แทนกระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนด) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับนายอำเภอและผู้แทนสำนักงานพลังงานภูมิภาคในท้องที่โรงไฟฟ้า กำหนดจำนวนกองทุนที่จะจัดตั้งและกำหนดตำบลที่อยู่ในรัศมีขั้นต่ำ 5 กม.

แต่กองทุนฯ ใช้เงินได้หลากหลาย เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า พัฒนาอาชีพ การศึกษา วัฒนธรรม กีฬา พัฒนาพลังงานหมุนเวียน ชดเชยผลกระทบที่มีสาเหตุจากโรงไฟฟ้า ฯลฯ แต่ประเด็นสำคัญคือ เงินที่จะนำมาจ่ายให้กับกองทุนนี้กลับเป็นเงินของประชาชนทั้งประเทศจ่ายผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา