วิถีสาละวิน

กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย 20 มีนาคม 2549

คนส่วนใหญ่รู้จักแม่น้ำสาละวินในฐานะดินแดนแห่งความลึกลับ ทว่าเบื้องหลังภาพสีเทานั้น สาละวินคือแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญในแถบอินโดจีน อีกทั้งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนสองฟากฝั่งมาเนิ่นนาน สิ่งเหล่านี้กำลังจะสูญหายไป หากมีโครงการเขื่อนสาละวินเกิดขึ้น พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์  พาไปรู้จักคุณค่าของสาละวินในมิติต่างๆ

ปลาตัวใหญ่ 3 ตัวถูกมัดรวมกัน ก่อนที่ชายร่างกำยำสองคนจะแบกด้วยไม้ไผ่ลำโตไปไว้บนฝั่ง น้ำหนักของมันประมาณด้วยสายตาแล้ว น่าจะมากกว่า 100 กิโลกรัม

ปลาตัวใหญ่เป็นภาพที่ชินตาสำหรับคนริมน้ำสาละวิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พวกเขาต่างรู้ดีว่า แม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยปลาขนาดใหญ่ที่พบเห็นได้ยากในลำน้ำสายอื่น การหาปลาจึงเป็นอาชีพหลักหล่อเลี้ยงคนย่านนี้มายาวนาน

“สาละวินไม่ใช่แม่น้ำลี้ลับ แถมมีแต่คนเข้ามาใช้ประโยชน์มากมาย บางคนเข้ามาตัดป่า บางคนก็เอาโครงการเขื่อนมาตั้ง” จันทร์ ปัญญาคม หญิงชาวบ้านจากบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง บอกความรู้สึก

โครงการเขื่อนที่จันทร์กล่าวถึงนั้น เรียกเต็มๆ ว่า 'โครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสาละวิน' ที่รัฐบาลไทยได้ลงนามกับพม่าเมื่อปีที่แล้ว, มันกำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของจันทร์ และเพื่อนบ้านอีกหลายร้อยชีวิต พร้อมกับความสูญสลายของวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สั่งสมกันมา

จันทร์บอกว่า หากมีโอกาสพวกเธออยากจะบอกเล่าความสำคัญของแม่น้ำสาละวินให้คนทั่วไปรับรู้ เพราะนี่อาจจะเป็นทางเดียวที่ทำให้เห็นคุณค่าของสาละวินอย่างที่จันทร์รับรู้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ต่อไปพวกเราอาจไม่ต้องหาปลา แต่ต้องไปทำงานก่อสร้าง ปลาโตๆ พวกนี้ก็คงไม่มี เพราะบ้านของพวกมันถูกทำเป็นเขื่อนไปหมดแล้ว” หญิงสาวบอกเล่าพร้อมกับชี้ให้ดูรูปปลาตัวโต

ความหลากหลายของพันธุ์ปลา

แม่น้ำสาละวินมีต้นกำเนิดเดียวกับแม่น้ำโขงและแยงซีเกียง จากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ไหลเรื่อยผ่านมณฑลยูนนาน ของจีน รัฐฉานและรัฐคะยาห์ของพม่า ก่อนจะเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า แล้วไหลลงสู่ทะเลอันดามันทางตอนใต้ของพม่า

แม้ว่าสาละวินไหลผ่านประเทศไทยเพียง 100 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้ก็สร้างความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย กลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนบริเวณนั้นมาช้านาน

ความสมบูรณ์ลำดับแรกที่ซุกซ่อนอยู่ในสายน้ำคือ พันธุ์ปลานานาชนิด ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการด้านสัตว์น้ำ จากกองทุนสัตว์ป่าโลก ซึ่งทำการวิจัยพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาละวินมาตลอด 10 ปี โดยการเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาในบริเวณต่างๆ ตลอดสายน้ำ พบว่า แม่น้ำสาละวินมีความหลากหลายทางธรรมชาติสูงมาก ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารแห่งหนึ่งของโลก สิ่งเหล่านี้มีผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนบริเวณแม่น้ำสาขาทั้งไทยและพม่า

นักวิชาการคนเดิมยกตัวอย่างจากการดูพันธุ์ปลาในพื้นที่แคบๆ สามารถพบปลาได้มากราว 20-30 ชนิด ทั้งปลาเล็กปลาน้อยไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ ปลาชนิดเดียวกันยังปรากฏสายพันธุ์ที่แตกต่างกันถึง 10 ชนิด โดยรวมแล้วปลาในแม่น้ำสายนี้มีไม่น้อยกว่า 200 ชนิด

"ปลาเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของสายน้ำที่ดี เช่น ปลาถ้ำ พบที่นี่ที่เดียวในโลก ทำให้แม่น้ำสาละวินมีความหลากหลายมากกว่าแม่น้ำโขงเสียอีก เพราะพบปลาเฉพาะถิ่นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในจำนวนนี้มีปลาที่ใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น ปลาหมูซึ่งมีขนาดเท่าปลาบึก ปลาเขี้ยวไก่ ปลาหว้า เป็นต้น ดังนั้นหากมีการสร้างเขื่อนปลาเหล่านี้จะสูญหายทันที" ดร.ชวลิตย้ำ

ความหลากหลายของพันธุ์ปลา นำไปสู่การออกแบบเครื่องมือจับปลาที่แตกต่างกันออกไป ในมุมนี้อาจารย์ชวลิตมองว่า เป็นการบ่งบอกถึงความมั่นคงทางอาหารสูง เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของโลก ความสมบูรณ์นี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงคนแม่ฮ่องสอนเท่านั้น ปลาจากแม่น้ำสาละวินยังถูกแปรรูปส่งไปขายในกรุงเทพฯ และไปไกลถึงมาเลเซีย

ดร.ชวลิต พบว่าในแม่น้ำสาละวินมีปลาที่สร้างรายได้หลักให้กับชาวประมงและพ่อค้าปลา ราว 60 ชนิด โรงงานแปรรูปปลาและร้านอาหารหลายแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับจังหวัดตากเป็นผู้รับซื้อหลัก

"การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศอินเดีย ในรัฐอุตรประเทศ มีการกั้นแม่น้ำทำให้น้ำแห้งไปหมด ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง พันธุ์ปลาพื้นเมืองหลายชนิดก็สูญหาย และอาจจะเกิดขึ้นกับแม่น้ำสาละวิน"

ข้อมูลของ ดร.ชวลิต สอดคล้องกับผลวิจัยของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ที่ร่วมกันเก็บข้อมูลเกี่ยวกับวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนตลอดสายน้ำสาละวิน โดยพบพันธุ์ปลา 70 ชนิด มีเครื่องมือหาปลาพื้นบ้าน 19 ชนิด ซึ่งสอดคล้องกันกับระบบนิเวศน์ที่สลับซับซ้อน

ธวัชชัย อมรใฝ่ยุทธนา นักวิจัยปกาเกอะญอ ให้ข้อมูลว่า วิธีการหาปลาหลายชนิดแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ตึกแค หรือการกั้นลำน้ำเพื่อจับปลา ชาวบ้านเชื่อว่า หากมีการกั้นลำห้วยเพื่อจับปลาแล้วไม่ปล่อยน้ำให้เป็นอิสระดังเดิม ต่อไปจะไม่มีปลากินอีก

“การเก็บข้อมูลทำให้เราเห็นความหลากหลายของชีวิตรอบๆ สาละวิน พวกเขาหาอยู่หากินกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน มีการแลกเปลี่ยนอาหารกันระหว่างคนสองฟากฝั่ง โดยไม่เลือกว่าเราอยู่ฝั่งไทย และเขาอยู่ฝั่งพม่า” ธวัชชัยบอกเล่า

ส่วน พ่อหลวงชวลิต คงเพชรศักดิ์ นักวิจัยจากสบเมยบอกว่า “แต่ก่อนนี้มีปลาเยอะ ตัวใหญ่ ชาวบ้านเคยเห็นตัวเท่าลำเรือหางยาวก็มี เคยจับได้ใหญ่สุดประมาณร้อยกว่ากิโล แต่เดี๋ยวนี้ปลาเริ่มลดลง มีคนข้างนอกเข้ามาใช้เครื่องมือช็อตปลา ทำให้ปลาลดลง”

คุณค่าโบราณคดี

ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในสายน้ำสาละวินหล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมายาวนาน หลักฐานทางโบราณคดียืนยันชัดเจนว่า คนสมัยโบราณไม่เพียงใช้แม่น้ำเพื่อดำรงชีวิตเท่านั้น หากยังใช้แม่น้ำสายนี้เป็นเส้นทางเดินเรือทำการค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ มายังพม่าและสยาม

ผศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทำการศึกษาประวัติศาสตร์ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมานาน พบข้อมูลสำคัญว่า ตั้งแต่สมัยล้านนาโบราณ สองฝั่งแม่น้ำสาละวินปรากฏบ้านเมืองของผู้คนที่หลากหลาย เช่น เมืองนาย เมืองไลคา เมืองสีป้อ ในเขตรัฐฉาน และเมืองยวมใต้ จ.แม่ฮ่องสอน เมืองเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองของล้านนา เพราะเป็นฐานกำลังในการช่วงชิงอำนาจ

ความหลากหลายของชุมชนทำให้สาละวินกลายเป็นเส้นทางสัญจรสายสำคัญแห่งหนึ่งในอินโดจีน บริเวณนี้พบหลักฐานทางโบราณคดี ได้แก่ ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาล้านนา พบตามเทือกเขาสูงด้านตะวันตกของไทย และด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน

“เคยขุดค้นโครงกระดูกในแม่น้ำสาขาของสาละวิน พบว่า มีอายุ 12,000 - 13,000 ปี สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ดีว่า ในประวัติศาสตร์นั้นมีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสาขามากมาย บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของลุ่มน้ำสาละวินได้ดี” อาจารย์รัศมี กล่าว

นักวิชาการคนเดิมกล่าวถึง การสำรวจบริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาละวินใน อ.แม่สะเรียง โดยนักธรณีวิทยาชาวเยอรมัน เมื่อปี 2509-2511 พบว่า พื้นที่บริเวณลุ่มน้ำสาละวินอาจปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมีอายุไม่น้อยกว่า 10,000 ปีมาแล้ว นอกจากนั้น ยังมีผลการสำรวจทางโบราณคดีโดยทีมวิจัยจากประเทศฝรั่งเศส ค้นพบร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน

หากใครเข้าใจว่า สาละวินเป็นเพียงป่าเขา และที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นก็ถือเป็นความคิดที่คลาดเคลื่อน อาจารย์รัศมีกล่าวว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความหมายในแง่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เกี่ยวโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ชุมชนโดยรอบ ดังเช่น การลงพื้นที่ศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหมู่บ้านท่าตาฝั่ง หมู่บ้านเล็กๆ ริมน้ำสาละวิน พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมาก เช่น เครื่องเคลือบดินเผา ชิ้นส่วนกล้องยาสูบ เครื่องมือโกลนหินขัด เป็นต้น

“ข้อมูลทางโบราณคดีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำสาละวินเป็นกุญแจสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เป็นแหล่งพบปะของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน พม่า มาเลเซีย น่าเสียดายหากร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้จะสูญหายไปเพราะการสร้างเขื่อน” อาจารย์รัศมี ย้ำ

ส่วน ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์อาวุโส กล่าวว่าแต่ไหนแต่ไรมาเคยคิดว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีสภาพเหมือนเมืองที่เข้าถึงยาก ไม่ต่างจากไซบีเรียในประเทศรัสเซีย ความจริงแล้วแม่ฮ่องสอนมีความสำคัญทางโบราณคดีอย่างยิ่ง

อาจารย์ชาญวิทย์กล่าวเปรียบเทียบกับโครงการเขื่อนไตรโตรก ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก กั้นแม่น้ำแยงซีเกียง ก่อนจะมีการสร้างเขื่อนบริเวณนั้นเคยขุดค้นพบโลงศพมากมาย เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันว่ามีชุมชนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกนำไปพิจารณาก่อนการสร้างเขื่อน เพราะขณะนั้นผู้ปกครองจีนนิยมสร้างเขื่อนเหมือนที่อินเดีย ทำให้แม่น้ำหลายสายในสองประเทศนี้แห้งขอด

“ประเด็นสำคัญที่มองเห็นคือ ความไม่รู้ของคนกรุงเทพฯ เราไม่รู้ความเป็นสากลของแม่น้ำสาละวิน เราไม่รู้จักแม่ฮ่องสอนในฐานะอู่อารยธรรม บริเวณนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีค่ามหาศาล หากพัฒนาไม่ถูกหลักก็น่าเป็นห่วง”

อาจารย์ชาญวิทย์แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาโครงการพัฒนาต่างๆ มองความเป็นมนุษย์ของชาวแม่ฮ่องสอนไม่ต่างจากสินค้าแปลกตา เช่น กะเหรี่ยงคอยาว ทั้งที่ความจริงดินแดนนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายของชนชาติ การบอกกล่าวองค์ความรู้ของสาละวินและแม่ฮ่องสอนไปสู่คนในส่วนกลาง จึงมีความสำคัญมาก

“ทำอย่างไรจะให้คนกรุงเทพฯ และคนที่คิดจะสร้างเขื่อนได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้ นี่เป็นคำถามสำคัญ ต่อจากนี้ องค์กรต่างๆ คงต้องทำงานให้เป็นเครือข่าย เพื่อให้คนส่วนใหญ่รู้จักคุณค่าของสาละวินให้มากขึ้น เพราะสาละวินไม่ใช่เรื่องของความลี้ลับอีกต่อไป” อาจารย์ชาญวิทย์ ให้ทัศนะ

หลายเชื้อชาติได้พักพิง

ความหลากหลายของพันธุ์ปลาก็ดี ร่องรอยทางอารยธรรมโบราณก็ดี อาจหายวับไปกับตาเมื่อแม่น้ำสาละวินถูกกั้นแบ่งเพื่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวน 4 เขื่อน ตามแผนการที่ไทยกับพม่าตกลงกัน โดยมีตัวแทนของสองประเทศคือ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ของไทยกับ กรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่า

ไม่เพียงเท่านั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย พม่าและชนกลุ่มน้อยอีกนับแสนก็ต้องเผชิญวิบากกรรมนี้ พวกเขาอาจต้องอพยพย้ายถิ่น ทิ้งรากเหง้าและอารยธรรมที่สั่งสมมาไว้ใต้มวลน้ำอันไพศาล เพราะอ่างเก็บน้ำกินพื้นที่บริเวณกว้างจากฝั่งพม่าเข้ามายังไทย

ตัวแทนจาก Karenni Development Research Group (KDRG) ให้ข้อมูลความเคลื่อนไหวในฝั่งพม่าว่า ขณะนี้มีการไล่ชนกลุ่มน้อยออกจากพื้นที่ เพื่อทำให้เป็นพื้นที่โล่งไว้สำหรับสร้างเขื่อน ในมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเห็นว่าสาละวินไม่ต่างอะไรจากอาวุธสงครามที่พร้อมจะทำลายล้างผู้คน

ขณะนี้กลุ่ม KDRG ได้ทำงานวิจัยรวบรวมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อน เป็นข้อมูลในการรณรงค์ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจกับมวลชน งานวิจัยชี้ให้เห็นข้อมูลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น การบังคับคนออกจากพื้นที่ บังคับให้เป็นแรงงาน รวมถึงความรุนแรงที่เกิดจากการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

“เขื่อนสาละวินจะเป็นเขื่อนที่กลั่นจากเลือดเนื้อของผู้คนนับแสนชีวิต” ตัวแทนคนเดิมบอกความรู้สึก

ข้อมูลจาก KDRG ระบุว่า ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพม่าเคยสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ชื่อ Law Pita และเคยสัญญาว่า เมื่อโรงไฟฟ้าแห่งนี้แล้วเสร็จจะทำให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น แต่ครั้นสร้างเสร็จกลับก่อผลกระทบต่อวิถีชีวิตชนกลุ่มน้อย คนเหล่านี้ต้องอพยพออกจากพื้นที่โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ ที่สำคัญ รัฐบาลอนุญาตให้ทหารสามารถฆ่าประชาชนรอบๆ โรงไฟฟ้าที่ไม่ให้ความร่วมมือได้ทันที

“ประสบการณ์เลวร้ายจาก Law Pita ทำให้ชาวคะเรนนีไม่อยากให้มีเขื่อนสาละวินอีก อยากให้คนไทยช่วยระงับโครงการนี้ด้วย” ตัวแทน KDRG กล่าววิงวอน

ในสายตาชนกลุ่มน้อยในพม่า พวกเขามองว่า การสร้างเขื่อนสาละวินเป็นการเร่งให้เกิดการปราบปรามชนกลุ่มน้อยมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดของ Thailand Burma Border Consortium เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า มีผู้อพยพพลัดถิ่นในประเทศพม่ามากถึง 540,000 คน และคาดการณ์ว่า หากการสร้างเขื่อนสาละวินเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกกดดันให้อพยพเข้ามาเมืองไทย

“เท่ากับว่าเป็นการร่วมมือกันละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่า ที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า” ตัวแทน KDRG ย้ำ

โครงการสร้างเขื่อน 4 แห่งบนแม่น้ำสาละวินจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ใจและวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยกับพม่า ว่าจะตระหนักถึงคุณค่าของลำน้ำสายนี้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เพียงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังรวมถึงชีวิตสัตว์น้ำน้อยใหญ่ ร่องรอยอารยธรรมโบราณที่ประเมินค่ามิได้ รวมถึงอนาคตของชนกลุ่มน้อยในฝั่งพม่า

เดิมพันนี้จึงใหญ่หลวงนัก และยากจะหาสิ่งใดมาทดแทนความสูญเสียได้


กว่าจะเป็นเขื่อนสาละวิน

พ.ศ. 2522 กฟผ.ประกาศศึกษาโครงการผันน้ำจากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงและสาละวินจำนวน 14 โครงการ

พ.ศ. 2535 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (รมต.ต่างประเทศในขณะนั้น) ระบุว่า นายพลขิ่น ยุ้นต์ เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนสาละวิน และพร้อมสนับสนุน

พ.ศ. 2539 รัฐบาลไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลพม่า เพื่อขอซื้อไฟฟ้าจากพม่าจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ พร้อมประกาศว่าจะมีการสร้างเขื่อนกับรัฐบาลพม่าในอนาคต

พ.ศ. 2545 ผู้ว่าการกฟผ.เดินทางไปเจรจากับรัฐบาลพม่าเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนสาละวินตอนบนและล่าง ก่อนจะให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า พร้อมจะเป็นผู้ลงทุนในโครงการ และยืนยันว่า หากสร้างเขื่อนแล้วจะทำให้ค่าไฟฟ้าราคาถูกลง 15 สตางค์

พ.ศ. 2546 กฟผ.เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา โดยระบุในเอกสารประกอบการชี้แจงว่า จะทำความตกลงกับรัฐบาลพม่าศึกษาความเหมาะสมของโครงการนี้ภายในปี 2546

เมษายน 2546 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ พร้อมด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ อ.แม่สะเรียง ที่จะสร้างเขื่อน พบว่าชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้

มิถุนายน 2546 แผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าปี 2546-2559 ของกฟผ. ได้บรรจุโครงการเขื่อนสาละวินไว้ในแผน ซึ่งระบุว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ภายในปี 2556 กฟผ.ระบุว่า โครงการเขื่อนสาละวินเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 'โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน' หรือ ASEAN Power Grid

พ.ศ. 2548 ไทยกับพม่าตกลงที่จะทำการศึกษาร่วมกันในรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของเขื่อนต่างๆ บนน้ำสาละวินและตะนาวศรี โดยจะใช้เวลาก่อสร้างเขื่อนทั้งหมด 7-8 ปี

พฤศจิกายน 2548 ชาวกะเหรี่ยง 15,000 คนที่อยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ชายแดนไทย-พม่า ลงชื่อต่อต้านโครงการนี้ และร้องขอให้ประชาคมนานาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยช่วยเป็นกระบอกเสียงให้พวกเขา

ธันวาคม 2548 บมจ.กฟผ.ลงนามข้อตกลงเบื้องต้น MOA กับการไฟฟ้าพม่าเพื่อร่วมมือในโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน 4 เขื่อน และแม่น้ำตะนาวศรีอีก 1 เขื่อน โดยจะเริ่มที่เขื่อนฮัทจีก่อน

ปัจจุบัน กฟผ.ดำเนินการสำรวจและปฏิบัติงานในพื้นที่แล้ว รวมทั้งได้เสนอให้เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและพม่า เพื่อผลักดันให้เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ หวังผลิตพลังงานไฟฟ้าระดับภูมิภาค เมกะโปรเจคนี้มีมูลค่าการลงทุนราว 2.7 แสนล้านบาท กำลังการผลิต 5,332 เมกะวัตต์