บริษัทไทย MDX ลงเข็มก่อสร้างเขื่อนยักษ์ในพม่า

ผู้จัดการ 5 เมษายน 2550

ผู้จัดการรายวัน -- การก่อสร้างเขื่อนท่าสาง (Tah Sang หรือ Tar-hsan) ได้เริ่มขึ้นในวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ที่บริเวณจุดก่อสร้างในรัฐชานตะวันออก (Eastern Shan) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จเขื่อนท่าสางก็จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในพม่าและติดอันดับต้นๆ ในบรรดาเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
      
       เขื่อนท่าสางจะมีความยาว 2,848 ฟุต (868 เมตร) และ สูง 746 ฟุต 227 เมตร) ด้วยมูลค่าก่อสร้างกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
      
       ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ ฉบับวันพฤหัสบดี (5 เม.ย.) นี้ พิธีจัดขึ้นระหว่างกลุ่มเอ็มดีเอ็กซ์ (MDX Group Co Ltd) จากประเทศไทย ซึ่งนำโดย ดร.สุบิน ปิ่นขยัน ประธานบริการของกลุ่ม กับ ผู้บริหารหน่วงยงานที่เกี่ยวข้องของทางการพม่า โดยมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการไฟฟ้าพลังน้ำหมายเลข 1 นายเมียวมี้นต์ (Myo Mynt) เข้าร่วมเป็นเกียรติด้วย
      
       เขื่อนท่าสางตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองมงตง (Mong Tong) หรือ “เมืองทอง” ราว 33 กิโลเมตร ห่างจากชายแดนไทย 75 กม. กั้นลำน้ำสาละวิน (Thalwin) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก 1 ใน 2 แห่งในพม่า
      
       กลุ่มเอ็มดีเอ็กซ์ของไทยได้เข้าสำรวจศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อนท่าสางมานานนับสิบปี การสำรวจพื้นที่ครั้งสุดท้ายมีขึ้นในเดือน ต.ค.ปี 2540 แล้วเสร็จเดือน มี.ค.ปี 2541
      
       เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2545 บริษัทเอ็มดีเอ็กซ์ และกรามพลังงานไฟฟ้า กระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่าได้ร่วมกันลงนามในบันทึกช่วยความจำฉบับหนึ่งเพื่อยืนยันความตั้งใจในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งนี้จากนั้นในปี 2547 จึงเริ่มเตรียมงานทางด้านวิศวกรรมของโครงการ
      
       เขื่อนท่าสางกำลังจะเป็นเขื่อนแห่งแรกที่กั้นลำน้ำสาละวิน ซึ่งบางส่วนได้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับพม่า ก่อนจะไหลลงออกสู่ทะเลอันดามันที่เมืองเมาะตะมะ (Mottama)-มะละแหม่ง (Mawlamyine)
      
       เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ยังประกอบด้วยบรรดาผู้แทนหุ่นส่วนรายอื่นๆ คือ ผู้แทนจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด บริษัทไฟฟ้าราชบุรีจำกัด (มหาชน) และ บริษัท Gezhouba Water & Power Group Co Ltd หรือ CGGC จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการรายล่าสุด
      
       เขื่อนท่าสางมีกำลังติดตั้งรวม 7,110 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 35,446 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี นิวไล้ท์ออฟเมียนมาร์กล่าว
      
       กรมก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพม่า ได้เซ็นสัญญาโครงลงทุนเขื่อนท่าสางกับกลุ่มเอ็มดีเอ็กซ์ของไทยในเดือน เม.ย.2549 โดยจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 15 ปี โดยวางแผนจะจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ของไทย ไฟฟ้าบางส่วนจำนำไปแจกจ่ายให้แก่ราษฎรในบางพื้นที่ในพม่า โดยไม่คิดมูลค่า
      
       ประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำในพม่า ก่อนหน้าที่จะมีการเซ็นสัญญาโครงการเขื่อนท่าสาง เป็นเวลา 4 เดือนก็ได้มีการเซ็นสัญญาโครงการก่อสร้างเขื่อนหุตจี (Hutkyi) ในรัฐกะฉิ่น (Kachin) ใกล้กับชายแดนไทย บนลำน้ำสาละวินเช่นเดียวกัน เขื่อนแห่งนี้จะมีกำลังติดตั้ง 600 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตไฟฟ้า 3.82 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี จำหน่ายให้แก่ไทย
      
       การเซ็นสัญญาโครงการเขื่อนท่าสางได้ทำให้มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพม่าเพิ่มขึ้นเป็น 13,840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสิ้นปี 2549 สูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมาที่รัฐบาลทหารเริ่มเปิดประเทศรับการลงทุนจากภายนอก ทั้งนี้ เป็นรายงานของสำนักข่าวซินหัว
      
       ตามสถิติที่เป็นทางการในช่วงปีงบประมาณ 2548-2549 ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มี.ค.ปีนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในพม่ามีกำลังติดตั้งรวมกันถึง 1,701 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับเพียง 685 เมกะวัตต์ในช่วงปีงบประมาณ 2531-2532 ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น 3.7 เท่า ซินหัวกล่าว
      
       ขณะเดียวกันในปี 2546 ทางการพม่าก็ได้เริ่มโครงการผลิตไฟฟ้าในระยะสั้น 5 ปี เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์ สนองความต้องการภายในประเทศ
      
       ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทางการพม่าได้เริ่มการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวน 18 แห่ง ภายใต้สัญญาสัมปทานนาน 30 ปี รวมขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าถึง 14,880 เมกะวัตต์ สำนักข่าวของทางการจีนกล่าว
      
       ทางตอนเหนือของลำน้ำสาละวินในดินแดนมณฑลหยุนหนันของจีน มีโครการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกราว 10 แห่ง และ ในระหว่างที่ตั้งเขื่อนท่าสางกับเขื่อนหุตจี ก็ยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนอีกอย่างน้อย 3 แห่งที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ทุกแห่งล้วนมีนักลงทุนจากจีนและไทยร่วมอยู่ด้วย
      
       กลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อมกล่าวว่า การก่อสร้างเขื่อนใหญ่เช่น เขื่อนท่าสางกับเขื่อนสาละวิน กำลังจะนำความหายนะไปสู่ระบบนิเวศ และ รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้ข้ออ้างในการสร้างเขื่อน เพื่อขับไล่ชนชาติส่วนน้อยนับหมื่นๆ ให้ออกจากถิ่นฐานเดิมของพวกเขา
      
       โลกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป ได้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารพม่าติดต่อกันหมายหลายปีแล้ว ทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้นำฝ่ายค้านทางการเมืองคือ นางอองซานซูจี กับนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทย จีน และ อินเดีย ต่างก็เข้าไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศนี้
      
       ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3 แห่งนี้ก็กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของพลังงานก๊าซและน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ในพม่า