ชง'สุรยุทธ์'ชี้ขาด สร้างไม่สร้าง เขื่อนกันสาละวิน

ฐานเศรษฐกิจ 29 ตุลาคม- 1 พฤศจิกายน 2549

กฟผ.พึ่งใบบุญรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ จะเดินหน้าหรือยุติการก่อสร้างเขื่อนสาละวิน หลังกลุ่มเอ็นจีโอ 4 องค์กร ผนึกกำลังคัดค้านเขื่อนฮัจจีมูลค่า 40,000 ล้านในพรมแดนไทย-พม่า ที่เซ็นเอ็มโอยูเดินหน้าศึกษาผลกระทบสวล.ร่วมกับจีนไปแล้ว ขณะที่กลุ่มคัดค้านอ้างการก่อสร้างเขื่อนเป็นการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการพม่า คนในพื้นที่ไม่มีส่วนรู้เห็น เตรียมยื่นหนังสือถึง คมช. และนายกรัฐมนตรี ขอสั่งให้ระงับ

นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงกรณีที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) ได้ร่วมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ไทย-พม่า และกรรมการเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ออกมาต่อต้านโครงการก่อสร้างเขื่อนกันสาละวิน ว่า โครงการการพัฒนาไฟฟ้าน้ำเขื่อนฮัจจี เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย พม่า และจีน ที่เป็นความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงพุกาม ที่ผู้นำทั้ง 6 ประเทศได้ลงนามไว้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 ที่จะพัฒนาพลังงานระหว่างประเทศร่วมกัน

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ทางกฟผ.ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นกับบริษัท ไซโนไฮโดร (Sinohydro Corporation) จากจีน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเขื่อนฮัจจี บริเวณพรมแดนไทยพม่า ขนาดกำลังการผลิต 1,000-1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทางสังคม หากโครงการมีความเป็นไปได้จะสามารถนำไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2556

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นลักษณะเดียวกับการเข้าไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว ต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบครอบ และให้ได้รับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่มีประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ ที่ไทยจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกและพม่ามีรายได้ไปพัฒนาประเทศ ส่วนจะมีการทบทวนโครงการก่อสร้างเขื่อนตามที่กลุ่มเอ็นจีโอคัดค้านหรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

ด้านคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการ กป.อพช.ภาคเหนือ ได้ร่วมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไทย-พม่า และกรรมการเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้หารือร่วมกันว่า จะเดินหน้าต่อต้านและคัดค้านโครงการการก่อสร้างเขื่อนสาละวิน อย่างถึงที่สุด หลังจาก กฟผ. และบริษัทไซโนไฮโดร ของจีน ได้ลงนามบันทึกความตกลงเพื่อพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัจจี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่มีการวางแผนที่จะสร้างบริเวณพรมแดนไทย-พม่า และในประเทศพม่า ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันถึง 12,700 เมกะวัตต์

โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจากไทย-พม่า และเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน รวมทั้งนานาชาติไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อความร่วมมือระหว่างกฟผ.กับบริษัทจากจีนที่จะสร้างเขื่อนกั้นในแม่น้ำสาละวิน ที่เริ่มจากเขื่อนฮัจจีก่อนด้วยเงินลงทุนถึง 40,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการเขื่อนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนจากต่างชาติก้อนใหญ่ที่สุดในพม่า ซึ่งเขื่อนสาละวินทั้ง 5 แห่งนี้ จะสร้างในเขตที่มีการสู้รบตามพรมแดนไทย-พม่า และที่ผ่านมารัฐบาลพม่าใช้กำลังทหารโจมตีประชาชนชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง การให้ความสนับสนุนทั้งทางการเมืองและการเงินต่อการสร้างเขื่อนในเขตที่มีการสู้รบ เปรียบได้กับการสนับสนุนการปกครองที่กดขี่ของรัฐบาลพม่า

ทั้งนี้ ทางกป.อพช.และแนวร่วมทั้งหมดเห็นว่า กระบวนการคิดและตัดสินใจโครงการเขื่อนสาละวินทั้งหมด ได้ดำเนินไปอย่างเร่งรีบและรวบรัด ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะ แม้แต่ชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดชายแดน เช่น ตาก แม่ฮ่องสอน ซึ่งจะเป็นประชาชนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็ยังไม่ได้รับข้อมูล นับว่าขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายไทยและนานาชาติ ที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก

ดังนั้น คณะ กป.อพช ภาคเหนือ และเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน จะทำเรื่องร้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สั่งการให้ กฟผ.ระงับโครงการดังกล่าว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบครอบก่อน รวมทั้งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังจะยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติและนานาชาติ ที่เกี่ยวข้องให้ลงมาดูแลและศึกษาผลกระทบเรื่องนี้เช่นกัน และหากยังไม่มีผลใดๆก็จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการให้กระทรวงพลังงาน เร่งเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขหรือยกเลิกโครงการ โดย กป.อพช.ภาคเหนือ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ไทย-พม่า และกรรมการเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน และมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ จะเดินหน้าต่อต้านและคัดค้านให้ถึงที่สุด