ถก “จีน พี่ใหญ่ หรือผู้ร้าย” แห่งลุ่มน้ำโขง-สาละวิน

ผู้จัดการ 5 ธันวาคม 2549

ผู้จัดการออนไลน์ 05/12/06 - กลุ่มนักวิชาการรวมตัวถกปัญหาผลกระทบจากการที่จีนรุกคืบสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขง-สาละวิน พร้อมเคลื่อนไหวส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนนโยบายเกี่ยวกับแม่น้ำโขง-สาละวิน ในงานสัมมนาใหญ่ “แม่น้ำโขง-สาละวิน ผู้คนผืนน้ำ และสุวรรณภูมิของอุษาคเนย์” เมื่อวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2549 ณ โรงแรมเซ็นทรัล ดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่
      
       ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวจัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับสถาบันและสมาคมวิชาการชื่อดัง อาทิ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MSSRC) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น
      
       ในงานสัมมนาฯ คุณวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ นักวิชาการอิสระ และอดีตประธานคณะทำงานพลังงาน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงผลกระทบจากการที่จีนสร้างเขื่อน และระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง ว่า “เป็นการพัฒนาที่ลืมดูผลกระทบต่อคนท้องถิ่นและวิถีชีวิตริมฝั่งโขง” นับแต่มีการระเบิดเกาะแก่งซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาตามระบบนิเวศ และการสร้างเขื่อนกั้นโขง ชาวบ้านมิสามารถดำรงชีวิตด้วยการประมงและการทำเกษตรริมฝั่งโขงในช่วงฤดูน้ำลดได้เช่นเดิม เนื่องจากน้ำไหลเร็วผิดธรรมชาติ กลางวันน้ำจะสูง เพราะเขื่อนจีนปล่อยน้ำปั่นไฟ ทว่ากลางคืนแม่น้ำโขงกลับไหลเอื่อย
      
       ด้าน อ.วรศักดิ์ มหัธโนบล ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า การที่จีนเร่งรุกสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง-สาละวิน นั้น เป็นเพราะว่า ปัจจุบันจีนเป็นผู้บริโภคพลังงานอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ การใช้พลังงานกระแสหลักในจีน อาทิ ถ่านหินได้ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะ ฉะนั้น จีนจึงเร่งหาพลังงานทางเลือกซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
      
       ทั้งนี้ จีนได้สร้างเขื่อนไปแล้วทั้งสิ้น 3 เขื่อน จากที่วางแผนไว้ 14 โครงการ บนแม่น้ำหลันชาง (ชื่อเรียกแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านมณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน)) ส่วนในแม่น้ำนู่ มณฑลหยุนหนัน ซึ่งกลายชื่อเป็นแม่น้ำสาละวินเมื่อไหลผ่านพม่านั้น ทางจีนได้ศึกษาว่าหากมีการสร้างเขื่อนจะก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น จีนจึงผลักภาระหันไปสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในเขตพม่าแทน
      
       ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ แห่งคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ร่วมอภิปรายอีกท่าน ยังได้เสริมประเด็นการพัฒนาบนลุ่มแม่น้ำโขง-สาละวิน โดยชี้ถึงการค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะแม่น้ำโขงช่วงบริเวณภาคเหนือตอนบน อาทิ ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงรายว่า “เป็นการค้าข้ามพรมแดนที่เราเสร็จจีน ผมเห็นมีแต่เรือจีนล่องเต็มฝั่งโขง ถามว่า ใครได้ใครเสีย? วาทกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจเสรี ไร้พรมแดน หรือไร้สติกันแน่?” ส่วนการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ศ.ดร.อานันท์ ให้ทัศนะโดยยกประเด็นเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ว่า “เขื่อนกำลังมาอีกแล้ว พลังงานข้ามพรมแดน หรือพลังงานข้ามคน?” ทรัพยากรธรรมชาติกำลังถูกเปลี่ยนเป็นสินค้า เกิดการแย่งชิง ใครได้-เสียประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว
      
       ระหว่างหยุดพักสัมมนา ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หัวเรือใหญ่ของการสัมมนาครั้งนี้ได้ เชิญชวนบรรดานักวิชาการและผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมลงนามในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้มีการพิจารณาทบทวนนโยบายต่างๆ ต่อแม่น้ำโขง-สาละวิน ชี้ เขื่อนกระทบชีวิตผู้คนบริเวณโขงตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประเทศ ไทย ลาว พม่า และเวียดนาม “ทางคณะผู้จัดสัมมนาต้องการผลักดันประเด็นให้เกิดผลรูปธรรมเชิงปฏิบัติแทนที่จะเป็นเพียงการสัมมนาวิชาการที่เมื่อจบก็จบไป” ดร.ชาญวิทย์ กล่าว