เขื่อนสาละวิน (นู่) จีน ไทย และภูมิภาคนิยมทางเศรษฐกิจ (2)

กันยายน 2549

ศรีสุวรรณ ควรขจร

การที่จะเข้าใจที่มาของกระแสการคัดค้านเขื่อนสาละวิน/นู่ในจีนคงต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความสำเร็จอย่างยิ่งในทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 30 ปีภายหลังการปิดฉากการปฏิวัติวัฒนธรรม ตั้งอยู่บนความล้มเหลวอย่างมากทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนสำหรับผู้ที่สนใจปัญหาการพัฒนาของไทย เพราะไทยและจีนคล้ายคลึงกันประการหนึ่งคือ การเร่งเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บนพื้นฐานการเร่งนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์

เว้นเสียแต่ว่าสถานการณ์ของจีนน่าจะเลวร้ายกว่าของไทยค่อนข้างมากเพราะอัตราเร่งทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าและต่อเนื่องกว่า กระทั่งในระยะหลังแม้รัฐบาลพยายามแทรกแซงเพื่อให้เศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วง 11-12 ปีที่ผ่านมาที่ระดับการขยายตัวเป็นไปอย่างร้อนแรงจนเศรษฐกิจจีนแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับสองของโลก แต่ก็ดูจะไม่เป็นผลเพราะพลวัตรทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนได้ผ่านเลยระดับที่เกินกว่าที่จะควบคุม พลังอันมหาศาลของมันภายใต้ระบอบการเมืองที่ยังปิดกั้น ได้ทำให้กระบวนการดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างก้าวร้าวรุนแรง ปัญหามลภาวะเช่น การรั่วไหลของสารพิษจากเหมืองแร่และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมกลายเป็นปรากฏการณ์ทั่วไป การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง แม่น้ำแทบทุกสายถูกกั้นด้วยเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

อุตสาหกรรมเขื่อนซึ่งขยายไปตามภาวะเศรษฐกิจจึงส่งผลให้แม่น้ำหลักแทบทุกสายในจีนสูญเสียชีวิตทางนิเวศวิทยา สาละวิน/นูเป็นหนึ่งในแม่น้ำของจีนเพียง 1-2 สายเท่านั้นที่ยังปลอดเขื่อน อย่างที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและองค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การสร้างเขื่อน (ขนาดใหญ่) ไม่เพียงทำลายธรรมชาติ แต่ต้องอพยพผู้คนจำนวนมาก ซึ่งแม้จะมีมาตรการรองรับผลกระทบที่ดีสักเพียงใด ก็ไม่อาจทดแทนวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้ถูกอพยพจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำ นอกจากนั้นสภาพนิเวศน์ที่เปลี่ยนไปเพราะแม่น้ำถูกปิดกั้นก็ยังส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้คนที่อยู่ท้ายน้ำแม้ว่าจะมิได้ถูกอพยพก็ตาม แต่รัฐอย่างจีนที่ไม่จำเป็นต้องแคร์ความรู้สึกนึกคิดและผลประโยชน์ของคนเล็กคนน้อยในมวลชนนับพันล้านเพื่อให้จีนเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกที่ต้องมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง สภาพชีวิตของผู้คนที่ต้องรับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่จึงเป็นโศกนาฏกรรมที่เกินกว่าจะพรรณนา

เราได้กล่าวถึงเขื่อนใหญ่ที่สุดในโลกคือ Three Gorges (ซึ่งมีผู้แปลว่า “ไตรผา” หรือบ้างก็เรียกว่า “ไตรโตรก”) ไปแล้ว ผู้ที่ยังไม่รู้ว่าเขื่อนอันดับหนึ่งของโลกตัวนี้ได้สร้างผลกระทบที่ใหญ่หลวงเพียงใด ควรรับรู้ว่าเขื่อนแห่งนี้ขวางกั้นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียและเป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่อันดับสามของโลกคือ “แยงซี” ในมณฑลหูเป่ย เริ่มก่อสร้างราวสิบปีก่อนและจนบัดนี้ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็มีกำลังผลิตที่ติดตั้งไว้แล้วถึง 18,000 เมกะวัตต์ หรือเกือบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของไทยทั้งประเทศ ที่ว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใต้ดินซึ่งจะมีผลให้กำลังผลิตเพิ่มอย่างเหลือเชื่อคือ เพิ่มขึ้นไปถึง 28,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2008

เขื่อน Three Gorges ก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำมีความยาวกว่า 600 กิโลเมตร ทำลายธรรมชาติและสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนับไม่ถ้วน ต้องอพยพผู้คนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านสามแสนคน (ตัวเลขของทางการจีน) แต่ตัวเลขที่แท้จริงดูเหมือนยังไม่มีผู้ใดทราบ ผู้ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดประเมินว่าไม่น่าจะน้อยไปกว่า 2 ล้าน และอาจสูงถึง 4 ล้านคน ผู้ถูกอพยพจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ชะตากรรม สาเหตุมาจากพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ พื้นที่รองรับไม่มีเหมาะสำหรับการผลิต เกิดปัญหาดินถล่ม จำนวนมากต้องโยกย้ายซ้ำซาก รวมทั้งค่าชดเชยความเสียหายต่ำเกินไปและมีปัญหาเงินชดเชยความเสียหายถูกเบียดบังโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

อาจกล่าวได้ว่าปัญหาของเขื่อนทำนองนี้เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในจีนด้วยเหตุที่จีนมีเขื่อนขนาดใหญ่มากมาย เขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบน (หรือ “หลานชาง”) ในมณฑลยูนนานก็ยังเป็นปัญหาไม่จบสิ้น เช่น เขื่อนม่านวัน ตัวเลขทางการของผู้รับผลกระทบคือ ราว 7,000 คน แต่ไม่ว่าตัวเลขนี้จะเชื่อถือได้หรือไม่ก็ตาม ข้อมูลที่เชื่อถือได้แน่ก็คือ แม้จนกระทั่งปัจจุบันก็น่าจะยังคงตกอยู่ในความยากลำบาก หลายหมู่บ้านอพยพต้องยังชีพจากการเก็บขยะ การจ้างงานที่รัฐสัญญาไว้ว่าจะมีให้ก็ล้มเหลวเพราะมีเพียงผู้มีการศึกษาหรือมีความเชี่ยวชาญเท่านั้นที่มีตำแหน่งงานรองรับ เป็นต้น การสูญเสียที่ทำกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเกษตรกรจีนจำนวนมหาศาลที่ยังแร้นแค้น เพราะแม้ประเทศจีนมีขนาดใหญ่แต่กว่าสองในสามเป็นภูเขาที่ดินเหมาะสำหรับการเกษตรมีน้อย

แต่ไม่ว่าระบอบการเมืองจีนจะพยายามปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนสักเพียงใด พลวัตรทางเศรษฐกิจที่มีพลังมหาศาลก็มีผลบั่นทอนขีดความสามารถของรัฐในการควบคุมประชาชนของตน ผลพวงของการปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่ชนชั้นนำอาจมิได้คาดคิดไว้ก่อนคือการเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง เพราะคนมีโอกาสในหน้าที่การงาน รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตของครอบครัวได้รับการปรับปรุง ประชาชนได้รับโอกาสการศึกษาในสังคมจีนปัจจุบันอาจมีคนประเภทนี้ไม่น้อยกว่า 200-300 ล้าน และไม่น้อยในจำนวนนี้เป็นชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกทางการเมือง ซึ่งไม่น่าพึงพอใจสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้

นอกจากนั้น การคบค้ากับประเทศต่างๆทำให้เศรษฐกิจของจีนเปิดสู่โลกภายนอกในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน อำนาจรัฐจีนจึงไม่รอดพ้นกระแสโลกาภิวัตน์มุมกลับหรือโลกาภิวัตน์รากหญ้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการแผ่ขยายอิทธิพลของอุดมคติแบบประชาสังคม เช่น หลักการสิทธิมนุษยชน ปรัชญาการมีส่วนร่วมของประชาชน แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และลัทธิสิ่งแวดล้อมไร้พรมแดน ด้วยเหตุนี้รัฐจีนนับวันยิ่งไม่เพียงไม่อาจใช้มาตรการแบบเหี้ยมโหด (ดังที่เคยกระทำกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาที่จตุรัตเทียนอันเหมินหรือขบวนการฝ่าหลุนกง) กับประชาชนของตนที่มีความเห็นที่แตกต่าง แต่ยังต้องแสดงออกต่อชาวโลกว่าตนเป็นรัฐที่มีความรับผิดชอบ การจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติด้านสิ่งแวดล้อม (National Environmental Protection Administration) สะท้อนว่ารัฐจีนต้องการให้ชาวโลกเห็นการปรับปรุงธรรมาภิบาลทางสิ่งแวดล้อมของตน

ขณะเดียวกัน ภายในสังคมจีนเองที่กำลังกลายเป็นสังคมข่าวสารข้อมูล ความเสียหายที่เกิดต่อสังคมชนบทที่เป็นถิ่นฐานของคนส่วนใหญ่จากโครงการที่ประชาชนไม่มีส่วนตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถรับรู้กันทั่วไป ไม่เพียงเฉพาะคนในเมืองแต่รวมทั้งคนชนบทที่ต้องอพยพโยกย้ายจากการสร้างเขื่อนอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการลุกขึ้นคัดค้านโครงการของรัฐด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น ชาวบ้านในท้องถิ่นกับการสูญเสียอาชีพ ชนพื้นเมืองที่วัฒนธรรมถูกทำลาย นักอนุรักษ์ที่มุ่งพิทักษ์สภาพแวดล้อม นักพัฒนาผู้สนับสนุนหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน และนักวิชาการที่ต้องการเห็นการตัดสินทางนโยบายที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ผิดนักหากจะสรุปว่าอุดมคติแบบประชาสังคมในจีนได้เกิดขึ้นในกระแสเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ยังเต็มไปด้วยจุดบกพร่อง

ประชาชนเหล่านี้เห็นการพังทลายทางสิ่งแวดล้อมที่แม้กระจัดกระจายในท้องถิ่นต่างๆ ที่กำลังหลวมรวมเป็นความพินาศในขอบเขตมหึมา และไม่อาจยอมรับแนวโน้มเช่นนี้ที่กำลังดำเนินต่อไป เช่นไม่ทันที่เขื่อน Three Gorges จะแล้วเสร็จ ทางการจีนก็เตรียมเดินหน้าสร้างเขื่อนเพิ่มบนแม่น้ำแยงซีตอนบน (หรือที่คนจีนเรียก “จินซา”) อีก 4 เขื่อน กำลังผลิตรวม 38,500 เมกะวัตต์ หนึ่งในโครงการทั้งสี่คือ โครงการซี่ลั่วตู้ (12,600 เมกะวัตต์) ซึ่งจะกลายเป็นเขื่อนใหญ่อันดับสองรองจาก Three Gorges รวมทั้งโครงการต่าง ๆ บนแม่น้ำสาละวิน/นู่ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนแห่งชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย สายน้ำที่ไหลคู่ขนานกับแม่น้ำโขง (หลานชาง) และจินซา (แยงซี) ที่ก่อให้เกิดดินแดน “สามแม่น้ำไหลเคียงกัน (Three Parallel Rivers)” ที่ธรรมชาติยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ ยิ่งใหญ่และงดงามเหนือคำบรรยาย

ในปี 2003 ประชาชนเหล่านี้ได้ตัดสินใจเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ พวกเขารวบรวมลายชื่อของชาวจีนจำนวนกว่า 15,000 คนเพื่อสนับสนุนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลกลางระงับแผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำนู ที่รัฐบาลมณฑล (ยูนนาน) เตรียมที่จะเดินหน้า ผู้ที่ร่วมลงนามมีทั้งนักอนุรักษ์ สื่อมวลชน ชาวบ้านและอาจารย์มหาวิทยาลัย ตลอดจนดาราและนักร้องยอดนิยม ข้อเรียกร้องของพวกเขารวมไปถึงการขอให้มีการปรับปรุงการศึกษาต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ได้รับการพิจารณาหรือไม่ไม่ปรากฏชัด แต่ในปี 2004 รัฐบาลกลางได้ตัดสินสั่งระงับโครงการต่างๆบนสาละวิน/นู่ และให้ทบทวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด