กฟผ.-พม่า ลงนามเขื่อนสาละวิน เอ็นจีโอจี้เปิดข้อมูลกระทบนิเวศ

กรุงเทพธุรกิจ 11 ธันวาคม 2548

หนังสือพิมพ์สาละวิน ของรัฐบาลพม่า รายงานเมื่อวานนี้ (10 ธ.ค.) ว่ารัฐบาลพม่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (เอ็มโอยู)กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เพื่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านเอ็นจีโอไทยเรียกร้องให้กฟผ.เปิดเผยข้อมูลทุกด้าน-จี้ยกเลิกเอ็มโอยูระบุกระทบสิ่งแวดล้อมเกิดปัญหาน้ำท่วม

แผนสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ "ฮัตจี" ถือเป็นเขื่อนแรกในจำนวนหลายๆเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 5-6 ปี

ทั้งนี้ การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินได้ก่อให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความวิตกว่าการสร้างเขื่อนจะทำลายบริเวณที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอันพื้นที่ที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก )ประกาศให้เป็นมรดกโลกด้วย

จากข้อมูลของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ระบุว่า การก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาการบังคับใช้แรงงานและเป็นอันตรายต่อชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลทหารกดขี่มานาน ขณะที่หนังสือพิมพ์เมียนมาร์ อาห์ลิน รายงานว่าข้อตกลงครั้งนี้ ลงนามโดยเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าพม่าและกฟผ.

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแห่งนี้ จะมีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าสูงถึง 600 เมกะวัตต์และจะผลิตได้ปีละ 3,820 ล้านกิโลวัตต์

น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันตกเฉียงใต้กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กฟผ.และรัฐบาลพม่าเคยลงนามบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นมา 2 ฉบับแล้ว ในโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ 1,500 เมกะวัตต์แต่ไม่ได้ระบุว่าจะสร้างเขื่อนบริเวณไหนต่อมาในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ก็ได้ร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนที่ลุ่มน้ำสาละวินอีก 5 แห่ง คือ บริเวณในเขตลุ่มน้ำสาละวิน 4 แห่ง และเขตแม่น้ำตะนาวศรีฝั่งตรงข้ามจ.ประจวบคีรีขันธ์อีก 1 แห่ง

โดยโครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นโครงการแรกของกฟผ.ซึ่งจุดที่สร้างจะอยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่าด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 33 กิโลเมตร โดยจะผลิตไฟฟ้าได้ 300 เมกะวัตต์แต่ปัจจุบันทราบว่ากฟผ.และรัฐบาลพม่ามีโครงการขยายกำลังผลิตเพิ่มเป็น 1,500 เมกะวัตต์ หรือ 4 เท่าจากเดิมดังนั้นการก่อสร้างอาจจะทำให้มีการขยายพื้นที่ก่อสร้างมากขึ้น

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาน้ำท่วมเพราะหากมีการสร้างเขื่อนฮัตจี จะทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ในแนวชายแดนไทย-พม่าตลอดระยะทาง 118 กิโลเมตร กว่า 50 ชุมชน ด้านอ.แม่สะเรียงและอ.สบเมย ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมทันที" น.ส.เพียรพร กล่าว

เธอย้ำว่าหากมีการสร้างเขื่อนดังกล่าวจริงจะมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากทั้งชาวบ้านที่อยู่ในเขตไทยและชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในฝั่งพม่าเนื่องจากพื้นที่โครงการฯเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลทหารพม่าได้มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด

"ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับแผนการสร้างเขื่อนไม่มีการพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่มีการปรึกษาหารือกับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 58, 59 และ 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 "ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กล่าว

อย่างไรก็ตาม น.ส.เพียรพร กล่าวว่า แม้รัฐบาลไทยจะระบุว่าการสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านทำให้ได้ไฟฟ้า “ราคาถูก” แต่เป็นการมองข้ามต้นทุนที่แท้จริงทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งพม่า ลาว และประเทศอื่นๆดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและบริษัทกฟผ.ยกเลิกการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อร่วมทุนในการสร้างเขื่อนและไม่เข้าร่วมในโครงการใดๆที่ไม่มีกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีการชี้แจงข้อมูลตามข้อเสนอจากคณะกรรมการเขื่อนโลก

และขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะโดยทันทีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนในฝั่งไทยและพม่าโดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่ผ่านมารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย