ผลกระทบเขื่อนสาละวิน ความพินาศมาเยือนลุ่มแม่น้ำสองแผ่นดิน

ไทยโพสต์ 29 ตุลาคม 2550

        แม่น้ำสาละวินในบริเวณที่เป็นแนวเขตชายแดนระหว่างไทย – พม่า เป็นพื้นที่ที่เกิดปัญหามากมาย นับตั้งแต่การสู้รบเพื่อช่วงชิงดินแดนริมสองฝั่ง เรื่องราวของผลประโยชน์จากการทำสัมปทานไม้สักแบบถูกกฎหมาย และตามด้วยการทำไม้เถื่อนอย่างกว้างขวางโดยผู้มีอำนาจและอิทธิพลทั้งฝั่งไทยและพม่า จนมาถึงยุคปัจจุบัน แม่น้ำสาละวินก็กำลังถูกทำให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานราคาถูกในยุคที่คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและยังมีพลังงานทางเลือกอีกหลายทางที่ต้องเร่งพัฒนา

        โครงการเขื่อนสาละวินเกิดขึ้นโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่พยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า 2550 – 2564 (PDP 2007) แผนดังกล่าวระบุชื่อเขื่อนท่าซางและเขื่อนฮัตจีที่จะสร้างกั้นแม่น้ำสาละวินเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพม่า แต่ที่ผ่านมา กฟผ.ยังไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผลกระทบด้านต่าง ๆ ให้สังคมรับรู้ อ้างว่าเป็นการสร้างเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านจึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงแต่อย่างใด

        อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเชิญนักวิชาการจากสถาบันสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก กฟผ.เป็นผู้จัดทำรายวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอมาเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน โดยจะมีชาวบ้านในบ้านพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนมาร่วมรับฟังการชี้แจงด้วย

        สำหรับแม่น้ำสาละวินที่หลผ่านประเทศพม่าและไทย มีแผนการสร้างเขื่อน 4 แห่ง ประกอบด้วย “เขื่อนท่าซาง” กำลังการผลิตขนาด 7,110 เมกะวัตต์ อยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดบนลุ่มแม่น้ำสาละวินและสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความสูงถึง 228 เมตร รัฐบาลพม่าได้ให้สัมปทานก่อสร้างแก่บริษัท เอ็มดีเอ็กซ์ บริษัทเอกชนไทย ปัจจุบันได้มีการสร้างถนนจากชายแดนไทยเพื่อเดินทางสู่บริเวณก่อสร้างเขื่อน และมีการปรับพื้นที่เตรียมการก่อสร้าง โดย กฟผ.จะเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่

        “เขื่อนเว่ยจี” (เขื่อนสาละวินชายแดนตอนบน) กำลังการผลิต 4,000-5,600 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนชายแดนไทย-พม่าด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยง และ “เขื่อนดากวิน” (เขื่อนสาละวินตอนล่าง) ขนาด 500-900 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งสองโครงการนี้เสนอโดย กฟผ.มีมูลค่าลงทุนรวมกันประมาณ 2.7 แสนล้านบาท

        “เขื่อนฮัตจิ” ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 47 กิโลเมตร ลักษณะเขื่อนเป็นแบบเขื่อนปากมูลในไทย เป็นโครงการที่ผลักดันและรุดหน้ามากที่สุดในขณะนี้ โดยเมื่อปี 2549 กฟผ.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนในการร่วมทุน และว่าจ้างนักวิชาการจากจุฬา จัดทำรายงานอีไอเอ อีกทั้งยังจัดตั้งบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างเขื่อนในต่างประเทศโดยตรงและเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายสำคัญ

        “กฟผ.อ้างว่าเขื่อนฮัตจีสร้างในพม่า ไม่ต้องชี้แจงอะไรทั้งสิ้น แต่การทำรายงานอีไอเอเป็นเพียงวิธีการหาข้อมูลมาโต้แย้งกับฝ่ายที่ตั้งคำถามกับโครงการนี้เท่านั้น เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม จนถึงวันนี้ กฟผ.ไม่เคยบอกให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับรู้ว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตพวกเขาอย่างไร ขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าพื้นที่น้ำท่วมเท่าไหร่ สูญเสียทรัพยากรแค่ไหน สิ่งที่ต้องการคือ กฟผ.เปิดเผยรายงานอีไอเอฉบับสมบูรณ์ให้สังคมรับรู้” มนตรี จันทวงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเผยแพร่จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เผย

        ในประเด็นที่ กฟผ.อ้างถึงความสำคัญของการสร้างเขื่อนสาละวินว่าจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าราคาถูกที่สุดของประเทศไทย มนตรีกล่าวว่าเขื่อนเกิดขึ้นบนความพินาศย่อยยับของสิ่งแวดล้อมและคราบน้ำตาของคนพื้นถิ่น การคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าของ กฟผ.ไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อน รวมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ที่ กฟผ.ไม่คำนึงถึง เนื่องจากไม่ว่าจะต้องลงทุนโดยกู้เงินมาสร้างเขื่อนมากเท่าไหร่ เงินจำนวนนั้นก็เป็นหนี้สาธารณะที่ชดใช้โดยภาษีของคนไทยทุกคน ส่วนกำไรจากการผลิตและขายไฟฟ้าตกเป็นของ กฟผ.จึงไม่แปลกที่ กฟผ.พยายามลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและเขื่อนอยู่ตลอดเวลา

        ต้นทุนการสร้างเขื่อนสาละวินอาจจะสูงกว่าที่วางแผนไว้มาก เนื่องจากเขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนแผ่นดินไหวที่ยังมีพลังและมีสถิติแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า เขื่อนที่สร้างบนแนวแผ่นดินไหวด้านตะวันตกของไทยมีค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นภายหลังการอนุมัติสูงมาก เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ อนุมัติงบ 1,800 ล้านบาท แต่ค่าก่อสร้างจริงสูงถึง 4,600 ล้านบาท หรือเขื่อนเขาแหลม อนุมัติงบ 7,711 ล้านบาท แต่เมื่อก่อสร้างจริงใช้งบประมาณถึง 9,100 ล้านบาท ค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการปรับปรุงฐานรากโครงสร้างเขื่อนให้แข็งแรงรองรับแผ่นดินไหวได้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ค่าไฟฟ้าจะต่ำดังที่ กฟผ.อ้าง

        ส่วนต้นทุนอีกประการหนึ่งที่ดูเหมือนว่า กฟผ.ไม่ต้องจ่ายคือ การอพยพผู้คนในพื้นที่น้ำท่วม เนื่องจากผืนป่าสาละวินเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยเชื้อสายกะเหรียง ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมานาน ชาวบ้านเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ป่ามาก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน หากมีการก่อสร้างเขื่อนก็จะต้องอพยพโยกย้ายชาวบ้านโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยใด ๆ เพราะไม่มีเอสารสิทธิในที่ดิน ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งยังไม่ได้สัญชาติไทย แม้ว่าเกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินไทยก็ตาม

        “ลุ่มน้ำสาละวินจัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการกระจายพันธุ์ไม้สักของโลก การสร้างเขื่อนบริเวณพรมแดนไทย-พม่า จะทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผืนป่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำที่นับว่าเป็นหัวใจของผืนป่าในเขตลุ่มน้ำสาละวินจะถูกทำลายอย่างถาวร อีกทั้งจะเป็นการลบล้างแหล่งประวัติศาสตร์และอู่อารยธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายซึ่งตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำมานานหลายร้อยปี” นักอนุรักษ์จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ดังกล่าว

        หมู่บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้าง “เขื่อนฮัตจิ” ในพม่าเนื่องจากบ้านสบเมยตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำสบเมย บรรจบกับแม่น้ำสาละวินก่อนที่สาละวินจะไหลเข้าสู่พม่า หากมีการสร้างเขื่อนฮัตจิ น้ำจะท่วมถึงบ้านสบเมย และส่งผลกระทบต่อการวิถีชีวิตอย่างแน่นอน

        เชาวลิต คงเพชรศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านสบเมย เล่าว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่พึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทั้งป่าไม้ แม่น้ำลำห้วยและผืนดิน พวกเราหาอยู่หากินด้วยการทำนา ทำไร่ข้าว และทำสวน ในช่วงหน้าแล้งชาวบ้านจะปลูกผักกันบนหาดทรายและเลี้ยงสัตว์ ผืนดินบริเวณสบเมยมีแร่ธาตุเยอะเป็นทำเลที่ดีในการปลูกพืชผักและทำประมง ชาวบ้านสบเมยส่วนใหญ่เชี่ยวชาญในการหาปลา ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ปลานานาชนิดในบริเวณนี้ทำรายได้หลักให้หลายครอบครัว ปลาที่จับได้ในบริเวณนี้มักจะเป็นปลาขนาดใหญ่กว่าที่อื่น ๆ แล้วนำปลาไปขายที่ตลาดบ้านแม่สามแสบ หรือขายให้คนกลางรับซื้อปลาในหมู่บ้าน

        ระดับน้ำของสาละวินจะเริ่มลดลงหลังจากเดือนพฤศจิกายน หาดทรายตาริมฝั่งแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมยเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของชาวบ้าน ซึ่งนำเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ มาปลูก เช่น ถั่ว แตงโม พริก และพืชเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงของบ้านสบเมยคือ ยาสูบ ปลูกกันเป็นบริเวณกว้าง บางครอบครัวจะสร้างห้างร้านบนหาดทรายหน้าหมู่บ้านเพื่อขายของให้กับเรือที่มาแวะพักจอด และชาวบ้านยังรับซื้อสินค้าจากฝั่งพม่า เช่น วัวควายและปลาแห้ง เพื่อมาขายในท้องถิ่นอีกด้วย

        “เมื่อมีการสร้างเขื่อน จะทำให้พวกเราต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ผืนดินที่ปลูกข้าวริมลำห้วยและสวนเกษตรบนหากทรายในหน้าแล้งก็จะถูกน้ำท่วมหมด ธรรมชาติของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินก็เปลี่ยนไปแน่ พันธุ์พืช พันธุ์ปลา และสัตว์น้ำหลายชนิดหายไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบ คนพม่าก็จะอพยพหนีน้ำท่วมเข้ามาอยู่ฝั่งไทย ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมา” ผู้ใหญ่บ้านสบเมยกล่าว

        สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศพม่า เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผยว่า พม่าเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยความเป็นเผด็จการของรัฐบาลพม่า เมื่อมีโครงการพัฒนาเกิดขึ้น เช่น โครงการท่องก๊าซและโครงการเขื่อนพม่าจะเพิ่มกองกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มากขึ้นโดยบังคับให้ชาวบ้านโยกย้ายถิ่นฐานจากหมู่บ้านในชนบทเข้าไปอยู่ในแปลงอพยพเพื่อเป็นโล่มนุษย์ยามสู้รบกับกองกำลังกู้ชาติกลุ่มต่าง ๆ การบังคับเป็นแรงงานขนเสบียงและอาวุธอย่างโหดร้ายทารุณ และมีรายงานการข่มขืนผู้หญิงเป็นจำนวนมากอีกด้วย

        เพียรพรกล่าวว่า โครงการเขื่อนสาละวินโดยเฉพาะเขื่อนในพม่าจะซ้ำเติมความทุกข์ให้ชาวบ้านหลายแสนคนต้องอพยพหนีน้ำท่วม เกิดปัญหาผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและลี้ภัยเข้าไทยจำนวนมหาศาล โดยการลงทุนจากต่างประเทศยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น บริษัทที่เข้ามาลงทุนต่างอ้างว่าเป็นการช่วยพม่าพัฒนาประเทศ แต่ความจริงแล้วกลับเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลพม่าขยายกองทัพอีกเท่าตัว และมีงบประมาณจัดซื้ออาวุธสงครามมากขึ้น การลงทุนในพม่าจึงไม่เพียงแต่ทำร้ายประชาชนพม่าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำร้ายสิ่งแวดล้อมโดยตรง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติรวมทั้ง กฟผ.ต้องรับผิดชอบ

        “มีเจ้าหน้าที่ของกฟผ. พูดว่า ปัญหาภายในประเทศพม่าก็ต้องให้เขาหาทางแก้ไขเอาเอง กฟผ.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้ง ๆ ที่การสร้างเขื่อนจำทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องอพยพหนีน้ำท่วมและการกวาดล้างของพม่าโดยสูญเสียที่อยู่และแหล่งทำกิน เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าเนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนตั้งอยู่บนสถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกู้ชาติ เช่น รัฐกะเหรี่ยง รัฐแน รัฐคะยา ในขณะที่ประชาคมโลกต่างประณามพม่าที่ละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรง แต่ กฟผ.กลับให้ความร่วมมือกับพม่าโดยไม่สนใจเสียงทักท้วง” ผู้ประสานงานโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิตกล่าว

        โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดโศกนาฏกรรมของผู้คนในท้องถิ่นครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของการลงทุนจากต่างชาติในพม่า คำชี้แจงเพียงหนึ่งเดียวที่จะไม่สะเทือนขวัญชาวบ้านอีกต่อไปคือ กฟผ.ต้องยุติโครงการเขื่อนสาละวินออกไป จนกว่าจะมีทางออกที่ได้รับการยอมรับจากสาธารณะ