รื้อโรงไฟฟ้าระยองไปทวาย ‘สหัส’ ยันหารือITDแล้ว

4 มกราคม 2558 | ฐานเศรษฐกิจ

ที่มา: http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2...

"เอ็ก โก" เตรียมรื้อย้ายโรงไฟฟ้าระยอง 2  ขนาด 200 เมกะวัตต์ ติดตั้งโรงไฟฟ้านิคมอุตสาหกรรมทวายต้นปีนี้ หลัง กฟผ.ไม่สั่งต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2557 "สหัส" เผยเจรจากับอิตาเลียนไทยแล้ว ตั้งเป้ารองรับนิคมฯทวาย 1 พันเมกะวัตต์ ด้าน กกพ.เผยปริมาณสำรองเพียงพอไม่จำเป็นต้องปัดฝุ่นโรงไฟฟ้าเก่า เพราะต้องการลดสัดส่วนก๊าซในการผลิตไฟฟ้าลดลง

นายสหัส ประทักษ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก เปิดเผยกับว่า "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ไม่ต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโรงไฟฟ้าระยองขนาด 1.2 พันเมกะวัตต์ ซึ่งครบกำหนดสัญญาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยเอ็กโกได้หารือกับทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี แล้ว เพื่อเตรียมขนย้ายเครื่องจากโรงไฟฟ้าระยอง ไปติดตั้งโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวาย ของเมียนมาร์ เบื้องต้นจะนำไปติดตั้ง 2 เครื่อง กำลังการผลิตเครื่องละ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเดิน 1 เครื่อง ส่วนอีกเครื่องใช้สำรองหากกรณีเครื่องแรกมีปัญหา คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2558

โดยที่ผ่านมาเอ็กโกไม่ได้กังวล การต่อสัญญาโรงไฟฟ้าระยอง เพราะได้มีการเตรียมการรองรับไว้ และถือเป็นการนำร่องที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ ที่จะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วไปดำเนินการ เพราะมีต้นทุนต่ำ ซึ่งในอนาคตจะทยอยขยายกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจพิจารณาเสนอแผนลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า โดยทางอิตาเลียนไทย ตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้า จากการคำนวณเนื้อที่ของนิคมอุตสาหกรรมทวายไว้ถึง 1 พันเมกะวัตต์

"คาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในนิคมฯทวายจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า หรืออาจพิจารณาเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ อาจเป็นก๊าซหรือถ่านหิน ขณะนี้ยังไม่ได้พิจารณา แต่ในส่วนของรัฐบาลเมียนมาร์ได้เห็นชอบไปแล้ว เพราะต้องการความมั่นใจจากผู้ที่จะเข้าไปลงทุน ดังนั้นบริษัทจะมีแผนขยายโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนบางรายเจรจาขอซื้อเครื่องจากโรงไฟฟ้าระยองด้วย"นาย สหัส กล่าว

นายสหัส กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มการลงทุนของเอ็กโก จะให้ความสำคัญกับโครงการในต่างประเทศมากขึ้น ปัจจุบันกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศยังเฉลี่ยอยู่ที่ 50:50 แต่ในอนาคตจะโฟกัสการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยยังคงเน้นประเทศที่มีฐานการผลิตอยู่แล้ว อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสปป.ลาว ซึ่งยังสามารถขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าเดิมได้ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าสตาร์ เอนเนอร์ยี จีโอเทอร์มอล จำกัด (SEG) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ขนาดกำลังการผลิต 227 เมกะวัตต์ ในอินโดนีเซีย ยังสามารถจะขยายกำลังการผลิตได้ถึง 400 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุนอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น 20% คาดว่าจะชัดเจนภายในปี 2558

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน SBPL ประเทศฟิลิปปินส์ อีก 500 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนขยายของโรงไฟฟ้าเควซอนที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 455 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ได้ภายในปี 2562

ปัจจุบันเอ็กโกเตรียมเม็ดเงินลงทุน 5 ปี (ปี2557-252561) ไว้ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2557 อยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท ,ปี 2558 อยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท ,ปี 2559 อยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ,ปี 2560 อยู่ที่ 8 พันล้านบาท และปี 2561 อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินลงทุน 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2558 ยังไม่ได้รวมการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือกกพ. เปิดเผยว่า กฟผ.ไม่ได้ต่อสัญญาโรงไฟฟ้าระยองของเอ็กโก เนื่องจากมองว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าเพียงพอ จึงยังไม่มีความต้องการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเก่า โดยทาง กกพ.ได้ให้เงื่อนไขการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้า คือ 1.ต้องพิสูจน์เครื่องโรงไฟฟ้าให้ได้ว่าจะสามารถเดินเครื่องได้อีก 6 ปี  2.จะต้องไม่สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 3.ประชาชนจะต้องยอมรับ และ4.ค่าไฟจะต้องไม่สูงไปกว่าโรงไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบในช่วงเดียวกัน โดยกรณีของโรงไฟฟ้าระยอง ทางเอ็กโกไม่ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพเครื่อง ขณะเดียวกันปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูง การไม่ต่อสัญญาจะสามารถช่วยลดการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าได้มาก ส่วนการบริหารจัดการโรงไฟฟ้านั้นก็ขึ้นอยู่กับทางเอ็กโกเป็นผู้ดำเนินการ

- จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 3,015  วันที่  4 - 7 มกราคม  พ.ศ. 2558