ดักคอ"กฟผ."สร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จี้แก้แผน-ปริมาณสำรองไฟพุ่ง40%

ประชาชาติธุรกิจ 27 พฤศจิกายน 2551

เบรก กฟผ.ลงทุนเกินจริง หลังสำรองไฟฟ้าสูงสุดทะลุ 40% ในขณะที่มาตรฐานกำหนดไว้แค่ 15% นักวิชาการด้านพลังงาน "วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ" เสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯเตรียมออกรายงานท้วง กฟผ. ต้องแก้แผน PDP ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ลงไปอีก

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงภาพรวมของกำลังผลิตไฟฟ้า ของประเทศขณะนี้ว่า กำลังอยู่ในภาวะปริมาณสำรองไฟฟ้า "เกินมาตรฐาน" จากข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฏประเทศไทยมีปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 40 ในขณะที่มาตรฐานของสำรองไฟฟ้าควรจะอยู่ที่เพียงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 เท่านั้น

สำรองไฟฟ้าที่สูงเกินกว่ามาตรฐานไปมากนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก "ค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า" ที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP (Power Development Plan 2550-2564) สูงกว่าความต้องการใช้ที่เกิดขึ้นจริง ตามแผนระบุจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak) อยู่ที่ประมาณ 31,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้ที่เกิดขึ้นจริงมีเพียง 22,000 เมกะวัตต์เท่านั้น ประกอบกับเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากเดิมที่เชื่อกันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ร้อยละ 5-5.6 แต่เอาเข้าจริงเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำรองไฟฟ้าที่สูงขึ้นเกินกว่ามาตรฐานไปมากมีผลทำให้การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ต้องปรับแผน PDP ใหม่เป็นครั้งที่ 2 โดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าใหม่ เพราะหากยังคงยึดตามแผน PDP เดิม กฟผ.จะต้องลงทุนผลิตกำลังไฟฟ้า "เกินจริง" ไปอีกมาก

เนื่องจากเมื่อพิจารณาบนพื้นฐานของแผน PDP ฉบับเดิม กฟผ.ระบุว่า จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามาในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 เมกะวัตต์ (MW) นั่นหมายถึงจะต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาตรฐาน 700 เมกะวัตต์ขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 4 โรงเข้ามาในระบบต่อเนื่อง ในขณะที่ผ่านมา กฟผ.ชี้แจงว่า เตรียมที่จะปลดโรงไฟฟ้าเก่าออกจากระบบก็ตามที แต่แนวทางของ กฟผ.ดังกล่าวสามารถลดปริมาณสำรองไฟฟ้าได้เล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้นจึงเชื่อว่าแผน PDP ที่จะปรับปรุงใหม่นี้ไม่ได้มีความแตกต่างจากแผนฉบับเดิมแน่นอน

"ความจริงระบบไฟฟ้าบ้านเรามันหมดยุคที่จะต้องสร้างใหม่เรื่อยๆ แล้ว ตอนนี้ระบบมัน full เต็มที่ ทั้งความต้องการใช้ไฟขณะนี้ก็ไม่เหมือนกับช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ตลอด กฟผ.จึงควรหยุดลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ โดยอ้างถึงเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้แล้ว เพราะสำรองไฟฟ้ามันสูงมาก มาตรฐาน ปัจจุบันที่ 15% ผมมองว่ามันก็สูงอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ กฟผ.กลับเร่งลงทุนสร้าง โรงไฟฟ้าใหม่ไปเรื่อยๆ และมันก็จะกลายเป็น over investment ในที่สุด สุดท้ายต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าใหม่ที่ก่อสร้างกันเข้ามาทั้งหมดก็จะตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งมันไม่ยุติธรรม" นายวิฑูรย์กล่าว

จากปัญหาข้างต้นนั้น จะมีการนำเรื่องทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อท้วงติง ไม่ให้ กฟผ.ลงทุนเกินจริง และท้ายที่สุดภาระจะตกอยู่ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ด้วยข้อเสนอ 1)ตามนโยบายที่กำหนดให้ กฟผ. ต้องมีปริมาณสำรองไฟฟ้าที่ร้อยละ 15 นั้น หากสำรองเกินจากค่ามาตรฐาน ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด กฟผ.ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 2)ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ต้องร่วมรับภาระในส่วนต่างต้นทุนสำรองไฟฟ้าที่เกินจากร้อยละ 15 ด้วย นอกจากนี้ควรส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่กำลังผลิตไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ที่ค่อนข้างมีศักยภาพ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิฑูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP ฉบับปัจจุบัน จะทำให้ กฟผ.ต้องลงทุนมหาศาล แต่ขณะนี้ กฟผ.ถือว่ายังไม่มีความพร้อมในเรื่องเงินลงทุน เนื่องจาก กฟผ.ต้องประสบกับภาวะทางการเงินจากการสนองนโยบาย 6 มาตรการ ด้วยการให้ใช้ไฟฟ้าฟรีส่วนหนึ่ง สำหรับกำลังผลิตใหม่ตามแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดนั้น มีข้อน่าสังเกตว่า กฟผ. จะต้องลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กำลังผลิตติดตั้ง 4,000 เมกะวัตต์เข้ามาในระบบเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินอีก ซึ่งแต่ละโครงการต้องมีการลงทุน ที่มากกว่า 10,000 ล้านบาททั้งสิ้น

"กฟผ.จะต้องลดการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตลง และหากยังคงรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP อีก 4 โรงที่ชนะการประมูลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก เท่ากับว่า กฟผ.จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็น 2 เท่า กล่าวคือ เมื่อจะลดปริมาณสำรองไฟฟ้าลงจำเป็นจะต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ลง เพื่อนำไฟฟ้า IPP เข้าระบบ แม้ว่าจะหยุดเดินเครื่อง โรงไฟฟ้าของ กฟผ.แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลโรงไฟฟ้าเหล่านี้ เพราะเพียงแค่หยุดเดินเครื่อง แต่ไม่ได้ปลดออกจากระบบ ส่วนหนึ่งต้องจ่ายเงินเพื่อดูแลโรงไฟฟ้าของตัวเอง อีกส่วนต้องรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP มันเป็นการจ่ายแบบ "ดับเบิล"

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่า ก่อนหน้านี้นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP ว่า ขณะนี้ได้ปรับปรุงแผนเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และจะเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รอเพียงเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่ออนุมัติ แต่ไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดของแผนดังกล่าว นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองของระบบว่า ไม่สูงอย่างที่พูดๆ กัน ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 28 เท่านั้น แต่ยอมรับว่าเป็นปริมาณสำรองไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง แต่ กฟผ.จะต้องสำรองไว้เพื่อความมั่นคง