เขื่อนสาละวิน กับสังคมไทย

กรุงเทพธุรกิจ 9 สิงหาคม 2549

ศรีสุวรรณ ควรขจร

ความสัมพันธ์ไทย-พม่าเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจ สิ่งที่เราอาจรู้สึกสะดุดมากที่สุดคือการขยายตัวในด้านธุรกิจการลงทุนที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทไทยและหน่วยงานไทยที่เข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น ๆ จนเกิดความสับสนเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยในพม่าซึ่งผสมปนเปกันระหว่างส่วนรวมและส่วนตัวจนแยกแยะไม่ออก ส่วนหลังฉากของภาพการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เรามักคุ้นกับปัญหาความไม่ค่อยราบรื่นและการกระทบกระทั่งระหว่างกัน และปัญหาเหล่านี้ยังเคลือบไว้ด้วยอคติชาตินิยมที่ดูเหมือนยังฝังลึกในทัศนคติของทั้งสองฝ่าย

ปัญหาความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยเร่งพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อมุ่งกอบโกยของไทยที่หิวโหยทรัพยากรธรรมชาติซึ่งไทยเริ่มร่อยหรอในขณะที่พม่ายังมีอยู่อย่างมหาศาล โดยฝ่ายกำหนดนโยบายของไทยดูเหมือนละเลยการทำความเข้าใจปมเงื่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและการครอบงำของอคติทางชนชาติระหว่างทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังแยกธุรกิจออกจากการเมือง อันเป็นการกระทำที่ไร้วิสัยทัศน์ เพราะผู้ศึกษาติดตามสถานการณ์พม่าเพียงแค่ผิวเผินก็จะทราบดีว่า การเปิดรับการลงทุนต่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเผด็จการทหารพม่าในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจทางการเมืองของตน

ในเชิงธุรกิจกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจของไทย (ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนอกจากกอบโกยกำไรอย่างเดียว) ได้รุกเข้าไปทำธุรกิจในพม่าอย่างต่อเนื่อง (โดยในบางครั้งมีนักการเมืองที่ใช้อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่และสายสัมพันธ์กับผู้นำพม่าเป็นผู้กรุยทางให้ อย่างที่เป็นข้อครหากันอยู่ในขณะนี้) จนปัจจุบันผลประโยชน์ของไทยมีขนาดใหญ่โต โดยที่หาได้ยอมรับไม่ว่ายิ่งผลประโยชน์ต่างชาติเติบใหญ่ขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ของไทยหรือสัญชาติอื่นใด ระบอบเผด็จการทหารของพม่าก็ยิ่งแข็งแกร่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าการค้าการลงทุนต่างประเทศในพม่ามีความเชื่อมโยงกับการกดขี่ทางชาติพันธุ์ และขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งไทยในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ในพม่าต้องรับผิดชอบต่อชาวโลก

การที่ไทยเริ่มตกที่นั่งลำบากในอาเซียนถูกเรียกร้องจากประชาคมโลกให้ดำเนินการกดดันรัฐบาลทหารพม่า ในช่วงหลายเดือนมานี้เป็นที่ปรากฏชัดเจนว่าอาเซียนไม่พึงพอใจต่อการฟื้นฟูประชาธิปไตยในพม่าทีไม่มีความคืบหน้า และต้องการแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อพม่าเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า นับวันไทยจะยิ่งไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบดังกล่าวข้างต้นได้ แม้ไทยยังพยายามเหนี่ยวรั้งท่าทีของอาเซียนต่อพม่าให้อ่อนลงโดยอ้างว่า ไทยและพม่ามีพรมแดนติดต่อกัน ท่าทีแข็งกร้าวต่อพม่าอาจทำให้ไทยได้รับผลกระทบในด้านความมั่งคงมากกว่าประเทศอื่น ๆ  แต่ความน่ากังขาก็คือ เหตุผลที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะประเด็นความมั่นคงชายแดนหรือเป็นเพราะความกังวลในผลกระทบต่อผลประโยชน์ธุรกิจกันแน่ และนับวันนี่ก็จะยิ่งเป็นความกังขาของชาวโลกไปด้วย

เขียนถึงตรงนี้ต้องวิพากษ์นโยบายของไทยเริ่มตั้งแต่การใช้แนวทางที่เรียกว่า “การพัวพันอย่างสร้างสรรค์” อย่างคับแคบคือพัวพันแต่เฉพาะเรื่องธุรกิจการค้าการลงทุน ซึ่งริเริ่มในรัฐบาลก่อนที่หลงเชื่อว่าการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจะเปิดพื้นที่แห่งประชาธิปไตยในพม่า แต่การณ์กลับปรากฏว่าการพัวพันที่สร้างสรรค์ที่กลายมาเป็นการเร่งรีบมุ่งกอบโกยอย่างตระกรุมตะกรามในสมัยของรัฐบาลทักษิณ กลับส่งผลที่เป็นการเพิ่มพูนศักยภาพของรัฐบาลทหารพม่าในการขยายกองทหารและกลไกการควบคุมและปราบปรามประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งขึ้น

การที่ฝ่ายไทย (รัฐบาลทักษิณ กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายปลิตแห่งประเทศไทย) ได้ตัดสินร่วมมือกับพม่าเพื่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นการซ้ำรอยผิดพลาดเดิม ๆ เพียงแต่สิ่งที่อาจแตกต่างออกไปก็คือ ย่างก้าวที่ผิดพลาดครั้งนี้อาจร้ายแรงกว่าทุกครั้ง เพราะเมื่อวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดคนไทยจะต้องจ่ายในราคาแพงมาก ๆ ให้กับความคิดคับแคบ ไร้กรอบเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ฝ่ายไทยละทิ้งปัจจัยตัวแปรต่างๆที่เกี่ยวพันกับสถานะในปัจจุบันและอนาคตของไทยทั้งในแง่ความสัมพันธ์กับพม่า และไทยกับประชาคมโลกมาพิจารณา

ต้องกล่าวอย่างหนักๆตรงนี้ว่า บริบทปัญหาความสัมพันธ์ไทย-พม่าในยุคสมัยปัจจุบันมิได้มีเพียงประเด็นเดียวที่เป็นหัวใจของปัญหา คือความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยมองชายแดนที่เป็นเพียงแถบพื้นที่บาง ๆ เชิงกายภาพที่แบ่งกั้นเขตประเทศ แต่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีผลสะท้อนของกระบวนการความสัมพันธ์ของสองประเทศในมิติต่างๆเหลื่อมซ้อนกันไปมา อันได้แก่การดูดทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างมโหฬาร (ป่าไม้ ก๊าซธรรมชาติ แม่น้ำ และที่ดิน) เพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย การเร่งทวีการใช้ความรุนแรงทางการเมืองภายในพม่าเพื่อการกดขี่ขูดรีดและทำลายกลุ่มศัตรูทางการเมือง การเคลื่อนย้ายอพยพหลบหนีภัยสงคราม การพังทลายของระบบเศรษฐกิจ-สังคมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ในระดับรากฐาน

และคงต้องรวมทั้งความยากลำบากยิ่งขึ้นของฝ่ายไทยที่จะต้องจัดการนโยบายเพื่อความสมดุลย์ในเชิงเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง เช่นการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยจากพม่าอย่างสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมที่สากลยอมรับ การจำกัดพื้นที่นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาทหารของพม่าที่เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนไทย การควบคุมแรงงานอพยพจากพม่าที่ผิดกฎหมายหลายล้านคนที่กระจายอยู่ทั่วไทย ความยากลำบากนโยบายสร้างงานและความจำเป็นของแรงงานพม่า (ราคาถูก) สำหรับผู้ประกอบการไทยและระบบเศรษฐกิจไทย และการกำหนดนโยบายต่อพม่าของไทยเองที่คำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ของไทยและหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนษยชนซึ่งนับวันยิ่งเป็นไปไม่ได้

หากการดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่านับตั้งแต่หลังจากที่ฝ่ายหลังได้กระทำรัฐประหารล้มล้างรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งราวสองทศวรรษก่อน อยู่บนพื้นฐานความตระหนักถึงการได้มาซึ่งอำนาจที่ไร้ความชอบธรรมของคณะทหารที่กระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน สามารถคาดคะเนความดื้อรั้นและความเหี้ยมโหดของคณะบุคคลกลุ่มนี้ พร้อมกับการเห็นประโยชน์และคุณค่าของการดำรงอยู่ของดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งสัมพันธ์กับความสมบูรณ์ของทรัพยากร ไทยคงจะสามารถหลีกเลี่ยงหลายๆปัญหาที่เคยเกิดขึ้นและที่มีอยู่ในเวลานี้

การเข้าไปตัดไม้พม่าปีละหลาย ๆ ล้านไร่ในอดีตทำให้ชื่อเสียงของไทยในเชิงสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายในระดับระหว่างประเทศ และป่าไม้ของไทยเองก็พลอยได้รับความเสียหายจากขบวนการตัดไม้สวมตอในไทย (ตัดไม้ในฝั่งไทยแล้วอ้างว่าเป็นไม้นำเข้าจากพม่า การเข้าร่วมลงทุนโครงการก๊าซจากแหล่งยาดานาทำให้ไทยกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลทหารพม่าในการปราบปรามชนกลุ่มน้อย เคยมีนักข่าวตะวันตกตั้งข้อสังเกตว่า คณะผู้เผด็จการทหารของพม่าที่ใกล้ล้มละลายแล้วกลับพลิกฟื้นสถานะจากเงินมหาศาลที่ได้จากการขายก๊าซให้แก่ไทย

รัฐบาลทหารพม่าที่อ่อนแอก็คงไม่สามารถควบคุมและกดขี่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้กระทั่งในดินแดนที่มีความตกลงหยุดยิงแล้วมาหลายปีเช่นรัฐมอญคือตั้งแต่พื้นที่ใกล้จังหวัดกาญจนบุรีลงไปจนถึงพื้นที่ใกล้จังหวัดระนอง การกดขี่ขูดรีดและข่มเหงก็ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้นจนทุกวันนี้ แรงงานอพยพชาวมอญที่มีจำนวนล้านในไทยหาใช่ผู้ที่หนีภัยสงครามมาดังเช่นชาวกะเหรี่ยง ไทใหญ่และคาเรนนีที่ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม คนเหล่าเข้ามาในไทยเพราะความยากจน โอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยังถูกปิดกั้นจากฝ่ายรัฐบาลทหาร ประชากรมอญปัจจุบันประมาณ 8-9 ล้าน แต่เพียงในราว 2.5 ล้านเท่านั้นที่ยังอยู่ในรัฐมอญ ที่เหลือเคลื่อนย้ายกระจัดกระจายไปแสวงหาอนาคตยังดินแดนอื่นๆโดยเฉพาะไทย โดยชาวมอญส่วนมากยังหวังว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตนและอยู่ที่นั่นได้อย่างสันติสุข แต่เขื่อนบนสาละวินจะทำให้ความหวังเช่นนี้ไม่มีวันเป็นจริง

กฟผ. อาจอ้างว่า โครงการเขื่อนฮัตจี (ใกล้จังหวัดตาก) มีขนาดค่อนข้างเล็กและอยู่ไกลขึ้นมาทางต้นน้ำ ประกอบกับสายน้ำสาละวินที่ยิ่งใหญ่ ฮัตจีจึงไม่น่าก่อผลกระทบมากต่อพื้นที่ปลายน้ำในรัฐมอญ แต่ความจริงก็คือกฟผ. มีความประสงค์ที่ต้องการสร้างอีกอย่างน้อย 2 เขื่อนตรงพรมแดนไทย-พม่าที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งรวมถึงโครงการสาละวินบน (Weigyi) ที่อาจมีกำลังผลิตสูงถึง 5}600 เมกะวัตต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการท่าซางในรัฐฉาน (ซึ่งบริษัทจากไทยจะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง) ที่อาจมีกำลังผลิตมหาศาลถึง 7,000 เมกะวัตต์ ผลกระทบจากทั้ง 4 เขื่อนนี้รวมกันน่าจะหมายถึงหายนะทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของชุมชนท้ายน้ำจนถึงปลายสุดคือเมืองเมาะลำไยน์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐมอญ

ผมเห็นว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำรอยความผิดพลาดที่มีมาครั้งแล้วครั้งเล่า โครงการเขื่อนฮัตจีต้องถูกระงับในทันที การตัดสินใจทางนโยบายเกี่ยวกับเขื่อนสาละวินต้องกระทำในบริบทความสัมพันธ์ไทย-พม่าแบบองค์รวม (ซึ่งไทยยังไม่มี) จึงเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่จะปล่อยให้เทคโนแครตด้านพลังงานดูแลโครงการนี้และโครงการเขื่อนอื่น ๆ บนสาละวินแต่เพียงลำพัง