PDP 2010 ภาค 2 พลังงานทางเลือกถูกเมิน

ไทยโพสต์ 14 มีนาคม 2553

กระบวนการจัดทำแผนพีดีพี 2010 ภายใต้การทำงานของคณะอนุกรรมาธิการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผน กระทรวงพลังงาน มีหลายประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้นในชั่วโมงนี้ นอกจากความน่าเชื่อถือของการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ซึ่งมักพยากรณ์สูงเกินจริงแล้ว ทางเลือกในการจัดหาพลังงานเพื่อมาผลิตไฟฟ้าของประเทศก็เป็นประเด็นร้อนที่ ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากในแผนพีดีพีฉบับใหม่ที่ขยายขอบเขตเป็น 20 ปี จากปี 2553-2573 ซึ่งเป็นการมองภาพอนาคตระยะยาวของระบบไฟฟ้าไทยให้ความสนใจกับพลังงานหมุน เวียน อย่างเชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานจากน้ำ ลม แสงอาทิตย์ ที่มีความมั่นคง สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในสัดส่วนที่น้อยจนเกินไป ในทางกลับกันร่างแผนพีดีพี 2010 มีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 5 โรง ไม่นับรวมโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งการวางแผนเช่นนี้อาจจะมีผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ที่จะต้องรองรับการ สร้างโรงไฟฟ้าและภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนทั้งประเทศ

ล่าสุดมีเสียงทักท้วงจากเวทีสาธารณะเรื่อง "มองรอบด้าน : ทางเลือกของการผลิตไฟฟ้าของประเทศ" จัดโดยคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ และสังคม และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะทบทวนร่างแผนพีดีพี 2010 และปรับตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าทางเลือกให้ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงก่อนนำแผน ฉบับใหม่นี้ให้คณะกรรมการนโบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาอนุมัติ

ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะและอนุกรรมาธิการทบทวนแผน PDP วุฒิสภา กล่าวว่า กระทรวงพลังงานประกาศจะจัดทำแผนพีดีพีแบบ Green PDP โดยมีการรับฟังความเห็นของสาธารณะเป็นขั้นเป็นตอน คำนึงถึงเป้าหมายของแผนพลังงานทดแทน 15 ปี จะเปิดให้นำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย มีการประเมินผลกระทบของทางเลือกต่างๆ แล้วจึงกำหนดร่างแผนพีดีพีเพื่อเข้าสู่การตัดสินใจ แต่สถานการณ์การจัดทำแผนพีดีพี 2010 กระทรวงเร่งจัดทำแผนฉบับใหม่นี้ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 เพิ่งจัดรับฟังความเห็นต่อร่างแผนพีดีพี และตามกำหนดเดิมวันศุกร์ที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา จะนำแผนให้ กพช.พิจารณาอนุมัติ แต่ก็เลื่อนออกไปเพราะสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง

ศุภกิจให้ข้อมูลว่า ร่างแผนพีดีพี 2010 มีการอนุมัติโครงการพลังงานขนาดใหญ่ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) 4 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสนอเพิ่มจาก 4 โรงเป็น 5 โรง โรงละ 1,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 13 โรง โรงละ 800 เมกะวัตต์ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องศักยภาพและแนวทางในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมาก นัก ประเด็นเหล่านี้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมไทย เพื่อให้สังคมมีทางเลือก ทางมูลนิธิฯ เสนอแผนพีดีพีทางเลือกที่ได้จัดทำไว้

อาทิ มาตรการการอนุรักษ์พลังงานและการจัดการด้านความต้องการไฟฟ้า (DSM) เมื่อพิจารณาจากงานศึกษาวิจัยต่างๆ แล้ว เราเสนอเป้าหมายร้อยละ 15.4 ของความต้องการสูงสุดในปี 2573 หรือ 8,136 เมกะวัตต์ ต่างกับแผนพีดีพีของรัฐที่ตลอด 20 ปี กำหนดไว้ 0.3% ทั้งๆ ที่ DSM เกิดผลกระทบกับสังคมน้อยที่สุด เพราะไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และเป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำสุดด้วย ในพีดีพีทางเลือกยังเสนอปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่าหรือสร้างใหม่ในพื้นที่เดิม จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 13,600 เมกะวัตต์ แล้วยังมีกำลังผลิตพลังงานร่วม (Cogeneration) อีกประมาณ 7,000 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ด้วยพัฒนาการที่รวดเร็วของกังหันลม การขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลงของแผงโซลาร์เซลล์ ศุภกิจระบุว่าทำให้มีการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในไทย ซึ่งการจัดทำแผนพีดีพีต้องมองให้รอบด้าน ในพีดีพีทางเลือกแตกต่างจากแผนที่รัฐบาลเขียน สัดส่วนกำลังผลิตพึ่งได้ของชีวมวลที่เสนอ คือ 75% แต่ที่ใช้ในแผนพีดีพี 2010 เพียง 33% ก๊าซชีวภาพ 50% ในแผนต่ำกว่าแค่ 21% แสงอาทิตย์ 40% ในแผน 21% ขยะเสนอเท่ากันที่ 40% พลังงานน้ำ 30% ในแผนกำหนด 20% ส่วนสัดส่วนพลังงานลมเราเสนอ 20% ขณะที่พีดีพีรัฐ 5% ถ้าใช้ตามแผนพีดีพีทางเลือกนี้จะมีกำลังการผลิตพึ่งได้ในอีก 20 ปี สูงถึง 4,318 เมกะวัตต์ ลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ แต่ถ้ายึดตามแผนพีดีพีฉบับใหม่ตัวเลขพลังงานหมุนเวียนไม่เกิน 3,000 เมกะวัตต์

"พีดีพีทางเลือกพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในอีก 20 ปี จะเพิ่มเป็น 52,890 เมกะวัตต์ แต่แผนที่รัฐบาลเขียนในพีดีพี 2010 จะเพิ่มขึ้น 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ เรากำหนดสำรองไฟฟ้าในแต่ละปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ตลอด 20 ปี ไม่จำเป็นต้องสูงถึง 25% ตามพีดีพี 2010 และหากพิจารณาตามแผนนี้สามารถลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ 36,514 เมกะวัตต์ เหลือความต้องการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพียง 18,111 เมกะวัตต์" ศุภกิจให้ภาพพีดีพีทางเลือกที่ผ่านมาวิเคราะห์มาแล้ว ทั้งยังบอกด้วยว่าจากพีดีพีทางเลือก โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโรงแรกที่ไทยจำเป็นต้องสร้างในอีก 11 ปีข้างหน้า ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกก็อีก 5 ปีข้างหน้า

ส่วนโครงการที่ไม่จำเป็นในแผนพีดีพีทางเลือก ศุภกิจยืนยันในวงเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง รวม 5,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8-9 โรง รวม 6,621 เมกะวัตต์ ฉะนั้น "โครงการเก็คโค่-วัน" ที่มาบตาพุด และเนชั่นแนลพาวเวอร์ซัพพลายที่พนมสารคามจึงไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ ลดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 1 โรง รวม 800 เมกะวัตต์ และอาจเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าที่หนองแซงและบางคล้าออกไปได้ 2 ปี หรือยกเลิกและพัฒนาโครงการใหม่อย่างมีส่วนร่วม รวมถึงลดการนำเข้าจากพม่าและลาว 9,932 เมกะวัตต์ จึงยกเลิกโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม, เขื่อนปากชม, ลิกไนต์หงสา, ถ่านหินมาย-กก และโครงการอื่นๆ ได้

ด้าน ดร.ธีระ ฟอแรน หน่วยวิจัยสังคมและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงประเด็นมาตรการประหยัดพลังงาน (DSM) ว่า ภาครัฐควรมองเป็นทางออกของวิกฤติการวางแผนไฟฟ้า ซึ่งในต่างประเทศ ยกตัวอย่าง U.S. Northwest Power & Conservation Council เป็นองค์กรที่จัดทำแผนผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาคของ 4 รัฐในสหรัฐ ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานยาวนานกว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับ DSM เทียบเท่าทางเลือกอื่นๆ ด้านการจัดหาพลังงาน โดยในแผนพีดีพีขององค์กรนี้ DSM มีศักยภาพเพิ่มขึ้นทุกปีและสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถจัดการด้านความต้องการได้ 30-50% ของควาามต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เทียบกับประเทศไทย ตั้งแต่แผนพีดีพี 2007 DSM ไม่ถูกมองว่าเป็นทางเลือก

ทั้งที่รัฐบาลต้องประเมินทางเลือกอย่างรอบด้าน ตัวอย่างการประเมินภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าถึง 42% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด จากการศึกษาพบว่า หากเพิ่มประสิทธิภาพการใช้มาตรการ DSM จะประหยัดความต้องการไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมได้ 10% ภายใน 10 ปี อย่างอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ที่มีการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งมาผลิตไฟฟ้า ผนวกกับการใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง การควบคุมมอเตอร์ การใช้พัดลมประสิทธิภาพสูง นี่คือศักยภาพและต้นทุนต่ำกว่าราคาไฟฟ้า ประหยัดได้อย่างคุ้มค่า

"DSM เป็นทางเลือกที่สำคัญสุดในการวางแผนไฟฟ้า ใช้หลีกเลี่ยงการสร้างโรงไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น และเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าและระบบเศรษฐกิจโดยรวม" ดร.ธีระสรุป พร้อมมีข้อเสนอสำหรับพีดีพี 2010 ว่า การวิเคราะห์ DSM และพลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงานยังไม่ชัดเจน เห็นว่าต้องกำหนดเป้าหมายอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นภารกิจของทุกภาคส่วนหากต้องการบรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะ 3 องค์กรการไฟฟ้า มักพูดเสมอว่า ไม่มั่นใจมาตรการประหยัดไฟฟ้า แต่กลับมั่นใจจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงกว่าได้ ขณะที่ DSM ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในประเทศ

ด้าน รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตฯ กล่าวว่า ในแผนพีดีพี 2010 พลังงานทดแทนมีสัดส่วนเพียง 7.9% หรือประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ของกำลังไฟฟ้าสำรองทั้งหมดของประเทศในอีก 20 ปีเท่านั้น รวมถึงการกำหนด DSM ต่ำแค่ 0.3% ตลอด 20 ปี ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาก เพราะในต่างแดนมาตรการ DSM มีความก้าวหน้าตามลำดับ และสัดส่วนในแผนพีดีพีสูง เห็นว่า รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิเคราะห์เรื่องพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก รวมถึงมาตรการ DSM อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับที่ได้อนุมัติงบประมาณ 1,345 ล้านบาท ใช้ศึกษาองค์ความรู้นิวเคลียร์มาแล้ว เพราะพลังงานทางเลือกควรได้รับการพิจารณาและศึกษาคามเป็นไปได้ ซึ่งจะแสดงถึงการให้ความสำคัญและไม่มีอคติของรัฐ

ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า แผนพีดีพีเป็นยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงานในอนาคตของประเทศ 20 ปีข้างหน้าจะเน้นด้านใด จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าจำนวนเท่าไหร่ สถานที่ตั้งอยู่ที่ใด ที่สำคัญกระบวนการก่อสร้างไม่ก่อปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนมาบตาพุด ที่แต่ละโรงงานส่งถ่ายต้นทุนของตัวเองสู่สิ่งแวดล้อม จนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบลุกขึ้นมาต่อสู้ กรณีมาบตาพุดทำให้ชาวบ้านเติบโตและสร้างความตื่นตัวแก่พื้นที่อื่นๆ ฉะนั้น การจัดทำแผนควรเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส เพื่อไม่ให้เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและได้เลือกใช้พลังงานในการผลิต ไฟฟ้าที่มีความเป็นธรรม

"ปัญหาแผนพีดีพี คือ ทุกโมเดลมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งที่ควรนำเสนอทางเลือกให้หลากหลาย และกระบวนการตัดสินใจประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ปัจจุบันยังเป็นลักษณะ Top-Down ตัดสินใจกันเอง นำมาสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น นั่นมันเป็นเงินภาษีของประชาชน ประเทศชาติ รวมทั้งการพยากรณ์ที่ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง ไฟเกินตลอด แต่ก็ยังสำรอง แม้จะนำพลังงานหมุนเวียนเข้ามาก็ยังเพิ่มกำลังสำรองไฟฟ้าจาก 15% เป็น 25% ในแผนพีดีพีฉบับใหม่ ทัศนคติแบบนี้ต้องถูกตรวจสอบจากทุกภาคส่วนของสังคม" รสนากล่าวทิ้งท้าย.