หลากเสียง หลายมุม ทวายโปรเจค (จบ) บทเรียนมาบตาพุด-ทวาย และเสียงจากคนในพื้นที่

สำนักข่าวประชาธรรม 6 มีนาคม 2555

เสวนา "หลากเสียงหลายมุม โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย" ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ โครงการฟื้นฟูนิเวศภูมิภาคแม่น้ำ Burma Concern ศูนย์ ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต จัดเวทีเสวนา "หลากเสียงหลายมุม โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย" โดยมีวิทยากรประกอบไปด้วย นายมนตรี จันทวงศ์ โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ นายสุจิต ชิรเวทย์ ประธานอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาธิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม วุฒิสภา นายศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ผู้แทนจากชุมชนเมืองทวาย 3 ท่าน และมีนส.วันดี สันติวุฒิเมธี อดีตบรรณาธิการสาละวินโพสต์เป็นผู้ดำเนินรายการ

มุมมองนโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐไทยต่อโครงการท่าเรือน้ำเรือทวายจากประสบการณ์มาบตาพุด

ส.ว.สุรจิต กล่าวว่า โครงการทวายต้องเข้าสู่กรรมาธิการวุฒิสภา เพราะจะมีการเชื่อมต่อถนนและระบบรางผ่านป่าในประเทศไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และได้ข่าวมาว่าจะมีการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้าบริเวณพุน้ำร้อน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเข้ามาในไทยก็ควรจะใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งแวดล้อมไทย

หลังจากได้พบกับพี่น้องชาวไทยและชาวพม่าที่ห่วงใยมาสองครั้ง เข้าใจถึงความกังวลที่ผลกระทบที่อาจนำไปสู่หลาย ๆ เรื่อง ที่มีผลทั้งบวก ทั้งลบได้หากดำเนินการไม่ดีพอ

จากประสบการณ์ของเรา(คณะกรรมมาธิการวุฒิสภาด้านเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้าน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม-ประชาธรรม)ในการตรวจสอบกรณีการสร้างเขื่อนฮัตจี ที่แม่น้ำสาละวิน และการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่บริษัทช.การช่างไปทำในดินแดนลาว ก็พบประเด็นปัญหาเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน และธรรมาภิบาลอย่างมาก

เรากำลังจะเปิดเสรี ก็หวังว่าเรากำลังจะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนบ้าน ทุกวันนี้การทำโครงการขนาดใหญ่ยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ และกลุ่มทุนกับรัฐแต่ยังไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนของทั้งสองประเทศ บทบาทของกรรมาธิการคือทำการตรวจสอบโครงการที่ได้ทำไปว่ามีความโปร่งใสแค่ไหน เราอยากเห็นมาตรฐานเดียวกับไทย  แต่กรรมาธิการไม่ใช่ผู้ตัดสิน 

ความจริงการพัฒนานั้นควรจะทำ SEA (Strategy Environmental Assessment-การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์-ประชาธรรม)ก่อนที่จะทำ EIA (การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม-ประชาธรรม) เพราะเป็นเรื่องสำคัญ  การทำโครงการด้วยวิธีคิดที่จะดำเนินโครงการ โดยอาศัยช่องว่างเรื่องมาตรฐานของสิ่งแวดล้อมประเทศเพื่อนบ้านที่คิดว่าต่ำกว่าเรา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ 

โครงการนี้ใหญ่กว่ามาบตาพุดหลายเท่า  ปัญหาที่มาบตาพุดเรายังแก้ไม่เสร็จ แต่เรายังทะเยอทะยานในการทำโครงการนี้อีก  หลักคิดเรื่องการเป็นช่องทางลัดแทนช่องแคบมะละกาซึ่งมีโจรสลัดมาตั้งแต่อดีต โดยจะช่วยย่นระยะทางได้ประมาณ 600-700 กม.  และจะทำให้ชาวพม่ามีงานทำโดยไม่ต้องจากเมืองของตนเอง แต่เรื่องที่ได้มากับสิ่งที่ต้องเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่ มันจึงเป็นประเด็นที่น่าจะถกเถียงกันได้

ภาพชายฝั่งเมืองทวายเหมือนกับชายหาดแถบภาคตะวันออกของประเทศไทย คือ ชายหาดเป็นเส้นตรง แต่เมื่อมีสิ่งปลูกสร้างยื่นออกไปย่อมส่งผลกระทบต่อชายฝั่ง ซึ่งกายภาพแบบนั้นรวมทั้งภูมิวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น ข้าว ยางพารา วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถ้าคิดเชิงยุทธศาสตร์หมายความว่าไม่ได้มีคำตอบเดียว แต่ควรคิดว่า มีทางเลือกกี่ทาง ได้เสียอย่างไร สิ่งที่จะทำสอดคล้องหรือไม่

ถ้าดูศักยภาพของพื้นที่โครงการในฝั่งพม่า เราน่าจะมาดูกันว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพด้านใดบ้าง มันจะนำไปสู่การกระจายรายได้ที่สอดคล้องอย่างไร ผลประโยชน์อะไรที่พี่น้องชาวพม่าจะได้รับ และความชำนาญของไทยในเรื่องท่องเที่ยวและการบริการจะไปช่วยเสริมอย่างไรบ้าง 

การจัดการผลกระทบตามมาตรฐานไทยตามที่ศาลปกครองได้วางไว้ คือ เราเน้นการป้องกันมากกว่าการเยียวยา ซึ่งมาตรฐานนี้จะถูกนำไปใช้ตามมาตรฐานเดียวกันหรือไม่  การจัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA/SIA) ควรจะทำหลังการจัดทำผลกระทบทางยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อแสวงหาเรื่องที่สอดคล้องก่อน 

ผมลองตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าเขาเลือกสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกโดยที่พม่ายังไม่มีเงินทุนของตัวเอง มันจะมีปัญหาเรื่องรูปแบบการก่อสร้าง เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ชายหาดสวยงาม  เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบที่เคยเกิดขึ้นในฝั่งไทย เช่น ชายหาดที่มาบตาพุด เมื่อสิ่งปลูกสร้างยื่นออกไป  ทำ ให้ชายหาดพังทลาย เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างไปขวางกระแสน้ำและตะกอนที่พุ่งผ่านไป ที่ภาคใต้กระแสน้ำเคลื่อนจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ และได้ก่อเอาตะกอนทรายมากกว่าจากกระแสน้ำจากเหนือลงใต้ ฉะนั้นเมื่อมีสิ่งใดตั้งฉากออกไปจากฝั่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง อย่างมหาศาล และเมื่อทำคอนกรีตกั้นเป็นฉากกั้น จะมีพื้นที่งอกด้านหนึ่ง อีกด้านพังทลาย ถ้าทำคอนกรีตเป็นแนวขนาน ชายหาดจะกลายเป็นวงพระจันทร์ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด และยังแก้ไม่ตก แต่ที่ทวายใหญ่กว่านี้ไม่รู้กี่เท่า  พื้นที่ชายฝั่งเดิมที่เคยมีประมงพื้นบ้าน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวก็จะสูญเสียไปอย่างมาก  ทั่วประเทศไทยเกิดวิกฤตอย่างนี้อยู่ 700 กว่ากิโลเมตร จากชายฝั่งทั้งหมด 2,600 กว่ากิโลเมตร  ตอนนี้ที่พัทยาก็ต้องตั้งงบสามร้อยล้านเพื่อเติมทรายเต็มชายฝั่ง

การสร้างเขื่อนกันคลื่นลักษณะนี้ถูกสร้างขึ้นในหลายจังหวัดตามแนวชายฝั่งอ่าว ไทย โดยใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อแก้ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งที่มีจุดเริ่มจากการสร้างเขื่อนและรอดัก ทรายริมปากแม่น้ำ การกั้นแบบแนวฉากจะทำให้มีพื้นที่งอกด้านหนึ่ง อีกด้านพังทลาย

การสร้างเขื่อนกันคลื่นตลอดแนวชายฝั่งเพื่อแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งอันเกิดจาก การสร้างเขื่อนและรอดักทรายริมปากแม่น้ำ ทำให้ชายหาดมาบตาพุด จ.ระยอง ที่เคยเป็นแนวยาวมากด้วยคุณค่าทางสังคมและระบบนิเวศ กลายสภาพเป็นอ่าวเล็กๆคล้ายวงพระจันทร์

ถ้าหากเราเลือกทางเลือกที่สอง พัฒนาทักษะที่เราเก่ง  และสอดคล้องกับตัวตนกับพี่น้องชาวพม่า  เราน่าจะใช้จุดเด่นของเราในเรื่องการท่องเที่ยว  อาหาร  และ การบริการไปลงทุนในพม่า มากกว่าการเลือกอุตสาหกรรมที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ลงทุนในอุตสาหกรรมข้าว ยางพารา การท่องเที่ยว สร้างท่าเรือยอซอย่างที่ภูเก็ต ฯลฯ ซึ่งจะสอดคล้องกับพม่ามากกว่า  และไม่ต้องหิวโหยพลังงานมาก  เพราะ ฉะนั้น คำถามคือ การประกอบอุตสาหกรรมหนัก-เบา มันใช่คำตอบที่จะทำให้พี่น้องไทย-พม่าได้รับผลประโยชน์อย่างยั่งยืนหรือไม่ และเราเคยศึกษาทางเลือกเหล่านี้หรือไม่ 

อย่างไรก็ตามความหวังที่เราจะเห็นธรรมาภิบาลเป็นเรื่องยาก เพราะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญของไทยด้วยเพราะระบุให้ส.ส.สังกัดพรรค ลงสมัครอิสระไม่ได้ พรรคสามารถลงมติเพิกถอนขับออก และพรรคพ้นสภาพส.ส.ได้ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มทุนเข้ายึดพรรคและกำหนดนโยบาย

ความจริงแล้วทั้งรัฐไทย และพม่าไม่มียุทธศาสตร์ชาติว่าประเทศเราเก่งอะไร  ประเทศไทยอยากเป็นทุกอย่าง  ดังนั้นการผลักดันในรัฐสภาก็ยาก ฝ่ายกรรมาธิการก็พยายามส่งสัญญาณในประเด็นเหล่านี้ไป

สิ่งที่พอทำได้คือ กำหนดให้บริษัทฯดำเนินการตามรัฐธรรมนูญของไทยหมวดสิ่งแวดล้อมในส่วนของโครงการที่จะเกิดขึ้นในประเทศ

เราเข้าใจกลุ่มทุนว่าเขาก็ไม่ได้คิดร้าย แต่ว่าอาจจะไม่ได้คิดเชิงยุทธศาสตร์แล้วค่อยทำ CSR ตามหลัง ซึ่งถ้าคิดแต่แรก ทำให้กลมกลืนสอดคล้อง โดยพยายามใช้ให้ได้ตามมาตรฐานรัฐธรรมนูญไทย

บทเรียนจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มุมมองทางเลือกของโครงการทวาย

นายศุภกิจ กล่าวว่า โครงการทวายครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด  250 ตารางกิโลเมตร หรือหนึ่งแสนห้าหมื่นไร่  มีท่าเรือใหญ่ สามท่าเรือ  ท่าเรือแรกเป็นขนส่งของเหลวได้แก่ น้ำมัน ก๊าซ ประมาณ 85 ล้านตันต่อปี ท่าเรือที่สองเป็น Hub Containers ประมาณ 100 ล้านตันต่อปี ท่าเรือที่สามจะเชื่อมต่อทางรถไฟไปมลฑลยูนนาน ประเทศจีน  นัยยะของมัน คือ ท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศเรา มีขนาด Containers อยู่ที่ 10 ล้านตันต่อปี เพราะฉะนั้นเฉพาะท่าเรือที่สองในทวายท่าเดียวใหญ่กว่าแหลมฉบังถึง 10  เท่า 

ในส่วนของโรงไฟฟ้าเมื่อเดือนมกราคม รัฐมนตรีพลังงานของพม่าประกาศว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินใหญ่ถึง  4,ooo เมกกะวัตต์จะถูกยกเลิก และลดขนาดลงมาเหลือ 400 เมกะวัตต์ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร

จากกรณีศึกษามาบตาพุดพบว่า เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีพื้นที่ประมาณ 17,000 ไร่ ถ้าทวายใหญ่กว่ามาบตาพุดถึง 10 เท่าก็จะใหญ่มาก เฉพาะอุตสาหกรรมหนักอย่างเดียวที่ทวายมีขนาด 3.5 เท่าของมาบตาพุด  ถ้ารวมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กของทวายก็จะประมาณ 6-7 เท่าของมาบตาพุด

จากการศึกษามูลนิธินโยบายสุขภาวะเรื่องผลกระทบทางสุขภาพ เรื่อง Coefficient ว่า ถ้าเราเปลี่ยนพื้นที่ชนบทให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม จะปล่อยมลพิษทางอากาศเท่าใด และได้นำมาคำนวณกับแผนการก่อสร้างของอิตาเลี่ยนไทยในโครงการทวาย ซึ่งตัวเลขที่ได้ไม่ใช่เป็นตัวเลขสุดท้าย ได้ผลออกมาว่า ส่วนแรกจะก่อให้เกิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ประมาณ 1,200 ตันต่อวัน หรือประมาณ 1 แสน 4 หมื่นตันต่อปีในพื้นที่หนึ่งแสนสองหมื่นไร่  ก่อให้เกิดออกไซด์ของไนโตรเจน 350,000 กว่าตันต่อปี ซึ่งสารสองตัวนี้ก่อให้เกิดฝนกรด จะมีผลต่อพืชผลทางการเกษตรของชาวทวายอย่างมาก ซึ่งการคำนวณนี้ไม่รวมกับตัวเลขการปล่อยสารจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ ถ้ารวมจะมีการปล่อยสารรวมกันประมาณปีละ 1 ล้านตัน อีกส่วนหนึ่งคือจะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก 88,000 กว่าตันต่อปี

ในเรื่องการก่อให้เกิดอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์เพียงอย่างเดียวจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หรือ Co2 ประมาณ 30 ล้านตัน เทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของประเทศพม่าซึ่งปล่อยประมาณ 12 ล้านตันต่อปี ถึง 2 เท่ากว่า และเนื่องจากไฟ 3,600 เมกะวัตต์จะส่งมาใช้ในประเทศไทย มันจึงเป็นรูปธรรมชัดว่าเราส่งการผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงไปใน ต่างประเทศ ถ้าเปลี่ยนมาเป็นพลังงานก๊าซที่นักพลังงานอ้างว่าสะอาด แต่เนื่องจากมีขนาดใหญ่ถึง 4,000 เมกะวัตต์ ก็จะปล่อย Co2 ประมาณ 13 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 1 เท่าตัวต่อการปล่อยก๊าซชนิดนี้ในปัจจุบันทั่วประเทศ

ในพื้นที่โครงการฯจะใช้น้ำประมาณ  2,150  ล้านลบ.ม.ต่อปี  ซึ่งต้องสร้างเขื่อนถึงสองสามเขื่อนถึงจะพอใช้ ตามแผนโครงการที่จะมีการสร้างเขื่อนขนาด 500 ล้านลบ.ม.คงไม่พอ

อีกส่วนหนึ่ง คือ จะเกิดน้ำเสียประมาณ 50 ล้านลบ.ม.ต่อปีที่ต้องบำบัดจัดการ มีกากของเสีย และขยะอุตสาหกรรมประมาณ 750,000 ตันต่อปี กากของเสียอันตรายมากต้องจัดการพิเศษประมาณ 5,000 ตันต่อปี และถ้ารวมกับเมืองและผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยกว่า 200,000 คน จะมีขยะอยู่อีกประมาณ 200,000ตัน รวมแล้วจะมีขยะประมาณ 1 ล้านตันต่อปี

ดังนั้นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยแยกส่วนให้บริษัทหนึ่งประเมินท่าเรือน้ำลึก บริษัทหนึ่งประเมินถนนนั้นไม่ได้ มันต้องประเมินภาพรวมทั้งหมดของการพัฒนา  มันถึงจะเห็นว่าผลกระทบสะสมเป็นอย่างไร เพราะโครงการนี้มีอายุถึง 50-60 ปี

อีกส่วนคือ เรื่องผังเมือง บทเรียนสำคัญของมาบตาพุด คือ การปรับพื้นที่ผังเมืองแต่ละครั้ง พื้นที่อุตสาหกรรมขยายติดชิดทับพื้นที่ชุมชน มีการประกาศให้พื้นที่ตลาด วัด โรงเรียนเป็นพื้นที่สีม่วง หมายความว่าถ้าโรงงานสามารถซื้อที่ได้สามารรถเปลี่ยนเป็นโรงงานได้ จึงก่อให้เกิดปัญหาเป็นอันมาก ในขณะที่ฝ่ายอุตสาหกรรมในประเทศไทยและต่างประเทศนั้นยอมรับว่าอุตสาหกรรมใหญ่ต้องมี  Buffer Zone (พื้นที่กั้นกลางระหว่างพื้นอุตสาหกรรมกับพื้นที่ชุมชน-ประชาธรรม) อย่างน้อยที่สุด  1-2  กม. และไม่ใช่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ต้องเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ อย่างเช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ออสเตรเลียบอกว่ามาตรการสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุด ของนิคมและแรงงานคือ Buffer Zone ไม่ใช่การบำบัดน้ำเสีย แต่ของมาบตาพุดไม่เหลือ Buffer Zone เลย  และแผนโครงการทวายก็ไม่ระบุเรื่องนี้เลย สิ่งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญจากมาบตาพุด

ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการลงทุน จากบทเรียนของมาบตาพุดที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมาก มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย รวยกว่าคนกรุงเทพและเชียงใหม่ แต่ถ้าสังเกตส่วนที่โตตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524-2549 คือส่วนของอุตสาหกรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนแบบนี้ที่ทวายเศรษฐกิจต้องโตอย่างแน่นอน จีดีพีก็จะดีอย่างที่ใครหลายคนมอง แต่เศรษฐกิจที่ระยองจากเดิมที่เป็นเศรษฐกิจแบบสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตร และการบริการ กลับกลายเป็นเศรษฐกิจขาเดียว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมที่ระยอง เศรษฐกิจระยองจะล่มไปเลย คำถาม คือ การพัฒนาทวายจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ไม่สมดุลแบบระยองหรือไม่

สิ่งที่สำคัญถัดไปคือ การเกษตร ชาวระยองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร แต่ในช่วงปีพ.ศ. 2524-2549  ทั้งพืชผลและการประมงแทบจะไม่โตขึ้นเลย

ประเด็นต่อมา อุตสาหกรรมในมาบตาพุด มีสัดส่วนที่ต้องนำเข้ามาก เช่นโรงงานกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น เวลาเราพูดว่าเราลงทุนเป็นแสนล้านหรือร้อยล้าน อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องใช้เงินเพื่อนำเข้าเทคโนโลยีถึง 40-50เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่าเราลงทุนแสนล้าน สี่หมื่นล้านจะต้องไหลออกไปนอกประเทศก่อน แต่ถ้าเราดูอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมยางพารา อาหารทะเล ในการลงทุนเท่ากัน มีสัดส่วนการนำเข้าน้อยกว่ากันเป็นเท่าตัว  จึงเกิดคำถามว่า อุตสาหกรรมประเภทไหนที่เราควรลงทุน  และก่อประโยชน์มากกว่า

ตัวเลขจากสภาพัฒน์ในส่วนของการจ้างงานต่อเงินลงทุนในอุตสาหกรรมที่ระยอง อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการจ้างงานน้อยมากคือต้องลงทุน 67 ล้านบาทถึงจะมีการจ้างงาน 1 ตำแหน่ง ในขณะเดียวกันถ้าเราใช้ 67 ล้านบาทในการลงทุนอุตสาหกรรมยางพาราจะเกิดการจ้างงานประมาณ 67 คน มากกว่าปิโตรเคมี 67 เท่า  หรือถ้า เราใช้เงินลงทุนเท่ากันในอุตสาหกรรมอาหารจะเกิดการจ้างงานถึง 165 คน ดังนั้นถ้าเราจริงจังกับปัญหาการจ้างงานจริง เราควรพิจารณาว่าในพื้นที่ทวาย อุตสาหกรรมประเภทไหนจะก่อประโยชน์มากกว่า

อีกบทเรียนหนึ่ง คือ "Rayong Paradox" (ความย้อนแย้งของระยอง-ประชาธรรม) จากรายได้ที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่คุณภาพชีวิตด้านอื่นไม่ได้ดีขึ้นตามรายได้ มีผู้ป่วยด้าน HIV มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ มีคดียาเสพติด  เด็กถูกทอดทิ้ง ฯลฯ และเรื่องเหล่านี้นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ  รวมถึงอัตราค่าเฉลี่ยการว่างงานของคนระยองที่สูงอัตราค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ทั้งที่มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก คำถามคือ ภาวะ "Paradox" แบบนี้จะเกิดกับทวายในอนาคตหรือไม่

บทเรียนสุดท้ายจากระยอง คือ เรื่องของเด็กและเยาวชน ซึ่งหลายเรื่องเข้าขั้นวิกฤต ตัวเลขวัยรุ่นที่ตั้งท้องสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึงสองเท่า นอกจากนี้ยังมีตัวเลขเด็กที่ติดเชื้อ HIV และ เด็กฆ่าตัวตายสูงมาก ต่างกับตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดเป็นอย่างมาก คำถามคือ อนาคตลูกหลานของชาวทวายจะเป็นอย่างไรภายใต้เส้นทางการพัฒนาแบบนี้

ตารางเปรียบเทียบรายได้ของจังหวัดระยองที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศแต่กลับมีตัวเลขคุณภาพชีวิตหลายด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ

ถ้าเราไม่มองทวายเป็น Hub จากตะวันออกกลางไปจีน ญี่ปุ่น แต่มองทวายให้เห็นทวายมากขึ้นจะพบว่า คนทวายทำยางพารา สวนผลไม้ ปลูกข้าว มีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ แต่ทำไมอุตสาหกรรมที่ต่อยอดผลผลิตเหล่านี้ถึงไม่อยู่ในยุทธศาสตร์ของการพัฒนา 

อีกด้านเราจะเห็นเมืองเก่าและแหล่งโบราณคดีเยอะมาก  ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นศักยภาพของภูมิภาคนี้

นอกจากนี้พลังงานหมุนเวียนก็ไม่อยู่ในยุทธศาสตร์ใดเลย ทั้งที่ในสังคมเกษตรจะทำให้มีแหล่งก๊าซชีวภาพจำนวนมากที่จะผลิตพลังงานขนาด ชุมชน หรือขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาได้ และยังมีลมแรง น่าจะทำพลังงานจากพลังงานลมได้ รวมถึงสามารถทำพลังงานน้ำขนาดเล็กได้เพราะมีน้ำตลอดปี  

ดังนั้นถ้าเกิดอุตสาหกรรมขนาด 194 ตร.กม.ขึ้นมา คงมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

ส่วนสุดท้ายคือ ขอเสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือการตัดสินใจที่รอบด้านและมี ส่วนร่วมมากขึ้น ดังนี้ ข้อเสนอแรกการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อที่จะดูภาพรวมการพัฒนาทั้งหมด และผลกระทบสะสม ไม่ใช่ดูแยกเป็นโครงการ

ข้อเสนอถัดมา คือ ต้องมีการศึกษาศักยภาพการยอมรับ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ศักยภาพทางสิ่งแวดล้อมด้วยว่า มันรับได้แค่ไหน เพื่อที่จะวางแผน และประเมินผลกระทบได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ทำ EIA เพียงอย่างเดียว

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือเรื่องของทางเลือกในการพัฒนาในการเลือกขนาดและประเภทของอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยี เช่นเมื่อต้องการผลิตไฟฟ้าเหมือนกัน จะเอาพลังงานถ่านหินหรือพลังงานลม ไม่ใช่ดูแต่ทางเลือกพัฒนาที่เสนอโดยผู้ลงทุนแล้วชวนรัฐบาล สื่อมวลชน สังคมให้ไปตามทางนี้

ข้อเสนอต่อมา คือ มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมอย่างน้อยต้องเท่ากับประเทศไทย ถ้าปัจจุบันจะทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ ต้องทำ EIA HIA เพื่อรับฟังหลายรอบ

ข้อเสนอถัดมา ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนที่อพยพออกไป รวมทั้งคนที่จะไปอยู่กว่าสองแสนคน ต้องมีระบบรองรับด้วย เช่น กฎหมาย สถาบันต่างๆ เป็นต้น

การจะบรรลุสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ ก็ต้องการการเปิดเผยข้อมูลจากเจ้าของโครงการ ซึ่งไม่ใช่แค่เปิดเผยผลประโยชน์ที่จะได้อย่างเดียว แต่ควรเปิดเผยเรื่องของความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจะเกิดขึ้นด้วย เช่น ความเสี่ยงจากสึนามิ หรือความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยบริเวณใกล้เคียง เป็นต้น

ประเด็นต่อมา ประชาสังคมและชุมชนในพม่าต้องมีการศึกษาข้อมูล เพื่อแสดงให้สังคมไทยและอาเซียนเห็นถึงข้อมูลและทางเลือกในการพัฒนา รวมถึงความมุ่งหวังของชาวทวาย

ข้อเสนอสุดท้าย ถึงรัฐบาลไทย ถ้าเราจะเป็นสังคมอาเซียน เราจะพัฒนาแบบยั่งยืนไปด้วยกันกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเสนอให้รัฐบาลพม่ามีกลไกและทรัพยากรรองรับความเสี่ยงและผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นทุกด้าน

ในส่วนของประชาชนที่มาบตาพุดตั้งคำถามไว้ว่า "หยุดทุกขลาภ จากการพัฒนาที่ไม่พอเพียง" ในส่วนของทวายก็ต้องมาดูกันว่าจะสร้างการพัฒนาร่วมกันอย่างไร

เสียงจากทวาย

ชอล์ (กะเหรี่ยง) ชาวทวาย กล่าวว่า  ชุมชนจาก 23 หมู่บ้าน ต้นแม่น้ำตะนาวศรี ตอนนี้กำลังได้รับผลกระทบจากการสร้างถนน  ตั้งแต่เดือนกันยายน  2010  ก็เห็นรถใหญ่วิ่งเข้ามาในชุมชน  แต่ไม่รู้ว่ามาทำอะไรกัน  และต่อมาถึงได้รู้ว่ามาก่อสร้างถนน ตอนที่สร้างถนนก็เห็นว่าสร้างเข้าไปในที่ดินของชาวบ้าน  ถึงตอนนี้ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ว่าจะมีค่าชดเชยที่ดินและสวนที่เสียหายไปหรือไม่ สองเดือนที่ผ่านมาชาวบ้านรวมตัวกันเซ็นชื่อยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านจังหวัด ไปถึงรัฐมนตรี  แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบอะไรเลย

เราพยายามรวมกลุ่มชาวบ้าน  เรียกว่า "คม่ำแกว"  ซึ่งตอนนี้มี  12  หมู่บ้านที่เข้าร่วม  แต่ละหมู่บ้านจะส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านละสองคน  คณะกรรมการก็ร่วมกันล่ารายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการ  เป็น "คณะกรรมการเพื่อพัฒนาชีวิต และความยั่งยืนของชุมชน"  ประชุมเดือนละ 1 ครั้ง 

คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  เมื่อเห็นปัญหาที่วิทยากรได้นำเสนอก็รู้สึกเป็นห่วงมากๆ นายทุนก็จ้องมองพื้นที่ของชุมชนเพื่อทำธุรกิจ 

ในพื้นที่จากโครงการท่าเรือทวาย มาชายแดนไทยมีการปกครอง 2 ส่วน ส่วนหนึ่งปกครองโดยรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งคือ ฝ่าย KNU (กองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล-ประชาธรรม) ชาวบ้านอยู่ภายใต้การปกครองของสองกลุ่มนี้  ซึ่งอยู่ยากลำบากมาก มีการฆ่ากันบ่อยๆ ตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าพื้นที่สงบแล้วเพราะยังมีการสู้รบกันอยู่ระหว่างรัฐบาลกับ KNU  ตอนนี้ยังมีการก่อการร้ายและปล้นอยู่

เมื่อไม่นานมานี้เอง  ชาวบ้านก็โดนนายทุนกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายข่มขู่ด้วย  ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมาก  ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องรวมตัวกันเพื่อขอพรจากพระเจ้าให้ช่วยโดยการเขียนขอพรที่ต้องการที่ก้อนหิน 

"ก็รู้สึกกลัวมากที่จะมีโครงการพัฒนาใหญ่ๆ  เข้ามาในชุมชน  และเมื่อเห็นการนำเสนอบทเรียนจากประเทศไทย ก็เป็นห่วง  เราอยากเห็นการพัฒนา  แต่อยากให้มันดีต่อชีวิตของชุมชนด้วย"

ในตอนท้ายชอล์ (กะเหรี่ยง) ได้เปิดวีดีโอ "The Solid Rock- Chaug Village" ซึ่งเป็นการทำพิธีขอพรจากพระเจ้าของชาวกะเหรี่ยงเมืองทวาย....

ในช่วงต่อมา แฟรงกี้ ตัวแทนจากทวายอีกคนได้เปิดสารคดีเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองทวาย และโครงการท่าเรือน้ำลึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

ใน ช่วงสุดท้ายตัวแทนจากทวายอีกหนึ่ง(ไม่เปิดเผยชื่อ) กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่าการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ทวายจะไม่ส่งผลกระทบต่อ พื้นที่เกษตร วิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อมเช่น พื้นที่ท่าเรือน้ำลึกจะถูกสร้างบนหาดทรายขาวเมืองมะกัน (Maungmagan) ซึ่งมีความสมบูรณ์เป็นอันมาก

นอกจากนี้จะมีการเคลียร์พื้นที่ป่าโกงกางประมาณ 35 Km2 รวมถึงป่าสงวนและป่าธรรมชาติด้วย

ตอนนี้มี 3 ประเด็นที่กำลังพูดถึงคือ การถูกยึดที่ดิน เงินค่าชดเชย และพื้นที่ของการอพยพย้ายถิ่น เราจึงมีคำถามว่าภาครัฐและภาคธุรกิจจะเข้าไปจัดการปัญหานี้อย่างไร

แม้รัฐจะออกมาให้คำมั่นสัญญาว่า แผนการย้ายประชากรในพื้นที่จำนวน 10,000 คน จะเป็นไปตามหลักธนาคารโลก

นอกจากนี้ในข้อที่ 34  ของเงื่อนไขการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กำหนดให้ผู้ลงทุนพัฒนาโครงการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการโอนและจ่ายค่าชดเชย จากการย้ายอาคารบ้านเรือน ไร่นา สวน สวนผลไม้ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย นอกจากนี้พวกเขาจะต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้ที่จะ ถูกย้าย และไม่ควรต่ำกว่ามาตรฐานที่พวกเขาเคยได้รับ คณะกรรมการบริหารที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานงานเพื่อให้

แต่สถานการณ์ขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนยังไม่รับค่าชดเชยจากการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนน.

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n4_06032012_01