วิถีผู้กล้า "ปกากญอ" กับงานวิจัยของคนชาย "เขื่อน"

ผู้จัดการรายวัน 28 พฤศจิกายน 2548

 

สายลมปลายเดือนพฤศจิกายนพัดพากลิ่นอายของฤดูหนาวมาเยือนกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกของปี สนามหลวงยามค่ำคืนยังคงคึกคักด้วยงานมหกรรมเอดส์โลก และผู้คนที่ใช้ชีวิตผูกพันอยู่ที่นี่ ท่ามกลางสรรพเสียงอึกทึกนั้น ท่วงทำนองบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างประหลาดแว่วรั้งให้ขาคู่หนึ่งที่กำลังก้าวเดินชะงัก

"อ่อทีกะต่อที อ่อก่อกะต่อก่อ …กินน้ำรักษาน้ำ อยู่ป่ารักษาป่า เกอะตอเส่เลอะทีโพคี เกอะตอหว่าเลอะทีโพคี …เรารักษาไม้ที่ขุนน้ำ เรารักษาไผ่ที่ขุนน้ำ…"

ชายหนุ่มร่างสูงและเตหน่า…เครื่องดนตรีคู่กาย บรรเลงอยู่ในเงาสลัวของต้นมะขามริมสนามหลวง มีคนยืนฟังอยู่ไม่กี่คน แต่เสียงเพลงกลับดึงความทรงจำหนึ่งในนั้นให้นึกย้อนไปถึงภาพละม้ายคล้ายกัน ต่างตรงที่ว่าภาพจำนั้น มีเขา เตหน่า กับผู้ฟังอีกนับร้อย โดยมีเทือกเขาสูงทะมึนและสายน้ำสาละวินเป็นฉากหลัง

-1-

เรากำลังยืนอยู่บนผืนป่าสักที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก

เราบอกกับตัวเองเช่นนั้นเมื่อก้าวขึ้นบนหาดทรายริมฝั่งน้ำสาละวิน ณ บริเวณปากแม่น้ำเมยที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวินหรือ "แม่น้ำคง" อันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่า "สบเมย"

แต่สำหรับชาวบ้านที่นี่ซึ่งมีเชื้อสายปกากญอนั้น พวกเขารู้จักลำน้ำสายนี้ในชื่อว่า "โคโหล่โกล"

สาละวินในความทรงจำของผู้คนภายนอก คือ สงครามการสู้รบที่แปรลำน้ำทั้งสองฟากฝั่งให้เป็นสีแดงฉาน ซากศพที่ลอยมาตามสายน้ำไม่เว้นแต่ละวัน เช่นดังฉากที่เห็นในภาพยนตร์ "มือปืนสาละวิน"

แต่สำหรับ "สันติพงษ์ มูลฟอง" ผอ.ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน พลันที่เขาสบตากับสบเมย นั่นหมายความว่า เขาถึงบ้านแล้ว…

ความทรงจำถึงอดีตที่ผ่านมาของสาละวินพรั่งพรูจากริมฝีปากของเขาดุจสายน้ำหลาก ผู้คนสองฟากฝั่งคือญาติพี่น้อง บางคราคนหนุ่มฝั่งนี้ก็ไปเป็นเขยฝั่งโน้น หรือพะตี (ลุง) ที่อยากปลีกวิเวกหาความสงบในบั้นปลายก็ออกบวชธุดงค์ข้ามลำน้ำไปมา ไม่มีฝั่ง "ไทย" หรือ ฝั่ง "พม่า"

เฉกเช่น สายน้ำสาละวินที่ครั้งหนึ่งเคยไหลกั้นพรมแดนไทย-พม่ายาวถึง 118 กิโลเมตร แต่เมื่อมาบรรจบกับแม่น้ำเมย แม่น้ำสาละวินก็ไหลวกกลับสู่ประเทศพม่า "แม่น้ำไม่ได้เป็นพรมแดนของรัฐชาติ ไม่ได้บอกว่าฝั่งไหนเป็นไทยเป็นพม่า แต่เป็นวิถีชีวิตของคนหาปลา"

แต่แล้ววันดีคืนดี ก็มีประกาศที่สะบั้นสายใยของคนทั้งสองฝั่ง แบ่งดินแดน แบ่งเชื้อชาติ สันติพงษ์กล่าวอย่างขมขื่นว่านับประสาอะไรกับผู้คนเล็กๆ บนฝั่ง เพราะลำพังผืนป่าสาละวินก็ยังถูกแบ่งออกเป็นเขตใหญ่น้อย แยกผืนป่าใหญ่จากกันด้วยชื่อที่ฟังสวยหรู

ครั้งในยุคที่เหมืองแร่รุ่งเรือง มีเรือบรรทุกแร่ขึ้นล่องคึกคักตลอดลำน้ำ ก่อนหยุดพักใช้แรงคนขนสลับในช่วงที่เกาะแก่งเกรี้ยวกราด ใช่, สาละวินไม่เคยเงียบเหงา แม่น้ำสายนี้คล้ายมีแรงดึงดูดผู้คนจากทุกสารทิศเข้ามาหา

แม้ต่อมา เมื่อแร่ราคาตกต่ำไม่ต่างจากหิน แม่น้ำสายนี้ก็ได้ต้อนรับผู้คนใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับการเปิดสัมปทานป่า ภาพที่สันติพงษ์เห็นจนเจนตาคือ ท่อนซุงขนาดใหญ่นับพันนับหมื่นที่ถูกปล่อยให้ล่องลงมาตามลำน้ำ ก่อนจะมีคนใช้ตะขอเกี่ยวลากเข้าฝั่ง…ที่เรียงรายด้วยโรงเลื่อยทั้งสองฟาก

และนั่น เป็นที่มาของกรณี "ไม้ไทยนุ่งโสร่ง" อันลือลั่น แต่เมื่อสัมปทานถูกยกเลิก ก็ใช่ว่าแม่น้ำอาภัพสายนี้จะถูกปล่อยให้อิสระอยู่นานนัก เมื่ออภิมหาโครงการนาม "เขื่อนสาละวิน" กำเนิดขึ้น ก็คล้ายดั่งว่า แม่น้ำสายนี้ต้องคำสาปแต่นั้นมา

มนตรี จันทวงศ์ รองผอ.มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เปิดเผยว่า แผนการสร้างเขื่อนสาละวินมีมากว่า 20 ปีแล้ว และล่าสุดมีการตกลงกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่าที่จะสร้างเขื่อน 4 เขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน โดยจะอยู่ในเขตประเทศไทย 2 เขื่อน คือ เขื่อนสาละวินตอนบน (เว่ยจี) และเขื่อนสาละวินตอนล่าง (ดากวิน/ท่าตาฝั่ง) เฉพาะเขื่อนใหญ่ "เว่ยจี" นั้นจะใหญ่กว่าเขื่อนภูมิพลเกือบ 5 เท่า

แต่ที่ยังไม่เปิดเผยนักคือว่า เขื่อนดังกล่าวจะไม่เพียงทำความเดือดร้อนเฉพาะชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำสาละวินเท่านั้น แต่น้ำจะท่วมขึ้นไปถึงบริเวณหล่มแม่ฮ่องสอนอีกกว่า 18 หมู่บ้าน!!

ทางแก้ก็คือ ต้องสร้างเขื่อนอีกแห่งเพื่อกั้นน้ำจากเขื่อนเว่ยจี โดย กฟผ.วางแผนสร้างเขื่อนที่หมู่บ้านน้ำเพียงดินแล้วสูบน้ำไปอีกฝั่งหนึ่งข้ามสันดอยเพื่อไปทิ้งลงแม่น้ำแม่แจ่ม ทว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการผันน้ำข้ามดอยนั้น เป็นปริมาณมากกว่าที่เขื่อนสาละวินตอนล่างจะผลิตได้ด้วยซ้ำ

"การสร้างเขื่อน หรือการพัฒนาที่มีการได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ที่ผ่านมา คนที่เสียผลประโยชน์ไม่เคยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่เคยอยู่ในกระบวนการที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน อีกไม่นาน กฟผ. จะเข้าตลาดหุ้น จะอ้างไม่ได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่จะเป็นผลประโยชน์ของนักลงทุนไม่กี่คนเท่านั้น" มนตรีกล่าวทิ้งท้าย

-2-

แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่หยั่งไม่ถึง…หลายคนบอกอย่างนั้น ด้วยรู้ฤทธิ์ความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ

ขณะยืนร่วมพิธีไหว้สาขอขมาแม่น้ำแบบชาวปกากญอ โดยผู้นำชุมชนริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน อยู่ๆ ก็นึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่ง ที่เล่าเรื่องของชนเผ่าหนึ่งที่ยังคงการสู้รบด้วยวิถีแห่งดาบ กล้าเผชิญหน้ากับปลายกระบอกปืนอย่างไม่ขลาดกลัว

ภาพยนตร์เรื่องนั้นชื่อว่า "วิถีคนกล้า"

ในวันนี้เสียงปืนริมฝั่งน้ำสงบลงชั่วครู่ แต่ไอสงครามยังคุกรุ่นในทิวเขาทึบฝั่งตรงข้าม ในเวลาเดียวกันหมอกควันการสู้รบแบบใหม่ก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมดินแดนทั้งสองฝั่งอย่างช้าๆ ในรูปแบบของการสู้รบเชิงนโยบายเพื่อแย่งชิงทรัพยากร

เมื่อการต่อสู้เปลี่ยนไป ชาวบ้านที่นี่ก็ต้องปรับวิธีการรับมือใหม่ แม้จะจับกระดาษ ปากกา ไม่ถนัดมือเท่าเครื่องมือหาปลา หรือมิชำนาญการเก็บข้อมูลเท่ากับการจำแนกพันธุ์พืชสมุนไพร แต่พวกเขาก็ร่วมมือร่วมใจจนกระทั่งผลิตอาวุธที่จะปกป้องผืนป่าและสายน้ำของพวกเขาได้สำเร็จ

"งานวิจัยปกากญอ" คือรายงานที่สะท้อนวิถีชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำและผืนป่าของปกากญอสาละวิน จัดทำโดยนักวิจัยปกากญอ หรือชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงจาก 50 หย่อมบ้าน ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินบนพรมแดนไทย-พม่า

จากแนวทางของงานวิจัยไทบ้านของพี่น้องไทบ้านปากมูน กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของพันธมิตรแห่งลุ่มน้ำฝั่งตะวันตก เฉกเช่นตามตำนานว่าแม่น้ำคงกับแม่น้ำของ (โขง) เคยเป็นเพื่อนรักกันมาในอดีต

"ต่อนี้ไป คงกับของต้องสู้ร่วมกัน เอาองค์ความรู้เข้าสู้ เพื่อให้เกิดความสุขสงบต่อไปของชาติพันธุ์" คือคำประกาศของพ่อหลวงธวัชชัย แห่งบ้านห้วยแห้ง ที่ตั้งอยู่ในป่าสาละวิน หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมผลักดัน พ.ร.บ. ป่าชุมชน

ผลการศึกษาพบว่า แม่น้ำสาละวินตลอดเส้นพรมแดนมีระบบนิเวศมากถึง 18 ระบบ อาทิ วังน้ำ หาดทราย ฯลฯ ซึ่งระบบนิเวศที่ซับซ้อนนี้เป็นบ้านของปลานานาชนิด และแหล่งหาอยู่หากินของชาวบ้าน

จากการศึกษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา ที่เขต อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พบพันธุ์ปลาที่ชาวบ้านจับมาเป็นอาหาร 70 ชนิด แบ่งเป็นปลาหนัง 22 ชนิด ปลาเกล็ด 48 ชนิด นักวิจัยระบุว่าปลาในลุ่มน้ำสาละวินมีไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด แต่มีหลายชนิดไม่สามารถจับได้ด้วยเครื่องมือหาปลาแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับการสำรวจของดร.ชวลิต วิทยานนท์ แห่ง WWF ที่พบปลาท้องถิ่นที่ไม่พบแห่งไหนเลยในโลกถึงประมาณ 6% ของพันธุ์ปลาทั้งหมดในแม่น้ำสายนี้

ชาวบ้านใช้เครื่องมือหาปลาพื้นบ้านทั้งหมด 19 ชนิด ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนและฤดูกาล คนหาปลาผู้หนึ่งเล่าว่า เมื่อก่อนแม่ของเขาตั้งหม้อข้าวรอ พ่อเอาแหไปทอดแป๊บเดียวก็ได้กินปลาแล้ว นอกจากนี้ เครื่องมือหาปลาบางชนิดมีไว้สำหรับผู้หญิงที่สามารถใช้งานได้ดีกว่าโดยเฉพาะ

"ซูแมท่า" บ้านสบเมยเป็นจุดแรกที่จับปลาได้มากที่สุด เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำเมยไหลมาบรรจบลำน้ำสาละวิน จากภูมิปัญญาที่สั่งสมและถ่ายทอดมาจากคนหาปลารุ่นสู่รุ่น ทำให้สามารถระบุฤดูกาลเดินทางของปลาได้ว่า ในช่วงต้นฤดูฝนปลาจะพากันอพยพจากแม่น้ำสาละวินตอนล่างขึ้นมาชุมนุมที่บ้านสบเมยไปตามลำน้ำสาละวินและลำห้วยสาขา ในช่วงต้นฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคม ปลาอพยพจะเริ่มเดินทางลง บางชนิดก็จะวางไข่ลงตามลำน้ำสาขาต่างๆ เรื่อยๆ เช่น ปลา "ยะโหม"

นอกจากนี้ ธรรมชาติยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงช่วงเวลาหาปลา นักวิจัยชาวบ้านจากบ้านแม่ดึ๊สังเกตว่า ช่วงที่แม่น้ำสาละวินขึ้น-ลงเรื่อยๆ จะจับปลาได้ไม่มากนัก ช่วงที่จับได้มากคือ ช่วงที่ระดับน้ำลดลงแล้วเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย อีกข้อสังเกตหนึ่งก็คือ ช่วงที่ข้าวเริ่มตั้งท้อง เป็นช่วงที่จับปลาได้มาก ซึ่งตรงกับช่วงที่ปลาอพยพลงในฤดูหนาว ด้านคนหาปลาในลุ่มน้ำสาขาอย่าง น้ำยวมและน้ำเงา ยังสังเกตจากลูกมะเดื่อที่เริ่มสุกหล่นลงน้ำ ว่าเป็นสัญญาณถึงฤดูกาลหาปลา

นี่เป็นตัวอย่างเฉพาะการศึกษาพันธุ์ปลาเท่านั้น ในงานวิจัยปกากญอสาละวินยังมีภูมิปัญญาด้านการเกษตร สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ ของปกากญอแห่งลุ่มน้ำสาละวินที่น่าสนใจอีกมาก ทว่างานวิจัยเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามที่มุ่งหวังเลย หากภาครัฐยังเมินเฉยในสิ่งที่เป็นองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น และมองเรื่องทรัพยากรในมิติเศรษฐกิจมากกว่า

-3-

"งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการหว่านพืชของคนชายขอบ"

"ถ้าเราได้เรียนรู้ศักยภาพในการรวบรวมข้อมูลความรู้จากคนเล็กๆ ในสังคม อาจจะนำไปสู่การพัฒนาที่เคารพในสิทธิของคนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม"

"ความรู้ท้องถิ่น ไม่ต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นความจริงไม่ใช่ทฤษฎี ความรู้ในท้องถิ่นยังสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ"

"โลกกำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพตลอดเวลา แต่งานวิจัยปกากญอแสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ได้"

เหล่านั้นคือหลากหลายทัศนะของผู้เกี่ยวข้องที่มีต่องานวิจัยปกากญอชิ้นนี้

ด้าน วันดี สันติวุฒิเมธี บก.สาละวินโพสต์ เป็นปากเสียงแทนผู้คนอีกฝั่งหนึ่งของน้ำสาละวินที่กำลังจะถูกเขื่อนขับให้ตกจากสถานะคนชายขอบว่า "คนกะเหรี่ยงฝั่งนี้แม้จะยังไม่มีสัญชาติ แต่ก็ยังมีสิทธิที่จะหายใจ ขณะที่คนกะเหรี่ยงฝั่งโน้นต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่สามารถมาตั้งคำถามกับผู้นำได้"

งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงหมายถึงโอกาสความอยู่รอดของชาวปกากญอฝั่งไทยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอนาคตของอีกหลายชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำสาละวิน

………………………..

เสียงลำนำเพลง "ทา" ดังแว่วมา คลอด้วยลีลาเตหน่าพลิ้วไหว

"เปอะโอะฮี่เลอโหม่แดลอ เปอะโอะฮี่เลอป่าแดลอ …หมู่บ้านที่แม่เราเคยอาศัย หมู่บ้านที่พ่อเราเคยอาศัย สะสวีส่าเลอโหม่สู่ลอมะแงส่าเลอป่าสู่ลอ …ส้มโอที่แม่ปลูกไว้ มะนาวที่พ่อปลูกไว้ เปอะอ่อกะต่ออ่อกะต่อกุอ่อปกาเลตื่อเลตอ …เรากินไปเรารักษาไป เราจึงมีกินตลอดไป"

เรากำลังยืนอยู่บนผืนป่าสักอันสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของโลก…

เราบอกตัวเองเบาๆ ก่อนก้าวขึ้นเรือจากฝั่งบ้านสบเมยเพื่อทวนกลับขึ้นไปทางต้นน้ำสาละวิน

เรื่อง-รัชตวดี จิตดี