เงาเขื่อนเหนือผืนน้ำ

กรุงเทพธุรกิจ 22 กรกฎาคม 2549

ลัลธริมา หลงเจริญ


จีน พม่า และไทย พยายามตักตวงผลประโยชน์บนสายน้ำสาละวินด้วยการสร้างเขื่อน จีนวางแผนสร้างชุดเขื่อน 13 แห่ง กั้นแม่น้ำสาละวินตอนบน ส่วนพม่าและไทยร่วมกันสร้างเขื่อน 4-5 แห่ง ในดินแดนพม่าและรอยต่อไทย-พม่า ลัลธริมา หลงเจริญ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เผยข้อมูลหายนภัยของเขื่อนต่อวิถีชีวิตผู้คน

แม่น้ำสาละวินมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลยูนนานประเทศจีน เข้าสู่ที่ราบสูงรัฐฉาน รัฐคะเรนนี และรัฐกะเหรี่ยงในพม่า และไหลสู่ชายแดนไทยที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยเป็นเส้นแบ่งพรมแดนไทย-พม่าระยะทางร่วม 100 กิโลเมตร ก่อนจะวกกลับเข้าสู่พม่าที่บ้านสบเมย และไหลออกทะเลอันดามันที่เมืองเมาะละแหม่ง มีความยาวประมาณ 2,820 กิโลเมตร ถือว่ายาวเป็นอันดับที่ 26 ของโลก

โครงการสร้างเขื่อนที่ทางการจีน พม่าและไทยพยายามผลักดัน จึงถูกต่อต้านอย่างหนักจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและภาคประชาชน ผู้ต้องการปกป้องแม่น้ำที่ยังคงไหลอย่างอิสระสายเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ไหลรินเช่นนั้นต่อไป

.......................

ต้นกำเนิดของแม่น้ำสาละวินยังเป็นพื้นที่ต้นธารของแม่น้ำสำคัญอีก 2 สาย คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำแยงซี แม่น้ำทั้ง 3 สายนี้ไหลเคียงกันจากที่ราบสูงทิเบตและมณฑลยูนนาน ทางการจีนยกย่องพื้นที่ '3 แม่น้ำไหลเคียง' (Three Parallel Rivers) ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

พื้นที่ดังกล่าวเกิดจากการเคลื่อนตัวของภูเขาหิมาลัยเมื่อประมาณ 40 ล้านปีก่อน การเบียดทับ งอกนูน และตัดขาดอย่างรุนแรงของเทือกเขา ได้รังสรรค์ภูมิประเทศที่มีเอกลักษณ์พิเศษ นั่นคือการก่อกำเนิด '4 ภูเขาคู่เคียง' และ '3 แม่น้ำไหลเคียง' ซึ่งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546

แม้ดินแดน 3 แม่น้ำไหลเคียงจะมีพื้นที่เพียง 0.4% ของประเทศจีน แต่กลับอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชมากกว่า 6,000 ชนิด เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าอีกกว่า 700 ชนิด หลายชนิดเป็นสัตว์ที่พบในท้องถิ่นนี้เท่านั้น และหลายชนิดถูกขึ้นบัญชีแดงสำหรับการอนุรักษ์ จำนวนของสัตว์เหล่านี้มีปริมาณมากกว่า 25% ของประเทศจีนทั้งหมด สัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ของโลกหลายชนิดถูกพบที่นี่ เช่น แพนด้าน้อย ลิงขนทองยูนนาน (ซึ่งเป็นสัตว์ล้ำค่าของจีน เทียบเท่ากับหมีแพนด้า) กระทิงเขาบิด เสือดาวหิมะ และนกกระเรียนคอดำ เป็นต้น

บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำนู่หรือสาละวินจึงได้ชื่อว่าเป็นเขตที่มีกลุ่มชีวภาพรวมกันอยู่มากที่สุด ไม่เพียงแต่ในแผ่นดินจีนเท่านั้น แต่ยังมากที่สุดในเอเชีย-ยุโรปด้วย จึงได้รับสมญานามว่าเป็น 'คลังยีนพันธุกรรมชีวภาพของโลก'

ที่นี่ยังเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีไม่น้อยกว่า 22 ชนชาติ ดินแดนแห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางภาษา ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าพิสมัย

ทว่าวันนี้ มรดกโลกและวิถีชีวิตของชาวบ้านในบริเวณนี้กำลังถูกสั่นคลอนด้วยแผนการสร้างชุดเขื่อน 13 แห่งบนลำน้ำนู่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโครงการชุดเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลจีนกำลังเร่งฝีเท้าสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ภาวะเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทะยานขึ้นจนถึง 8-10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้จีนต้องการพลังงานมหาศาลเพื่อตอบสนองต่อโรงงานอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่ๆ ที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ พลังงานจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเป็นสิ่งที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกของจีนนั้นเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ของเอเชียหลายสาย จีนจึงวางแผนที่จะนำทรัพยากรน้ำที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์นี้มาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อป้อนพลังงานให้กับมณฑลอื่นๆ ทางตะวันออกที่มีความต้องการสูง

ดังนั้น การพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจากแม่น้ำนู่ หรือสาละวิน จึงดูเป็นคำตอบที่เหมาะเจาะกับภาวะความกระหายพลังงานของจีน

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีนจึงรวมตัวกันตั้งบริษัทร่วมทุนในนาม 'ยูนนาน หัวเตี้ยน นู ริเวอร์ ไฮโดรพาวเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น' โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ด้วยเงินทุนตั้งต้น 200 ล้านหยวน (1,000 ล้านบาท) เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการชุดเขื่อนนี้ในระยะเวลา 20 ปี

แต่แผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักสิ่งแวดล้อม เพราะภายหลังที่พื้นที่ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกเพียงเดือนเดียว ทางการจีนกลับอนุมัติให้เดินหน้าโครงการชุดเขื่อน 13 แห่ง ในเดือนถัดมา โดยพื้นที่เขื่อนถึง 9 ใน 13 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์ที่เป็นมรดกโลกเสียด้วย

การสั่งเดินหน้าโครงการทำให้นักวิชาการและนักสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนต่างวิตกกังวลกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะการสูญเสียแหล่งธรรมชาติที่สำคัญของโลก และการโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ ในขณะที่ผู้สนับสนุนเขื่อนต่างโหมประชาสัมพันธ์ โดยชูธงว่า เขื่อนไม่เพียงแต่จะช่วยตอบสนองความต้องการพลังงานของชาติ มันยังจะช่วยขจัดความยากจนให้ชาวบ้านในแถบนี้ด้วย พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างทันสมัยในอนาคต และทิ้งความล้าหลังไว้กับอดีต

แต่นักวิชาการสาขาต่างๆ ของจีนต่างออกมาแสดงความเห็นว่า โครงการนี้เสนอบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทสร้างเขื่อนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายต่อการอนุรักษ์พื้นที่ที่เป็นมรดกของประชาคมโลก และมันจะยังนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในแถบนี้ด้วย และแล้วเสียงคัดง้างระหว่างประเด็นด้านการอนุรักษ์และการพัฒนาก็ได้ขยายวงออกไป

สื่อมวลชนจีนเริ่มนำเสนอเรื่องราวและทัศนะทั้งในเชิงสนับสนุนและคัดค้าน จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางสาธารณะ

แม้ว่าเขื่อนทั้ง 13 เขื่อนบนลำน้ำนู่จะผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้ถึง 23,000 เมกะวัตต์ แต่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ 70,000-80,000 คน จะต้องอพยพออกจากพื้นที่ และจะกระทบกับประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อนในส่วนของประเทศจีนอีกเรือนหมื่นด้วย

.................................

 

ข้ามพรมแดนจีนลงมาทางใต้ องค์กรประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ปลายน้ำ และกำลังต่อสู้เพื่อหยุดเขื่อนสาละวินทางตอนล่าง ก็ได้แสดงความวิตกกังวลถึงแผนการสร้างเขื่อนของจีน โดยได้ยื่นจดหมายต่อทูตจีนที่ประจำในประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม 2546 ระบุถึงข้อกังวลเกี่ยวกับแผนการสร้างชุดเขื่อนนี้ด้วยเช่นกัน

ประเทศไทยมีบทเรียนจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงมากมาย เขื่อนม่านวานและเขื่อนต้าเฉาซานที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน รวมถึงการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงได้ส่งผลต่อความผิดปกติของสายน้ำ

ชาวบ้านที่พึ่งพาแม่น้ำโขงในตอนล่างสังเกตการลดลงทุกๆ ปีของจำนวนปลาบึก และปลาอื่นๆ ที่เคยจับได้ และระดับน้ำโขงต่ำลงอย่างเป็นประวัติการณ์ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่บริเวณดินดอนปากแม่น้ำมากขึ้น สร้างความเดือดร้อนต่อชาวบ้านทางตอนล่างเป็นอย่างยิ่ง

กระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องแม่น้ำนู่ของจีนนั้นเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง กลุ่มอนุรักษ์ได้รวบรวมรายชื่อได้ถึง 15,000 คน ซึ่งมีทั้งศิลปินและผู้มีชื่อเสียงร่วมลงนามคัดค้านโครงการนี้ด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้กระบวนการเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนมักจะหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง ในกรณีการก่อสร้างเขื่อนซานเสีย (Three Gorges dam หรือเขื่อน 3 ผา) เขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและใหญ่ที่สุดในโลก ได้ก่อประเด็นถกเถียงมากมายในทศวรรษที่ผ่านมา แต่การเผยแพร่ข้อเสียของเขื่อนในสังคมจีนเป็นเรื่องต้องห้าม

ทว่าในกรณีของโครงการเขื่อนบนลำน้ำนู่ นักกิจกรรมของจีนได้พยายามปลุกกระแสการอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำนี้ไว้ในฐานะที่เป็นมรดกโลก รวมถึงชี้ให้เห็นว่า วิถีชีวิตของคนในลุ่มน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปหากมีการสร้างเขื่อน

ประสบการณ์ในประเทศจีนมีมากพอที่จะทำให้ประชาชนเริ่มมองเห็นตัวอย่างของความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพราะระยะ 50 ปีที่ผ่านมา จีนอยู่ในยุคของการสร้างเขื่อนอย่างหัวปักหัวปำ

ขณะนี้จีนมีเขื่อนอยู่ทั้งหมดกว่า 85,000 แห่งทั่วประเทศ เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลกครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศจีน นักวิชาการบางคนถึงกับออกมาเรียกร้องให้ยุติโครงการนี้เสีย เพราะแม่น้ำในประเทศจีนแทบทุกสายในเวลานี้ต่างมีเขื่อนไปจนหมดแล้ว ขอให้แม่น้ำนู่ไหลอย่างอิสระเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในเชิงวิชาการมากกว่า

และแล้วอย่างไม่คาดคิด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 นายเวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีของจีนก็มีคำสั่งให้ระงับโครงการเขื่อนทั้ง 13 เขื่อนไว้ก่อน เพื่อพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ สื่อในจีนและต่างประเทศต่างรายงานข่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจีน ที่เสียงจากนักสิ่งแวดล้อมได้ทำให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐต้องถูกระงับไป

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็ยังไม่ตายสนิท เพราะในช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจีนได้ทบทวนการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และจะประเดิมสร้างเขื่อน 4 เขื่อน คือ เขื่อนหม่าจี๋ (4,200 เมกะวัตต์) เขื่อนหย่าปี้หลัว (1,800 เมกะวัตต์) เขื่อนไช่เก๋อ (1,000 เมกะวัตต์) และเขื่อนลิ่วกู (180 เมกะวัตต์) ก่อน เพื่อลดแรงกดดันเรื่องการอพยพชาวบ้าน และหลีกเลี่ยงปัญหาพื้นที่อนุรักษ์อันเป็นจุดอ่อนสำคัญของโครงการนี้

แต่ฝ่ายนักอนุรักษ์จีนก็ยังคงต่อสู้เรียกร้องไม่ลดละ ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการชื่อดังได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลจีนอีกครั้ง เรียกร้องให้ทางการเปิดเผยข้อมูลรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการ ซึ่งกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ของจีนที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2546 ระบุให้โครงการใหญ่ๆ ต้องทำรายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและเปิดเผยต่อสาธารณะ และต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมจากสาธารณะในการตัดสินใจโครงการด้วย

.....................................

 

กระแสการอนุรักษ์ปกป้องแม่น้ำนู่ในประเทศจีนได้ขยายวงกว้างออกไปอีกครั้งหนึ่ง มีคนจำนวนมากร่วมสนับสนุนและร่วมลงนามต่อท้ายจดหมายที่นำไปขึ้นไว้ในอินเทอร์เน็ตอย่างท่วมท้น

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนในประเทศจีน และในฐานะประเทศท้ายน้ำ ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมของไทยและพม่าจำนวน 90 องค์กร ก็ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลจีนเปิดเผยข้อมูลของโครงการด้วยเช่นกัน

ขณะที่ทางการยังปิดประตูการมีส่วนร่วม นักกิจกรรมของจีนได้พยายามรวบรวมเสียงสะท้อนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องแผนการสร้างเขื่อนของรัฐ หลายคนได้ยินคนอื่นพูดต่อๆ กันมา แต่ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาและครอบครัว มีเสียงลือว่าชาวบ้านจะรวยขึ้นจากการเขื่อน แต่พวกเขายังไม่ปักใจเชื่อ เพราะคิดว่าคนที่จะได้ประโยชน์คือรัฐ และบริษัทสร้างเขื่อนมากกว่า

บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขื่อนคืออะไร แต่บางหมู่บ้านกลับถูกบอกให้ย้ายออก ทั้งๆ ที่เขื่อนยังไม่ได้รับการอนุมัติ

แม้ว่าจีนจะอ้างถึงความเติบโตทางเศรษฐกิจ ความจำเป็นด้านพลังงานของชาติ และการขจัดความยากจนให้กับคนท้องถิ่นในแถบแม่น้ำนู่ โครงการนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามมากมายไม่เพียงเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมเท่านั้น แต่ยังถูกทวงถามถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินการ เพราะแม้ว่ายังไม่มีการอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ แต่ในพื้นที่ตั้งของเขื่อนต่างๆ เหล่านี้ กลับเริ่มดำเนินการขุดเจาะ ปรับพื้นที่เพื่อการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กลับยังมิได้รับรู้ข้อมูลที่จะกระทบถึงตัวเขาและครอบครัว

ขบวนการต่อสู้เพื่อปกป้องลำน้ำนู่ หรือสาละวินตอนบนในประเทศจีนเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

หม่า จุน นักเขียนและนักสิ่งแวดล้อมของจีน กล่าวไว้ว่า ขณะนี้จีนกำลังเผชิญกับทางเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่บ่อยครั้งกลับพบว่า การพัฒนามักจะละเลยต่อการมีส่วนร่วมจากสาธารณะ และผู้กระหายโครงการใหญ่ๆ มักจะเดินหน้าอนุมัติโครงการได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยเพิกเฉยต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทั้งที่ประสบการณ์ 50 ปีของการสร้างเขื่อนในจีนมีบทเรียนมากมายว่าชาวบ้านกว่า 16 ล้านคนที่ต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานและที่ทำกินเพื่อหลีกทางให้เขื่อน จนวันนี้ พวกเขากลับยังคงถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับความแร้นแค้นตามยถากรรม

เป็นเรื่องตลกเศร้าที่ประสบการณ์จากการสร้างเขื่อนทั่วโลกต่างบอกเล่าเรื่องราวทำนองเดียวกัน เพราะชาวบ้านในพื้นที่สร้างเขื่อนที่มักถูกอ้างว่า 'ยากจน' และต้องการมันมากที่สุด ท้ายที่สุดกลับไม่ได้รับตอบสนองต่อสิ่งที่ตรงจุดและตรงตามความต้องการ

ดูเหมือนว่า เบื้องหน้านั้นเขื่อนเป็นโฉมหน้าของความทันสมัย ความเจริญรุ่งเรือง และเกิดขึ้นเพื่อขจัดความยากจนข้นแค้น

แต่ทว่า เบื้องหลังหรือหน้าที่หลักของมัน กลับกลืนกินคุณค่าของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และกักเก็บเอาเรื่องราวอันน่าเศร้าของผู้คนและความสูญเสียไว้ตลอดกาล