เขื่อนสาละวิน: ความขัดแย้งเพิ่งจะเริ่มต้น

กรุงเทพธุรกิจ 26 กรกฎาคม 2549

ศรีสุวรรณ ควรขจร

คงมีแต่เพียงผู้ที่สนใจแม่น้ำสาละวินและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ในพม่าอย่างต่อเนื่องเท่านั้นที่ทราบว่า รัฐบาลไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติศรัทธาอย่างหนักในปัจจุบันได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสาละวินไปแล้ว การลงนามหลังสุดคือบันทึกความตกลงระหว่างบริษัท กฟผ.มหาชนจำกัดและกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของพม่าในเดือนธันวาคม 2548 เพื่อสร้างเขื่อน “ฮัตจี (Hutgyi)” กั้นสาละวินใกล้พรมแดนไทย-พม่าใกล้จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน

นอกจากนั้น การที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถดึง SinoHydro บริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนเข้าร่วมลงทุนในโครงการฮัตจีได้เป็นผลสำเร็จโดยมีการลงนามไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้การผลักดันการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสาละวินเพื่อผลิตไฟฟ้าก้าวมาถึงช่วงระยะที่เริ่มเห็นความเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นความคืบหน้าที่ไทยจะมีแต่ได้กับได้ เพราะไฟฟ้าจะมีราคาที่ถูกแสนถูก ความเสียหายแทบทั้งหมดต่อผืนป่าและผู้คนที่จะถูกอพยพจะเกิดในฝั่งพม่าแทบทั้งหมด

คงด้วยตรรกะแบบคิดข้างเดียวเช่นข้างต้นนี้ที่ทำให้รัฐบาลไทยและผู้กำหนดนโยบายการพลังงานฝ่ายไทยเห็นแต่หนทางที่อาจราบรื่นยิ่งกว่าโครงการใดๆก่อนหน้าด้วยซ้ำ รวมทั้งโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ของลาวที่กว่าได้รับไฟเขียวจากธนาคารโลกในช่วงต้นปี 2548 ก็ต้องฟันฝ่ากระแสคัดค้านจากทั่วโลกที่ทำให้โครงการยืดเยื้อมาเกือบ 15 ปี ในขณะที่รัฐบาลไทยและกฟผ.สามารถลอยตัวเหนือความขัดแย้งเพราะการตรวจสอบในสังคมไทยแทบไม่มี ซึ่งเป็นความจริง

แต่ผมกลับเห็นว่า การผลักดันเขื่อนบนสาละวินจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โครงการฮัตจีจะก่อความขัดแย้งครั้งใหญ่ และไม่ว่ากรณีฮัตจีจะจบลงอย่างไรก็ตามแต่ ความขัดแย้งว่าด้วยหลายแผนงานเขื่อนบนสาละวิน (ซึ่งสังคมไทยยังมิได้ให้ความสนใจตรวจสอบเท่าที่ควร) จะยืดเยื้อไปสู่อนาคตอย่างยาวไกล กระแสคัดค้านจะใหญ่โตและเกี่ยวพันกับกลุ่มต่าง ๆ มากมายทั่วโลกอย่างไม่มีเคยมีมาก่อน กระบวนการผลักดันจะเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายกว่าในกรณีเขื่อนน้ำเทิน 2 ของลาวจนเกินจินตนาการ และแม้ว่าถึงที่สุดแล้วบางโครงการจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง ทุกฝ่ายที่ผลักดันโครงการก็คงบอบช้ำ โดยเฉพาะประเทศไทยที่จะกลายเป็นทั้งเป้าที่ทั่วโลกโจมตี และเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการไปเต็ม ๆ

นี่ย่อมมิได้เกิดจากทัศนะการมองโลกในแง่ร้าย แต่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่แน่นหนาอย่างน้อย 8 ข้อที่กล่าวโดยสังเขปข้างล่าง อันเป็นเหตุผลที่ทำให้โครงการเขื่อนบนสาละวินไม่สมควรสร้าง และเป็นอรรถาธิบายที่มุ่งให้สาธารณชนไทยเห็นว่าเขื่อนบนแม่น้ำสายนี้ไม่สมควรที่จะได้รับการยอมรับด้วยเหตุผลที่อาจเหนือกว่าหรือมากมายกว่าเขื่อนอื่น ๆ ที่สร้างมาก่อนหน้านี้

เหตุผลแรก สาละวินเป็นมหานที ลำพังเพียงความยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร ย่อมทำให้มันมีสถานะของแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่แทบจะโดยปริยาย แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นแม่น้ำสายนานาชาติ ไหลผ่าน 3 ประเทศคือ จีน พม่า และไทย และในหมู่มหานทีพี่น้องที่กำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำแยงซี ฮวงโห โขง และคงคา สาละวินคือสายน้ำเดียวที่ยังคงไหลอย่างเป็นอิสระ

เหตุผลที่สอง เพียงเฉพาะในบริเวณไทย-พม่า สาละวินเป็นลุ่มน้ำที่พื้นที่หลายส่วนยังเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทั้งผืนป่าที่อาจมีสถานะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของระบบนิเวศน์อันหลากหลาย ดุจเดียวกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข็ง ผืนป่าสาละวินที่อาจเป็นเกาะพันธุกรรมของต้นสักที่เกือบไม่เหลือแล้วในโลกและในไทย ส่วนตัวลำน้ำสาละวินที่มีรายงานเบื้องต้นว่าพบพันธุ์ปลาหายากหลายชนิดที่ยังรอการสำรวจจากนักวิชาการด้านประมง นี่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงช่วงบนของสาละวินอันยาวเหยียดในจีนที่เรียกว่าแม่น้ำ “นู่ (Nu)” ที่อยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า “สามแม่น้ำไหลเคียง (The Three Parallel Rivers)” คือ นู่ โขง และแยงซี ที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่เป็นมรดกโลก แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่นักอนุรักษ์ในจีนและในที่อื่น ๆ จับตาเพราะรัฐบาลจีนกำลังคิดที่จะสร้างเขื่อนถึง 13 โครงการบนแม่น้ำนู่

เหตุผลที่สาม สาละวิน หรือ นู่ (Nu) ในภาษาจีน และตานลวิน (Thanlwin) ในภาษาพม่า เป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เกือบตลอดแม่น้ำ “นู่” จากที่ราบสูงธิเบตลงมายังมณฑลยูนนานของจีนเป็นดินแดนของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่น้อยกว่า 22 ชนเผ่า ส่วนในพม่า “ตานลวิน” ไหลผ่านรัฐฉาน คาเรน คาเรนนีและมอน ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์กระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่น้อยกว่า 17 ชนเผ่า และอย่างน้อยหนึ่งในจำนวนนี้คือ เผ่า “ยินดะไล (Yinthalay)” ในรัฐคาเรนนีมีประชากรเหลืออยู่ในราว 1,000 คนเท่านั้น หมายความว่าชนเผ่านี้กำลังตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นวัฒนธรรมหากเกิดความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ต่อวิถีชีวิตของพวกเขา

แม้สาละวินที่เป็นพรมแดนไทย-พม่า จากแม่สะเรียงถึงสบเมยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีระยะทางเพียงในราว 150 กิโลเมตร แต่พื้นที่แถบนี้ก็เป็นถิ่นฐานของอย่างน้อย 6 กลุ่มชาติพันธุ์คือ ไทใหญ่ ปกากะญอ ลีซู ม้ง มูเซอ และปะหล่อง (กะเหรี่ยงคอยาว)

เหตุผลที่สี่  ประชาชนท้องถิ่นเกือบทั่วทั้งลุ่มน้ำสาละวินยังมีวิถีชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ ต้องพึ่งพาทรัพยากรที่ยังอุดมสมบูรณ์ในการดำรงชีพในระดับที่สูง แม้แต่ในฝั่งไทยที่ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นก่อนอย่างเข้มข้นและกว้างขวางจากระดับมหภาคลงไปถึงรากหญ้า แต่ในพื้นที่แม่ฮ่องสอนกลับมีความเปลี่ยนแปลงเช่นที่ว่านี้น้อยอย่างยิ่ง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์) ของผู้คนท้องถิ่นในลุ่มน้ำแห่งนี้จะต้องได้รับการยอมรับ และการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในนาม “การพัฒนา” จะต้องอยู่บนหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม ทั้งภายในประเทศหนึ่งๆและระหว่างประเทศ

เหตุผลที่ห้า อย่างน้อยที่สุดรายงานการสำรวจศึกษาทางโบราณคดีเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญของไทยที่มีอยู่ขณะนี้ยืนยันว่า พื้นที่ริมน้ำบางจุดตามสายน้ำสาละวินและลำน้ำสาขา (เช่น แม่น้ำปาย) อาจเป็นแหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทยและของโลก และด้วยเหตุนี้จึงเป็นความจำเป็นที่การสำรวจศึกษาจะต้องดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและกว้างยิ่งขึ้น อีกทั้งจะต้องขยายให้ครอบคลุมการค้นคว้าวิจัยทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของคนในรุ่นปัจจุบันและอนาคตที่จะสามารถเข้าใจกำเนิดและวิวัฒนาการของคนท้องถิ่นและของสังคมมนุษย์ในดินแดนแถบนี้

เหตุผลที่หก สาละวินอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยเลื่อนของเปลือกโลก นอกจากในไทยที่มีนับสิบรอย ในเขตพม่าก็ยังมีรอยเลื่อนขนาดค่อนข้างใหญ่ที่ต่อเชื่อมกับรอยเลื่อน “สะแกง” ที่เป็นรอยเลื่อนหลัก ในเขตจีนที่แม้เราจะยังมีข้อมูลน้อยในขณะนี้ แต่ความเห็นทางวิชาการภายในจีนเองที่ว่าธรณีสัญฐานของแม่น้ำนูที่เต็มไปด้วยหุบเขาสูงชันที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลก ก็สอดคล้องกับประสบการณ์ของชาวบ้านในจีนที่ว่าภูเขาสองฟากฝั่งนูไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นของเราตรงนี้คือ เราไม่รู้ว่ารอยเลื่อนทั้งหลายยังมีพลังอยู่หรือไม่ แต่เราพอรู้อยู่บ้างว่า เคยมีบันทึกการไหวของรอยเลื่อน “ตองจี่” ในพม่าในปี 2455 ระดับ 8 ริกเตอร์ รู้สึกได้ถึงนครศรีธรรมราช ยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้รับรู้ว่าหลังปรากฏการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียในปลายปี 2547 ที่เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ ได้เกิดรอยเลื่อนใหม่ขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

เหตุผลที่เจ็ด สมมุติว่าทุกโครงการเกิดขึ้นจริง คืออย่างน้อย 4 เขื่อนบนแม่น้ำนู่ซึ่งทางการจีนแถลงออกมาแล้วว่าจะสร้าง บวกกับอีก 4 เขื่อนในบริเวณตอนล่างคือ ไทย-พม่า คือ โครงการท่าซาง (Tasang) ในรัฐฉาน โครงการสาละวินบน (Weigyi) และสาละวินล่าง (Dagwin) บริเวณพรมแดน และโครงการฮัตจี ซึ่งล้วนมีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะท่าซาง (7,000 เมกะวัตต์) และสาละวินบน (5,000 เมกะวัตต์) ที่ต้องเรียกว่าเป็นโครงการยักษ์ ผลกระทบในพื้นที่ราบปลายน้ำในรัฐมอนซึ่งมีประชากรจำนวนมากและเป็นเขตเกษตรกรรมสำคัญคงเหนือคำบรรยาย

และเหตุผลที่แปดซึ่งน่าจะเป็นข้อที่หนักหนาสาหัสที่สุด เฉพาะในบริเวณไทย-พม่า ที่ตั้งเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 โครงการอยู่ในพื้นที่ที่สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ยังดำเนินอยู่ ทีมสำรวจภาคสนามของกฟผ.เองก็เพิ่งเหยียบกับระเบิดเสียชีวิตไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

ผมเห็นว่าเหตุผลเพียงข้อหนึ่งข้อใดที่ได้กล่าวข้างต้นก็น่าจะพอสำหรับการที่แผนการก่อสร้างเขื่อนบนสาละวินสมควรถูกระงับหรือต้องยกเลิกอย่างถาวร โดยเฉพาะเหตุผลข้อเจ็ดที่จะมีผลสะเทือนถึงไทยโดยตรง และข้อแปดที่จะทำให้ไทยเป็นเป้าโจมตีจากทั่วโลก ผมมั่นใจว่าสองข้อสุดท้ายนี้นักสร้างเขื่อนของไทยยังไม่ได้คิดหรืออาจยังไม่เข้าใจ ผมได้แต่หวังนักยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของไทยบางส่วนน่าจะเริ่มวิตกกังวลบ้างแล้ว