3 รสเฝื่อน ‘พลังงาน’ เพราะไฟฟ้าไม่เคยราคาถูก

ประชาไท 11 กันยายน 2549

 

มุทิตา เชื้อชั่ง

 

สัปดาห์ปลายเดือนสิงหาคม มีเวทีอภิปรายว่าด้วยเรื่อง ‘พลังงาน’ ติด ๆ กัน 3 งาน ซึ่งน่านำมาเล่าสู่กันฟังแบบพร้อมเพรียงอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นมิติต่างๆ ตลอดจน ‘ความไม่ปกติ’ ของไฟฟ้าราคาหน่วยละ 3 บาทกว่าที่ผู้คนจ่ายกันจนเป็นปกติ

งานแรกว่าด้วยการชำแหละแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด หรือ PDP 2006 (Power Development Plan 2006) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่าคำนวณผิดพลาด สร้างภาระให้ประเทศไทยแบกรับการลงทุนโรงไฟฟ้าเกินเป็นมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท

งานต่อมาว่าด้วยการนำเข้าพลังงานจากเพื่อนบ้าน เปรียบเทียบดูความจำเป็นของไทยที่ต้องซื้อพลังงานเพื่อรองรับการพัฒนาให้รุ่งโรจน์โชติช่วง กับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่จะเกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยจำนวนมากในพม่า

และงานสุดท้ายว่าด้วยสงครามแย่งชิง ‘น้ำ’ ระหว่างประชาชนกับโรงไฟฟ้า ยกกรณีโครงการโรงไฟฟ้าแก่งคอย2 จังหวัดสระบุรี มาพิจารณา

 

29 สิงหาคม 2549

การซ่อนเงื่อนของธุรกิจพลังงานในการวางแผนไฟฟ้า

เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ หยิบยกแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2006 ที่กฟผ.จัดทำขึ้นและกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงพลังงานมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อผิดพลาด ก่อนแผนนี้จะผ่านไปสู่คณะรัฐมนตรี

เขาระบุว่า แผนฉบับนี้ (และแผนก่อนหน้านี้ทุกฉบับ) คำนวณความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยสูงเกินจริง จนทำให้ต้องจัดหาพลังงานไฟฟ้าอย่างไม่สิ้นสุด เฉพาะแผนล่าสุดที่วางไว้ถึงปี 2564 ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระการลงทุนเฉพาะในส่วนของการสร้างโรงไฟฟ้าเกินไป 250,000 ล้านบาท (6,139 เมกกะวัตต์ (MW))

ความผิดพลาดนี้เกิดจากการใช้สมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5.5 ตลอดการวางแผน ทั้งที่ค่าเฉลี่ยของการเติบโตในระยะยาวอยู่ที่ร้อยละ 4.8 เท่านั้น ทำให้ต้องจัดหาไฟฟ้าสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สมจริงตลอดเวลา จนพลังงานสำรองของไทยมีเกินความจำเป็นอยู่มาก กระนั้น ภาครัฐก็ยังยืนยันการคำนวณแบบเดิมตลอดมา

การคาดการณ์ความต้องการใน PDP 2006

 

 

ปี

 

PDP 2006

ค่าควรเป็น

GDP 4.8%

 

ความแตกต่าง

2549

21,963 MW

21,064 MW

899 MW

2554

29,337 MW

27,482 MW

1,855 MW

 2559

38,241 MW

 34,612 MW

3,629 MW

 2564

 49,355 MW

 43,216 MW

 6,139 MW

 

ไม่เชื่อกลับไปดูแผนฉบับก่อนจะพบว่า จนถึงปี 2549 มีการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเกินไปถึง 1,674 เมกะวัตต์ หากมองไม่เห็นภาพว่าพันกว่าเมกกะวัตต์มันมากขนาดไหน ขอให้นึกถึงโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา (700 เมกะวัตต์) สัก 2 โรง และคงต้องนึกว่าถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะพร้อมกันไปด้วย

ความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ความต้องการ

 

 ปี

 PDP 2004

 ค่าจริง

ค่าคลาดเคลื่อน

 2547

 19,600 MW

 19,325 MW

 275 MW

2548

 21,143 MW

 20,543 MW

 606 MW

 2549

 22,738 MW

 21,064 MW

 1,674 MW

 

ความผิดปกติประการต่อมา คือ เรื่องของทางเลือกเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า ในแผนกำหนดไว้เพียง 4 ทางเลือก คือ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ดีเซล และนิวเคลียร์ โดยไม่รวมพลังงานหมุนเวียนเข้าไปเป็นทางเลือกด้วย ขณะเดียวกันก็ผลักไสพลังงานหมุนเวียนให้ไปอยู่ในส่วนของ RPS ซึ่งก็คือ การกำหนดให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ ต้องซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนด้วยร้อยละ 5

นโยบายแบบนี้หลายคนวิเคราะห์ว่าทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่อาจโตได้ ถ้าพลังงานฟอสซิลไม่โตกว่า จึงไม่แน่ใจว่านี่เป็นการส่งเสริมหรือคุมกำเนิดพลังงานทางเลือกกันแน่ ?

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 6 ก.ย.มีรายงานข่าวว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ยกเลิกระบบ RPS นี้แล้ว เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้ผู้ผลิตรายใหญ่ แต่จะหันมาส่งเสริมพลังงานทดแทนในผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กถึงเล็กมากๆ แทน จะได้ไม่ซ้ำซ้อน !

นอกจากนี้ในการกำหนดทิศทางการใช้พลังงาน ยังตั้งอยู่บนการใช้ตัวเลขราคาเชื้อเพลิงที่คลาดเคลื่อนแบบถูกใจกลุ่มธุรกิจพลังงาน เห็นได้จากแผน PDP ฉบับที่แล้วที่ ปตท.ใช้ตัวเลขสมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่ 29 เหรียญสหรัฐ (2548) และคาดว่าจะลดลงมาเรื่อยจนถึง 26 เหรียญสหรัฐ (2558) ทั้งที่ในความเป็นจริงราคาน้ำมันช่วงนั้นอยู่ที่ 30-40 เหรียญแต่ได้รับการอุดหนุนโดยรัฐและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นลิ่วๆ ในส่วนของก๊าซ ปตท.ก็คาดการณ์ไว้ประมาณ 150 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่ราคาจริงอยู่ที่ 200 บาทต่อล้านบีทียู

การคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงต่ำกว่าความเป็นจริงย่อมส่งผลต่อการวางแผน จึงไม่ต้องแปลกใจที่แผน PDP 2004 จะพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 81

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ในแผน PDP ฉบับนี้กำหนดการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 20 ของความต้องการที่เพิ่มขึ้น หรือประมาณ 6,216 เมกะวัตต์ในช่วง 10 ปี (2554-2564) โดยไม่เคยประกาศให้ทราบและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาก่อน

“ในอดีตไม่เคยมีนโยบายแบบนี้ การรับซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ซึ่งต้องดูเป็นรายโครงการในกรณีที่ดีกว่า ถูกกว่า แต่คราวนี้กำหนดไว้ก่อนเลยชัดเจน และไม่เคยบอกที่มาที่ไปด้วยว่าทำไมต้อง 20 เปอร์เซ็นต์” เดชรัตน์กล่าว

การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว ผู้ลงทุนสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านไม่ต้องผ่านการประมูลเหมือนกับการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) แต่เป็นการตกลงกันระหว่าง กฟผ. กับผู้ลงทุน ซึ่งตามข้อเท็จจริงก็มักเป็นการร่วมทุนของ กฟผ.หรือบริษัทลูกนั่นเอง โดยล่าสุด กฟผ.จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ชื่อว่า EGAT International เพื่อทำการร่วมทุนกับประเทศเพื่อนบ้านผลิตไฟฟ้าส่งขายไทย

“นี่เท่ากับว่านโยบายซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน แท้จริงคือ นโยบายแอบแฝงในการขยายส่วนแบ่งตลาดของ กฟผ. และบริษัทในเครือ โดยต้องผ่านการประมูลแข่งขันกับรายอื่น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ค่าไฟมีแนวโน้มจะสูงกว่าปกติ” เดชรัตน์กล่าว

 

28 สิงหาคม 2549

การนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคง

นอกเหนือจากผลประโยชน์ทับซ้อน การขาดการมีส่วนร่วมแล้ว การกำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านจำนวนมหาศาลนี้ยังมีมิติอื่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนในดินแดนซึ่งยังมีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่....อย่างพม่า

มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพล.) จัดสัมมนาเรื่องนี้ด้วยหัวข้อกลางๆ ‘การนำเข้าพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านและความมั่นคง’ ทำให้ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลทั้งจากหลายฝ่ายได้ในเวทีเดียวกัน

นฤภัทร อมรโฆษิต ผอ.ส่วนไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ให้ข้อมูลภาพรวมว่า ปัจจุบันไทยมีแผนการซื้อขายไฟฟ้ากับเพื่อนบ้านที่ลงนามไปแล้ว คือ ลาว 3,000 MW ส่งไฟฟ้าภายในปี 2549 พม่า 1,500 MW ภายในปี 2553 ส่วนจีน 3,000 MW ภายในปี 2560

ในส่วนของพม่านั้น ปัจจุบัน กฟผ.ลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลพม่า เพื่อสร้าง 4 เขื่อนในแม่น้ำสาละวิน คือ ท่าซาง เว่ยจี ฮัตจี ดากวิน และ 1 เขื่อนในแม่น้ำตะนาวศรี ศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้ารวมแล้วราว 15,000 MW โดยเขื่อนฮัตจี(1,200 MW) มีความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ระหว่างรัฐบาลไทย-พม่าแล้ว

รัฐบาลไทยได้ไฟ รัฐบาลพม่าได้เงิน แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้มีเท่านี้ ยังมีประชาชนพม่า ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่มีชีวิตยากลำบากท่ามกลางสงครามอยู่แล้วและจะต้องถูกบังคับอพยพย้ายถิ่นจากโครงการเขื่อน มีการคาดการณ์ถึงแนวโน้มการเกณฑ์แรงงาน การข่มขืน และละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ด้วยว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากโครงการการพัฒนาขนาดยักษ์นี้

จ๋าม ตอง สาวชาวไทใหญ่จาก Shan Woman’s Action Network นำเสนอข้อมูลน่าสนใจที่เจ้าหน้าที่ไทยฟังแล้วยังอึ้งว่า โครงการสร้างเขื่อนจะทำให้รัฐบาลทหารพม่าได้ช่องส่งทหารเข้ามาในพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รัฐบาลมีอำนาจกุมพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเบ็ดเสร็จ ปัจจุบันนี้ในรัฐฉานแห่งเดียวก็มีทหาร 150 กองร้อย หรือราว 100,000 คนแล้ว

“สภาพการสู้รบระหว่างกลุ่มต่างๆ ในพม่ายังไม่ดีขึ้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบยังเกิดขึ้นจนทุกวันนี้ รวมทั้งการข่มขืน ไม่ใช่เพราะความเป็นผู้หญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชาติพันธุ์ด้วย ทหารพม่าใช้นโยบายอนุญาตให้ข่มขืนเพื่อควบคุมชาติพันธุ์อื่น”

เธอนำเสนอตัวเลขเมื่อครั้งที่เคยทำวิจัยและตีพิมพ์เป็นหนังสือโด่งดังชื่อ ‘ใบอนุญาตข่มขืน’ ว่า การเก็บข้อมูลจากผู้หญิง 625 คน พบว่า ร้อยละ 83 ถูกข่มขืนจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่รวมถึงนายทหารชั้นสูง การข่มขืนมักมีการทรมานและกระทำทารุณโหดร้าย มีร้อยละ 25 ถึงกับความตาย และร้อยละ 61 ถูกข่มขืนหมู่โดยผู้ชาย 6-30 คน ส่วนสถิติการลงโทษเจ้าหน้าที่นั้นอยู่ที่ 1 : 173 และโดยมากลงโทษโดยการย้ายพื้นที่ประจำการ

ชาวบ้านที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่น และผู้คนที่พยายามหลีกหนีสงครามจำนวนมาก กลายเป็นผู้อพยพที่หลั่งไหลไปตามประเทศเพื่อนบ้าน ประมาณการกันว่ามีผู้อพยพพม่าผิดกฎหมายในอินเดียราว 70,000 คน ในบังคลาเทศ 20,000 คนที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ และอย่างน้อย 100,000 คนที่อยู่นอกค่าย สำหรับประเทศไทยมีผู้อพยพพม่าอยู่ในค่ายราว 155,000 คนและที่ลักลอบเข้าเมืองอีกอย่างน้อย 1.5 ล้านคน พวกนี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ต้องทำงาน 3 D คือ dirty (สกปรก) difficult (ลำบาก) dangerous (เสี่ยงอันตราย)

จ๋ามตองคาดการณ์ว่า หากมีการสร้างเขื่อนต่างๆ จริงจะมีการบังคับย้ายถิ่นผู้คน และเกิดผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก

“นี่ยังไม่นับรวมปัญหาการสู้รบที่ยังมีอยู่ตลอดแม้ในพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อน หรือแม้แต่กับระเบิดกว่า 18,000 ลูกที่ยังไม่ได้กู้ รวมถึงเรื่องของแนวแผ่นดินไหวในพม่าที่นักวิชาการหลายคนกังวลหากจะมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากแถวนั้น”

เธอระบุด้วยว่า เบื้องหลังนโบบายพัฒนาของรัฐบาลทหารพม่า ปรากฏเงาของ ADB หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank) อยู่โดยตลอด ไม่ว่าการส่งตัวแทนเป็นที่ปรึกษาการปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศที่มั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรอย่างพม่า เช่น โครงการความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง แม่โขงพาวเวอร์กริด อีสเวสต์คอริเดอร์เชื่อมจีนไปยังเวียดนาม ฯลฯ

โครงการทั้งหลายทั้งปวงมีผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตผู้คนที่จะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหนักหน่วงขึ้น ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม เธอจึงเรียกร้องให้อย่างน้อยที่สุด หากหยุดโครงการนี้ไม่ได้ก็ควรผลักดันให้ผู้ลงทุนมีการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และด้านสังคม (SIA) ด้วย

ปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานจัดงานผู้คร่ำหวอดในวงการพลังงานมานานปี ให้ความเห็นว่า เรื่องของพม่าต้องรอบคอบอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวโยงกับประเด็นสิทธิมนุษยชนด้วย จะขีดเส้นความรับผิดชอบว่าเป็นปัญหาภายในไม่ได้ เพราะการละเมิดจะไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักกว่าเดิมถ้ารัฐบาลไทยไม่รับซื้อไฟฟ้า หากไม่พิจารณาดีๆ อาจโดนเอ็นจีโอฟ้องร้องภายหลังเหมือนกรณีของ UNOCAL

“หวังว่าหลักการปฏิรูปการเมือง จะได้เห็นนโยบายของพรรคการเมืองเรื่องพลังงานที่ชัดเจนขึ้น และหวังว่าจะไม่เป็นไปในแนวทางเดิม คือ ลุยซื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่ดูผลกระทบอะไรเลย” ปิยะนันทน์กล่าวพร้อมระบุด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

ภายหลังการนำเสนอข้อมูลจากฝั่งพม่า ตัวแทนจากกระทรวงพลังงานสะท้อนความจริงบางอย่างที่คนฟังอาจรู้สึกไม่สบายใจนัก “เรื่องราวในพม่าเราไม่ค่อยรู้ บางทีทราบข่าวปัญหาต่างๆ ก็จากหน้าหนังสือพิมพ์ รู้ค่อนข้างช้า อยากจะขอความร่วมมือด้านข้อมูลจาก กฟผ.ด้วย”

ส่วนจ๋ามตองกล่าวในท้ายที่สุดว่า “ความมั่นคงที่พูดถึงหมายถึงอะไร หมายถึงความมั่นคงของชีวิตมนุษย์หรือเปล่า อยากให้สาละวินเป็นสายน้ำเพื่อชีวิต ไม่ใช่เพื่อความตาย”

 

30 สิงหาคม 2549

โรงไฟฟ้ากับสิทธิในการใช้น้ำ

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวในประเทศที่เวทีสัมมนาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีการอภิปรายกรณีโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 กับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสักและกรณีการผลิตไฟฟ้ากับสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก ซึ่งทั้งสองพื้นที่ล้วนมีวิกฤตเกี่ยวกับ ‘น้ำ’ ทั้งน้ำเสีย น้ำขาด ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดนี้ทำให้เกิดการแย่งชิงกันระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบการธุรกิจ อุตสาหกรรม อย่างหนักหน่วง ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นที่สะท้อนความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่

โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในพื้นที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อันที่จริงชาวบ้านในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย’ ได้ต่อสู้คัดค้านโครงการนี้มาตั้งแต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ยังไม่ผ่าน จนถึงการยื่นข้อมูลคัดค้านการออกใบอนุญาตใช้น้ำในแม่น้ำป่าสักให้กับสำนักชลประทานเขตพื้นที่ 10 ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ตั้งโครงการนี้ได้ แต่สุดท้ายก็ผ่านทุกรายการ โดยที่ยังมีข้อมูลเห็นแย้งกันอยู่หลายประเด็น

ในเวทีนี้มีทั้งข้อมูลจากตัวแทนหน่วยราชการ จากชาวบ้านที่คัดค้าน ขาดก็แต่ข้อมูลจากฝ่ายโรงไฟฟ้า ซึ่งผู้จัดงานบอกว่าเชิญแล้วแต่ไม่มา

ขณะที่ชาวบ้านบอกว่า น้ำในแม่น้ำป่าสักนั้นมีปัญหาขาดแคลนอยู่แล้วในฤดูแล้ง มีปัญหาประลองกำลังกันอยู่เป็นประจำระหว่างเครื่องปั๊มน้ำของชาวนา ชาวไร่ กับเครื่องสูบน้ำของโรงงานขนาดใหญ่หลายแห่งตลอดลำน้ำ แต่สุดท้ายก็เดาได้ไม่ยากว่าใครจะชนะ ขณะที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะต้องสูบน้ำไปใช้ในระบบหล่อเย็นถึงวันละ 54,000 ลูกบาศก์เมตร และจะต้องปล่อยน้ำที่ผ่านการหล่อเย็นนั้นกลับสู่แม่น้ำป่าสัก แม้จะมีการพักน้ำก็ไม่สามารถทำให้สารเคมีหลายชนิดตกตะกอน หรือทำให้เป็นน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้

“ผมเคยท้าว่าถ้าน้ำจากโรงไฟฟ้าที่จะปล่อยกลับมามันดีจริง ให้เอาไปให้โครงการชลประทานบ้านหมอ แต่โรงไฟฟ้าก็บอกเองว่าน้ำนี้เอาไปใช้ในการเกษตรไม่ได้ อย่างนั้นผมว่าถ้าสูบไปแล้วก็ช่วยทำยังไงก็ได้ให้ระเหยไปให้หมดเถอะ ไม่ต้องเอากลับมา เราไม่อยากได้” ชาวบ้านจากสระบุรีกล่าว

นอกจากนี้ในลำน้ำป่าสักยังมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรีระบุว่ามีหลายช่วงของลำน้ำที่เน่าเสียในระดับที่ไม่สามารถใช้อุปโภค บริโภคได้แล้ว ดังนั้น คำถามใหญ่จึงตกอยู่กับหน่วยงานอนุมัติอย่างกรมชลประทานว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาอนุญาต และมีการจัดความสำคัญในการใช้น้ำอย่างไร

นพพร ชัยพิชิต จากสำนักชลประทานเขต 10 ให้ข้อมูลว่า กรมชลประทานได้แบ่งจัดสรรน้ำโดยให้ความสำคัญกับการอุปโภค บริโภค และภาคการเกษตรก่อนเป็นลำดับต้น และมีการจ่ายน้ำให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉลี่ยแต่ละปี ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การประปา 14 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่อพื้นที่ชลประทาน 188 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 18 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ผันน้ำไปช่วยพื้นที่ชลประทานเจ้าพระยาตอนล่าง 350 ล้านลูกบาศก์เมตรและเก็บเป็นปริมาณน้ำสำรองปีต่อไปอีก 180 ล้านลูกบาศก์เมตร

ถามว่าน้ำที่มีเพียงพอต่อการจัดสรรเช่นนี้ตลอดหรือไม่ เจ้าหน้าที่จากสำนัก 10 ตอบว่า ขึ้นอยู่กับการใช้น้ำว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ปัจจัยที่มีผลกระทบทำให้น้ำขาดแคลนมากที่สุดก็คือ การทำนาปรัง

อย่างไรก็ตาม มีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากเวทีว่า ตัวเลขของชลประทานนั้นไม่สามารถเชื่อถือได้มากนัก เช่น การแบ่งว่าน้ำจะถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรม 18 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นเรื่องยากจำคำนวณ เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมไม่ต้องขออนุญาตใช้น้ำ และโรงไฟฟ้าแก่งคอยนี้ถือเป็นโครงการแรกที่มีการข้ออนุญาต

“การวิเคราะห์แบบนี้เป็นตัวเลขในภาพรวม ไม่ใช่รายฤดูกาล ทั้งที่ในฤดูแล้งจะมีปัญหาน้ำขาดแคลนมาก และก่อนที่กรมชลจะอนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้น้ำ ก็ไม่เคยรีวิวสภาพปัญหาทั้งหมด และข้อมูลของชาวบ้านไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา” ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอยกล่าว

นอกจากนี้โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ยังมีประเด็นว่าตั้งอยู่ใกล้ชุมชนมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ตัวแทนจากกฟผ.ระบุว่าจะต้องเลือกใกล้แหล่งชุมชน เพื่อลดความยาวของสายส่ง การคมนาคมขนส่งเชื้อเพลิงทำได้สะดวก และมีใกล้แหล่งน้ำ เพราะต้องนำน้ำไปใช้ในขบวนการหล่อเย็น ซึ่งปกติโรงไฟฟ้าจะมีบ่อเก็บน้ำสำรอง 1-2 ปี เพราะตามหลักการของ กฟผ.จะต้องไม่ให้กระทบกับการใช้น้ำเดิม

“โรงไฟฟ้าใช้น้ำเดือนละล้านกว่าคิว ถ้ามีบ่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ยาวนานถึง 1-2 ปีจริง บ่อก็คงต้องใหญ่เท่าละแวกแก่งคอย ฉะนั้น มันต้องเริ่มจากเอาความจริงมาพูดกัน ข้อมูลที่มีอยู่นี้ยังไม่ชัดเจน ยังไม่รวมตัวเลขของเวสต์วอเตอร์ที่ต่อท่อมาเชื่อมป่าสักตอนกลางวันละ 100,000 ลบ.ม.อีก หลังเกิดวิกฤตน้ำขาดแคลน อย่างนี้เรามีส่วนร่วมวางแผนด้วยได้ไหม อย่างน้อยก็เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับชาวบ้าน” ชาวบ้านแก่งคอยกล่าว

..........แม้โรงไฟฟ้าจะตั้งได้ การคัดค้านในพื้นที่จะล้มเหลว แต่ปัญหายังไม่สิ้นสุด ไม่เฉพาะที่แก่งคอย ไม่เฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ แต่รวมถึงทุกพื้นที่ ทุกมิติ บางทีเราอาจต้องเริ่มต้นทบทวนกันตั้งแต่การวางแผนพัฒนาพลังงาน ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านเพื่อกำหนดทิศทางพลังงานที่ไม่มุ่งแต่หาไฟฟ้าราคาถูก โดยไม่คำนึงว่ามันมาจากหยาดน้ำตาของคนในหรือหยาดเลือดของคนนอก !