ปรับแผน PDP สำรองไฟยังเหลืออื้อ ไฟฟ้าล้นปท.เหตุจำเป็นต้องนำ IPP-SPP เข้าระบบ

ประชาชาติธุรกิจ 1 ธันวาคม 2551

เปิดแผนแก้ไขปรับปรุงกำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2007 (2550-2564) ของ กฟผ. พบสำรองไฟฟ้า 6 ปีแรกของแผนยังเหลือ อื้อซ่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18 ในแต่ละปี ขณะที่สำรองไฟฟ้าตามเกณฑ์ไม่ควรเกินร้อยละ 15 เหตุต้องรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP/IPP เข้าสู่ระบบตามสัญญา โดยเฉพาะ 2 ปีสุดท้ายของแผนยังคงยืนยัน ที่มีก่อสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2 x 1000 MW เข้าระบบเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการแก้ไขปรับปรุงแผนพัฒนากำลัง ผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan 2550-2564 หรือ PDP 2007) หลังจากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกมา "ยอมรับ" ค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ระบุไว้ใน PDP 2007 "สูงกว่า" ความต้องการใช้จริง กล่าวคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak) อยู่ที่ประมาณ 31,000 เมกะวัตต์

ในขณะที่ความต้องการใช้ที่เกิดขึ้น จริงมีเพียง 22,000 เมกะวัตต์เท่านั้น ส่งผลให้ปริมาณ สำรองไฟฟ้า เกินกว่ามาตรฐานร้อยละ 15 ไปมาก นั้นหมายถึง เกิดภาวะการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า เกินจริงเข้าระบบ ซึ่งเป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า "เกินจริง" จากการลงทุนที่ผิดพลาด

ล่าสุดจากการติดตาม ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2007) ฉบับปรับปรุงแก้ไข เปรียบเทียบกับแผน PDP 2007 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่า กฟผ. มีการแก้ไขแผน PDP 2007 "น้อยมาก" หรือแทบจะไม่ได้แก้ไขอะไรเลย (ตารางประกอบ) นั้นหมายถึง ปริมาณสำรอง ไฟฟ้าในช่วง 7 ปีต่อจากนี้ไป (2552-2558) เฉลี่ยแล้วยัง "สูงเกินกว่า" ร้อยละ 18 อยู่ดี ยกตัวอย่าง

ปี 2553 จัดเป็นปีที่มีปริมาณสำรองไฟฟ้าสูงสุดร้อยละ 22.2 พบว่า ร่างแผนปรับปรุงแก้ไขปริมาณสำรองไฟฟ้า กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22.7 หรือมีปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบจาก ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กเข้ามาอีก 225 เมกะวัตต์ (MW) ส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้น,ปี 2556 สำรองไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ 16.5

แต่ร่างแผนปรับปรุง PDP ปริมาณสำรองกลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 แม้ว่าใน ปีนี้จะมีการปลดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ชุดที่ 4-5 ปริมาณ 620 MW ออกจากระบบไปแล้วก็ตาม แต่กลับ มีรายการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบจากโครงการหงสา จำนวน 490 MW และโรงไฟฟ้าถ่านหิน IPP จำนวน 540 MW เป็นต้น

นอกจากนี้ ในแผน PDP 2007 ฉบับปรับปรุงแก้ไขยังระบุถึงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในระหว่างปี 2563-2564 ซึ่งเป็น 2 ปีสุดท้ายของชุดพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่เหมือนเดิม กล่าวคือ ปี 2563 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กฟผ.เครื่องที่ 1-2 จำนวน 2,000 MW เข้าสู่ระบบ และปี 2564 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กฟผ.เครื่องที่ 3-4 จำนวน 2,000 MW เข้าสู่ระบบนั้นหมายถึง จะต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก่อนหน้านี้แล้วไม่ต่ำกว่า 6 ปี โดยทยอยปลด โรงไฟฟ้าทั้งของภาคเอกชนและ กฟผ. ออกจากระบบมาอย่างต่อเนื่อง

"ได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า จากภาวะวิกฤตทางการเงินในสหรัฐ ซึ่งนำมาสู่เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกที่เกิดขึ้นใน ปี 2551 และยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวขึ้น เมื่อใด ประกอบกับราคาน้ำมันดิบตกอยู่ ในภาวะขาลงตลอดจน "ต่ำกว่า" 50 เหรียญ/บาร์เรลในปัจจุบันนั้น มีความ จำเป็นมากน้อยเพียงใดกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของ ชาติเล็กๆ อย่างประเทศไทย ที่จะต้องมี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้น" ผู้ประกอบการไฟฟ้าเอกชนส่วนหนึ่งให้ความเห็น

ล่าสุด กฟผ.ในฐานะเจ้าของโครงการยังคงเดินหน้าในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต่อไป ด้วยการว่าจ้าง บริษัท Burns and Roe Asia สหรัฐ เป็นที่ปรึกษาความเหมาะสมในโครงการนี้แล้ว ทั้งนี้ ตามกำหนดการเดิมจะมีการตัดสินใจว่า จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ภายในปี 2553

หน้า 5