เขื่อนสาละวิน: ความเห็นแก่ได้แบบหน้ามืดตามัวของไทย

กรุงเทพธุรกิจ 19 ตุลาคม 2548

ศรีสุวรรณ ควรขจร

      ภาพลักษณ์ที่ดูจริงจังกว่าทุกครั้งเกี่ยวกับแผนการสร้างเขื่อนอย่างน้อย 5 โครงการบนแม่น้ำสาละวิน ซึ่งล้วนเป็นโครงการใหญ่ยักษ์ มูลค่าการลงทุนรวมสูงถึงสี่แสนล้านบาท (ผู้จัดการรายวัน 12 ตุลาคม 2548) ที่ถูกแถลงออกมาอย่างชัดเจนโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ บริษัท กฟผ.(มหาชน) จำกัด ไม่เพียงสะท้อนปัญหาคุณธรรม แต่ยังทำให้เกิดคำถามต่อวุฒิภาวะของสถาบัน กฟผ. รวมทั้งของรัฐบาลไทยเอง

      ปัญหาพื้นฐานก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการทำลายสภาพแวดล้อมคือ ป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ และต้องอพยพชุมชน ซึ่งบทเรียนทั่วโลกที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ ชุมชนที่ถูกอพยพก็มักล้มเหลวในถิ่นที่อยู่ใหม่เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น เคยอยู่ที่ลุ่มริมน้ำแล้วถูกย้ายไปอยู่ที่ดอน น้ำไม่มี ป่าเปลี่ยนไป ดินไม่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนท้ายเขื่อนแม้ไม่ได้ถูกอพยพ แต่ก็มักประสบความยากลำบากจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

     เขื่อนขนาดใหญ่เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มิได้พลิกผันเพียงเฉพาะภูมิทัศน์ แต่ยังพลิกผันระบบนิเวศน์อันเป็นเสมือนโรงงานที่ผลิตทรัพยากรธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ที่เป็นทุนชีวิตของชุมชน ที่เรียกว่า 'พลิกผัน' เพราะเขื่อนนำความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและขุดรากถอนโคนไปสู่ชุมชนซึ่งตั้งถิ่นฐานมาก่อนด้วยเหตุผลที่ว่า ที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

     ส่วนที่กล่าวว่า 'ขุดรากถอนโคน' ก็เพราะความรู้และทักษะเพื่อดำรงชีวิตในสภาพธรรมชาตินั้นๆ ที่ชุมชนพัฒนามาหลายชั่วคน กลายเป็นภูมิปัญญาของการอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน (อันเป็นสิ่งที่เชื่อได้ว่าน่าจะยังดำรงอยู่อย่างกว้างขวางในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำสาละวิน) เช่น ความรู้เกี่ยวกับสังคมพืช กระแสน้ำ การอพยพของปลา การวางไข่ ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมืออาชีพประมง ฯลฯ จะกลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้คุณประโยชน์โดยสิ้นเชิงในชั่วข้ามคืน

      กฟผ.รวมทั้งรัฐบาลน่าจะได้บทเรียนมานานแล้วจากปัญหาเขื่อนปากมูล หากไม่มัวแต่คิดอย่างอคติว่า ชาวปากมูลที่ประท้วงมานับสิบปีแล้วนั้นเป็นพวกชอบก่อความวุ่นวาย การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ-สังคมต่อชุมชนจากเขื่อนปากมูลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งรัฐบาลทักษิณเองเป็นผู้มอบหมายให้ดำเนินการก็พบว่า ความเสียหายที่ชาวบ้านได้รับจากเขื่อนปากมูลจนต้องเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำนั้น เป็นความจริง

      โครงการเขื่อนบนสาละวินจะซับซ้อนกว่าเขื่อนปากมูลอีกหลายเท่า เพราะสาละวินเป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ อาจเป็นสายน้ำใหญ่เดียวของเอเชียที่ยังไม่มีเขื่อน ความยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร เริ่มจากที่ราบสูงทิเบตผ่านจีน ไทย และพม่า สู่ทะเลอันดามัน รัฐต่างๆ ที่แม่น้ำสาละวินพาดผ่านเต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังดำรงอยู่อย่างหลากหลาย เช่น ฉาน คาเรนนี และกะเหรี่ยง เต็มไปด้วยชุมชนป่า (Forest communities) แบบดั้งเดิม ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันว่าป่าที่นั่นยังสมบูรณ์อย่างยิ่งแม้มีชุมชนอยู่มานับพันปี แสดงว่าชุมชนกับป่ามีความสัมพันธ์กันแนบแน่น

     การที่สายน้ำสาละวินในเขตพม่าตอนบนยังมีสภาพดังกล่าวข้างต้น รวมกับตอนล่างไปจนถึงปากแม่น้ำที่เมาะลำไยน์ (มะละแหม่ง) ที่มีชุมชนกสิกรรมและประมงพื้นบ้านของชาวมอญอยู่อาศัยหนาแน่น การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายโครงการไล่เรียงเป็นขั้นบันไดจากตอนบน ตรงบริเวณที่เรียกว่า "ท่าซาง" เขตรัฐฉาน (ราว 300 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ไปทางตะวันตก) ไปจนถึงบริเวณแคว้นตะนาวศรีซึ่งไม่ไกลจากชายแดนตะวันตกของไทยนัก จะสร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ-สังคมในระดับท้องถิ่นอย่างมากมายมหาศาล

       ในเอกสารของ กฟผ.ที่ใช้ประกอบการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาในปี 2546 เกี่ยวกับแผนการสร้างเขื่อน 2 โครงการบริเวณชายแดนไทย-พม่า ที่ทางการไทยเรียกว่า 'โครงการสาละวินบน' ขนาดกำลังผลิตระหว่าง 4,540-5,600 เมกะวัตต์ และ 'โครงการสาละวินล่าง' ขนาดกำลังผลิต 800-1,000 เมกะวัตต์ ติดกับแม่ฮ่องสอน ในเอกสารดังกล่าว กฟผ.อ้างว่า โครงการทั้งสองแทบไม่มีผลกระทบในเขตไทย

    ทั้งเขื่อนสาละวินบนและเขื่อนสาละวินล่างเป็นสองในห้าโครงการที่กฟผ.แถลงออกมาล่าสุดนั่นเอง ที่เหลืออีก 3 โครงการได้แก่ โครงการท่าซาง (ในรัฐฉาน) โครงการฮัดจี (ใกล้จังหวัดตาก) และโครงการตะนาวศรี (ใกล้ชายแดนตะวันตกของไทย) ทั้ง 5 โครงการอาจมีกำลังผลิตรวมกันสูงถึง 15,000 เมกะวัตต์ หรือราวสามในสี่ของไฟฟ้าที่ไทยใช้อยู่ทั้งหมดในขณะนี้

     กฟผ. อ้างว่า ทั้งโครงการสาละวินบนและล่าง จะก่อผลกระทบในไทยไม่มากนัก ในเอกสารของ กฟผ.ข้างต้นระบุค่าลงทุนเฉพาะ 2 โครงการนี้ไว้สูงถึง 277,000 ล้านบาท แต่ประมาณการค่าชดเชยทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (ในไทย) ไว้เพียง 2,000 ล้านบาทเท่านั้น หรือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ของเงินลงทุนทั้งหมดด้วยซ้ำ กฟผ.อธิบายว่าจะใช้อัตราค่าชดเชยเหมือนในกรณีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งสูงกว่าทุกเขื่อนก่อนหน้านั้น เพราะกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของเงินลงทุนประมาณ 17,000 ล้านบาท หมดไปกับการจ่ายค่าชดเชย

     แต่ที่ กฟผ.อ้างว่าผลกระทบทางฝั่งไทยแทบไม่มีเลยนั้น นัยความหมายก็คือผลกระทบแทบทั้งหมดจะเกิดขึ้นในเขตพม่า กล่าวคือพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมดของเขื่อนสาละวินบน (และของเขื่อนอื่นๆ ที่เหลือ) จะอยู่ในฝั่งพม่า เฉพาะเขื่อนสาละวินบนจะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำยาวร่วม 400 กิโลเมตร ในรัฐฉานโดยที่ยังไม่รวมพื้นที่อ่างที่จะท่วมลึกเข้าไปในลำน้ำสาขาต่างๆ ของสาละวิน

ไม่น่าแปลกใจที่ว่า กฟผ. ณ เวลานี้จะยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการสำรวจยังไม่เกิดขึ้น และคงไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้เพราะปัญหาการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติโดยง่าย ดังนั้น หากมีการดันทุรังสร้างขึ้นเขื่อนขึ้นจริง กว่าที่ชาวบ้านที่นั่นจะตระหนักว่า ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับ 'เคลื่อนภูเขา ย้ายทะเล' ขึ้นแล้ว ก็แปลว่าคงต้องรอจนเขื่อนสร้างเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำแล้วนั่นแหละกว่าที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏ ถึงเวลานั้น ชาวบ้านก็คงแค่อพยพหนีน้ำ ส่วน กฟผ. และรัฐบาลไทยเองคงเลี่ยงบาลีโดยอ้างว่านี่เป็นเรื่องภายในของพม่า

      แต่ในสังคมโลกทุกวันนี้ มนุษย์เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภัยพิบัติธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นกับการเสียสมดุลทางสิ่งแวดล้อมของโลก พม่าจะไม่สามารถอ้างอธิปไตยแบบข้างๆ คูๆ ในการทำลายป่าของตนเอง ไทยเองที่จงใจปิดหูปิดตาต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยเป็นผู้ร่วมก่อเช่นนี้ จะหนีพ้นภาพลักษณ์ของความไม่รับผิดชอบที่มีแต่จะถูกตำหนิจากประชาคมโลก

     ต่อชะตากรรมของชนชาวไทยใหญ่ (ในรัฐฉาน) กะเหรี่ยง คาเรนนี และมอญ ในพม่าที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการที่ตนไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจด้วยเลยนั้น จะนำไปสู่อีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่มิได้ด้อยความสำคัญไปกว่าประเด็นทางสังคม-สิ่งแวดล้อม นั่นคือ ปัญหาการเมืองในพม่าเองมีแนวโน้มที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของชนกลุ่มน้อยในพม่าทวีความเลวร้าย

      รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าก็ยังถูกคว่ำบาตรจากประชาคมโลก ทั้งรัฐบาลประเทศตะวันตกและสหประชาชาติยังดำเนินการกดดันให้รัฐบาลพม่าเร่งฟื้นฟูกระบวนการประชาธิปไตย ภาคประชาสังคมทั่วโลกก็ยังวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า ประเทศอาเซียนโดยเฉพาะไทยก็ยังถูกเรียกร้องจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) ให้มีบทบาทมากขึ้นต่อปัญหาการเมืองภายในพม่า ดังนั้น จึงไม่สมควรที่ประเทศใดๆ ที่ประชาชนเชิดชูหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างไทยจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่รวดเร็วเกินปกติกับประเทศอย่างพม่าที่รัฐบาลเผด็จการทหารยังเหยียบย่ำหลักการนี้

     ผมได้แต่เป็นห่วงว่ารัฐบาลไทยจะไม่แคร์ทัศนะของชาวโลก เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านแบบไทยเป็นพี่ใหญ่ อันเป็นที่มาของการที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เกิดการประชุมสุดยอด 4 ประเทศคือ ไทย พม่า ลาว และกัมพูชา ที่เมืองพุกาม ประเทศพม่า ในปลายปี 2546 เกิดปฏิญญาพุกามว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แบบสวนทางท่าทีของสหรัฐฯ และอียู ที่พุกามนี่เองที่รัฐบาลไทยแถลงว่าจะช่วยรัฐบาลพม่าศึกษาศักยภาพของลุ่มแม่น้ำสาละวิน

      ยังมีอีกอย่างน้อย 3 คำถามที่เราจะต้องตอบคือ จริงหรือที่ว่าผลกระทบจากเขื่อนสาละวินที่จะเกิดกับไทยมีน้อยอย่างยิ่ง? ผลประโยชน์ที่ กฟผ.และรัฐบาลไทยอ้างว่าไทยจะได้ คือพลังงานสะอาดราคาถูกมากๆ หรือจริงๆ แล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น ดังกรณีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 กับรัฐบาลลาว? และ การฝืนทัศนะของชาวโลก ในระยะยาวไทยต้องแลกด้วยอะไร?