ทำไมไม่ส่งเสริมเอกชนให้จัดหาไฟฟ้าในท้องที่ห่างไกล

กรุงเทพธุรกิจ 22 กันยายน 2552

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่ปรึกษา มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

ถ้าพูดถึงการจัดหาไฟฟ้าให้แก่ท้องที่ห่างไกลแล้ว หน่วยงานของรัฐมักคิดถึงการวางเสาพาดสายเข้าไป หรือการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน

ซึ่งทั้งสองวิธีอาจเป็นวิธีการที่แพงมากในการจัดหาไฟฟ้า ในขณะเดียวกันผู้กำหนดนโยบายก็มักจะมอบหมายหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เป็นผู้ดำเนินการ และลืมคิดถึงภาคเอกชนที่อาจเป็นแรงสำคัญในการผลักดันให้คนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

จากข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่นำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติในการประชุมเมื่อต้นเดือนนี้ระบุว่าในปัจจุบันยังมีบ้านเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อีก 229,670 ครัวเรือนทั่วประเทศไทย หากแต่ละครัวเรือนมีประชากร 4 คน ก็หมายถึงประชากรเกือบหนึ่งล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งที่จริงอาจเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไป เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือว่าหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้โดยระบบโซลาร์โฮมคือหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ ระบบโซลาร์โฮมคือการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน มีแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด ไฟฟ้าที่ได้จากระบบโซลาร์โฮมมักพอสำหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์จำนวน 2 หลอด และโทรทัศน์ 1 เครื่อง ถ้าแสงแดดดีและแบตเตอรี่ไม่เสื่อม สามารถเปิดไฟพร้อมกับโทรทัศน์ได้ 2.30 ชั่วโมง ช่วงใดฝนตกมากๆ ติดต่อกันก็อาจไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้นทุนของระบบโซลาร์โฮมค่อนข้างสูง คิดเป็นค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับ 16 บาทต่อหน่วย เทียบกับค่าไฟฟ้าปกติประมาณ 3 บาทต่อหน่วย

พื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้คือท้องที่ห่างไกล โดยเฉพาะตามป่า ภูเขา และเกาะต่างๆ ในทะเล หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อาจตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากถนนใหญ่มากนัก แต่ต้นทุนที่ค่อนข้างสูงในการวางเสาพาดสายทำให้การขยายระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่รวดเร็วเท่าที่ควร ที่อำเภออุ้มผางมีหลายหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่น บ้านแม่จันมีโรงเรียนใหญ่โตสวยงาม แต่ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงระบบโซลาร์โฮม หรือที่อำเภอท่าสองยางก็มีหลายหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า เช่น บ้านตะโป๊ะปู่เดิมมีเพียงระบบโซลาร์โฮม แม้แต่จังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ก็มีหลายหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ บ้านแม่เปียน อยู่ใกล้ดอยสะเก็ดนิดเดียว ห่างจากถนนใหญ่เพียง 5 กิโลเมตร ไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นต้น

อุปสรรคสำคัญของการขยายเขตไฟฟ้าไปสู่ท้องที่เหล่านี้ก็คือ ประการแรก ไม่ได้มีการพิจารณาทางเลือกทุกทางเลือกอย่างเป็นระบบ แต่มุ่งที่จะใช้การวางเสาพาดสาย หรือการติดตั้งระบบโซลาร์โฮม หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลเป็นหลัก และประการที่สองคือภาครัฐเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ไม่ได้มีการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนเลยแม้แต่น้อย

สำหรับในเรื่องแรก ตามท้องที่ห่างไกลทั้งหลายนั้นมักมีแหล่งพลังงานอื่นที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะ พลังน้ำ และชีวมวล และในบางกรณีอาจมีศักยภาพพลังงานลม เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดจิ๋วเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกละเลย ทั้งๆ ที่ในหลายกรณีต้นทุนต่ำมาก และไม่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม เพียงต้องการลำธารเล็กๆ ที่มีน้ำไหลลงจากที่สูงไปยังที่ต่ำ ถ้าเป็นน้ำตกได้ก็ยิ่งดี การนำพลังน้ำมาใช้จะประกอบด้วยการสร้างฝายเล็กๆ ในส่วนที่สูงของลำธารเพื่อให้น้ำส่วนหนึ่งไหลเข้ามาในท่อเพื่อส่งลงไปที่โรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ต่ำลงไป 20-50 เมตร ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะน้ำจะยิ่งแรง น้ำส่วนใหญ่ที่ไหลมาตามลำธารก็จะยังไหลลงตามลำธารต่อไป จึงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อลำธารหรือน้ำตก ซึ่งก็ยังมีน้ำไหลแรง น้ำจากฝายจะถูกส่งผ่านท่อมาที่โรงไฟฟ้า ซึ่งมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน อาจเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากประเทศจีน ราคาไม่กี่พันบาท หรืออาจใช้ปั๊มน้ำก็ได้ คือเวลาที่เราผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในปั๊มน้ำ มอเตอร์จะหมุนและทำหน้าที่สูบน้ำ ในทางกลับกัน เราผ่านน้ำจากฝายเข้าไปในปั๊มน้ำ มอเตอร์ก็จะหมุน และทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ถ้าขนาดใหญ่หน่อยก็อาจเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ทำในประเทศไทย

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนเหล่านี้มีตัวเลขหลากหลายตั้งแต่ 1 บาทต่อหน่วยจนถึง 10 บาทต่อหน่วย เช่น ในกรณีของบ้านแม่เปียน จังหวัดเชียงใหม่ ต้นทุนประมาณ 1 บาทต่อหน่วย ในกรณีของบ้านตะโป๊ะปู่ อำเภอท่าสองยาง ต้นทุนประมาณ 4 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยระบบโซลาร์โฮมอยู่ที่ 16 บาทต่อหน่วย หรือการผลิตไฟฟ้าโดยน้ำมันดีเซลมีต้นทุนในระดับ 11 บาทต่อหน่วย (รวมระบบส่งและจำหน่ายด้วยแล้ว) และถ้าเปรียบเทียบกับการวางเสาพาดสายเข้าไปแล้ว ผมคิดว่ายิ่งมีความคุ้มค่า เช่น หากจะมีการวางสายไฟฟ้าเพื่อป้อนไฟฟ้าให้แก่บ้านแม่จัน อำเภออุ้มผาง แล้ว ค่าใช้จ่ายของการเชื่อมโยงกับระบบใหญ่น่าจะอยู่ในระดับ 2 บาทต่อหน่วย ไฟฟ้าของอุ้มผางมาจากน้ำมันดีเซล ฉะนั้น ต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าให้แก่บ้านแม่จัน จะอยู่ในระดับ 13 บาทต่อหน่วย

เรื่องที่สองคือการจำกัดบทบาทของการจัดหาไฟฟ้าในท้องที่ห่างไกลให้เฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเท่านั้น ทำให้การขยายไฟฟ้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าในท้องที่ห่างไกลที่สูงกว่าปกตินั้น ที่จริงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ได้เป็นผู้รับภาระในขั้นสุดท้าย ในที่สุดแล้ว ภาระดังกล่าวจะถูกผ่านให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศผ่านค่าไฟฟ้าฐานและการอุดหนุนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโดยผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงปีละประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท ในเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายภาระการขยายไฟฟ้าไปสู่ท้องที่ห่างไกลอยู่แล้ว เราก็น่าจะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการขยายระบบไฟฟ้าไปสู่ท้องที่ห่างไกลได้โดยจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่เอกชนด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจทำให้เงินอุดหนุนรวมลดลง และการขยายไฟฟ้าไปสู่ท้องที่ห่างไกลเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการจ่ายเงินชดเชยแก่เอกชนที่ลงทุน ผลิตและจ่ายไฟฟ้าในท้องที่ห่างไกลในอัตราที่รัฐกำหนด เช่น 9.50 บาทต่อหน่วย คล้ายๆ กับในกรณีของการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโดยพลังงานหมุนเวียนที่รัฐกำหนดส่วนเพิ่มราคาที่รับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กหรือรายเล็กมาก (SPP/VSPP) ในท้องที่ห่างไกล ชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะการไฟฟ้ายังขยายเขตไฟฟ้าไปไม่ถึง จึงใช้ระเบียบ SPP/VSPP ไม่ได้ แต่ระบบที่ผมเสนอนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากระบบการจ่ายเงินชดเชยแก่การผลิตไฟฟ้าโดยเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านในอัตรา 8.00 บาทต่อหน่วยที่เพิ่งประกาศออกมาไม่นานมานี้ โดยอัตรา 9.50 บาทนี้เท่ากับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจาก SPP/VSPP แสงอาทิตย์ในท้องที่ห่างไกล ภาระในการอุดหนุนนั้นอาจนำไปรวมในค่าไฟฟ้าปกติ (เช่นในกรณี SPP/VSPP) หรืออาจใช้เงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่จะจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงานก็ได้

ในการกำหนดเงินชดเชยนั้น รัฐอาจกำหนดพื้นที่ที่ต้องการสนับสนุนก็ได้ อาจเป็นอัตราที่แตกต่างกันตามพื้นที่ก็ได้ หรืออาจเป็นการเปิดกว้าง และเป็นอัตราเดียวก็ได้ ข้อดีของวิธีการหลังคือเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกันคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดก่อน นอกจากนั้นยังจะเป็นการเปิดให้เอกชนหาแหล่งพลังงานที่มีความเหมาะสมที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพลังน้ำเสมอไป บางพื้นที่อาจมีแกลบหรือเศษไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ บางพื้นที่อาจมีศักยภาพพลังงานลม และในบางพื้นที่อาจเป็นแสงอาทิตย์ก็ได้แต่เป็น Solar Farm ไม่ใช่ระบบโซลาร์โฮม วิธีการนี้จะเป็นการระดมพลังจากภาคเอกชนหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อให้การจัดหาไฟฟ้าให้แก่หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้จะสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นมาก