รอบสาละวิน - สายน้ำแห่งความหวังของคนสองแผ่นดิน

ประชาไท 5 พฤศจิกายน 2550

เรื่องและภาพโดย จีระวรรณ คำแก้ว

วิถีชีวิตริมน้ำ วิถีชาวดอยและหุบเขา ที่พึ่งพาความอุดมสมบรูณ์ของผืนป่าและสายน้ำของชาวปกากญอ กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโครงการเขื่อนสาละวินเข้ามา

หากเอ่ยถึง “สาละวิน” หลายคนอาจจะนึกถึงภาพของสงครามการต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยต่างๆ กับรัฐบาลทหารพม่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายศตวรรษ แต่เมื่อมาถึงในปัจจุบัน “สาละวิน” กำลังจะถูกทำให้ดูเหมือนว่ามันคือแหล่งผลิตไฟฟ้าราคาถูกสำหรับคนไทย และจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในอาเซียน

ไม่ว่าเราจะเลือกมอง “สาละวิน” ในมุมไหน สิ่งที่เหมือนกันก็คือ วิถีชีวิตของคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวินกำลังถูกทำให้ “ไร้ตัวตน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการเขื่อนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำแห่งนี้

แม่น้ำสาละวินหรืออีกชื่อหนึ่งคือ “นู่เจียง” มีต้นกำเนิดมาจากการละลายของหิมะในบริเวณที่ราบสูงธิเบตเหนือเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านขุนเขาที่ลาดชันในเขตมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เข้าสู่ประเทศพม่าที่รัฐฉาน ก่อนที่จะไหลเข้ามากั้นพรมแดนไทย-พม่า เป็นระยะทาง 118 กิโลเมตร โดยไหลไปบรรจบกับแม่น้ำเมยที่บ้านสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายในประเทศไทย ก่อนไหลเลาะเลี้ยวหายลับไปในเขตพม่า จนกระทั่งออกสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะในรัฐมอญ รวมระยะการเดินทางของแม่น้ำสายนี้กว่า 2,800 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำสายสุดท้ายในอุษาคเนย์ที่ยังบริสุทธิ์และปราศจากการสร้างเขื่อน

แต่ ณ วันนี้สาละวินกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป แผ่นดิน สายน้ำ และลมหายใจของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังจะจมหายอยู่ใต้น้ำ ใครหลายคนกำลังเป็นกังวลว่าการมาเยือนของโครงการเขื่อนสาละวินจะเป็นโศกนาฏกรรมของสองแผ่นดิน

โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-พม่า เพื่อพัฒนาลุ่มน้ำสาละวินให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นเสมือนสัญญาณอันตรายที่เตือนให้ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ริมน้ำสะวินรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคต

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินชายแดนไทย-พม่านั้นเริ่มต้นการศึกษาตั้งแต่ปี 2524 ล่าสุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลพม่า เพื่อขอซื้อไฟฟ้าจากพม่าทั้งสิ้น 1,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2553 โดยในเดือนธันวาคม 2548 กฟผ.ก็ได้ลงนามข้อตกลงบันทึกข้อตกลง (MOA) กับการไฟฟ้าพม่าในโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน 4 เขื่อน และบนแม่น้ำตะนาวศรีอีก 1 เขื่อน เริ่มที่เขื่อนฮัตจี 1,200 เมกะวัตต์ก่อน นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนด้วย

ขณะเดียวกันเครือข่ายเฝ้าระวังแม่น้ำสาละวิน (Salween Watch) และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ โดยแสดงความกังวลต่อการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลของโครงการและผลกระทบที่จะมีต่อประชาชนทั้งในฝั่งไทยและพม่า

อย่างไรก็ตาม ในปี 2550 โครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีก็ต้องระงับไปชั่วคราวเนื่องจากค่ายพักของเจ้าหน้าที่ กฟผ.ที่สำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนถูกลอบวางระเบิด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ กฟผ.เสียชีวิต 1 คน แต่ไม่มีใครสามารถทราบได้เลยว่าโครงการนี้จะมีการดำเนินต่อขึ้นมาเมื่อไร

โครงการเขื่อนสาละวินชายแดนไทย-พม่านั้นมีทั้งหมด 6 แห่งด้วยกัน คือ เขื่อนท่าซาง,ยวาติ๊ด, ตะนาวศรี,ดา-กวิน และเขื่อนฮัตจี ซึ่งเขื่อนฮัตจีนั้นเป็นโครงการที่ถูกผลักดันมากและรุดหน้ามากที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน
การเปิดเผยข้อมูลโครงการที่ไม่ครบถ้วนทำให้ในปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลโครงการอย่างเป็นทางการ ไม่มีการเปิดเผยพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมดยกเว้นข้อมูลพื้นที่อ่างเก็บน้ำเฉพาะในส่วนของประเทศไทยเท่านั้น คือ เขื่อนดากวิน ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ 1,340 ไร่ และเขื่อนเว่ยจีมีพื้นที่น้ำท่วม 19,101 ไร่ กระนั้น นี่ก็ยังถือเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมในเขตรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยาของพม่า

อย่างไรก็ตาม พื้นที่น้ำท่วมหรือผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนน่าจะมากกว่าที่ระบุไว้ เพราะ กฟผ.ระบุว่าเขื่อนเว่ยจีจะทำให้น้ำเอ่อเข้าสู่แม่น้ำปายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่ง กฟผ.วางแผนที่จะแก้ไขโดยการสร้างคันดินกั้นน้ำปายและผันลงสู่เขื่อนภูมิพล อย่างไรก็ดี องค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งที่ลงไปทำงานในพื้นที่เห็นว่า นอกจากคันดินจะไม่แก้ปัญหาแล้วจะยิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณรอบนอกอ่างเก็บน้ำ

ด้วยเหตุที่ข้อมูลต่างๆ เป็นความมืดดำที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ยากยิ่ง ทำให้พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในขบวนการตัดสินใจใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมในฝั่งไทยเป็นที่ตั้งของชุมชนของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่มานาน แต่ปัจจุบันถูกประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินและเขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน การประกาศเขตดังกล่าวทำให้การตั้งชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่มีอยู่แต่เดิมกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อีกทั้งชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย ดังนั้น หากมีการสร้างเขื่อนสาละวินชาวบ้านเหล่านี้ก็จะไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจกับโครงการครั้งนี้ และอาจรวมไปถึงการที่จะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ เลยด้วย


สถานการณ์ในฝั่งประเทศพม่า
รัฐบาลพม่าได้ส่งกองกำลังทหารเข้ามายังพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อนและพื้นที่ใกล้เคียง การเข้ามาของทหารพม่านั้นก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง อาทิ การบังคับใช้แรงงานชาวบ้านในการหาบเสบียงและอาวุธให้กับทหารพม่า การบังคับใช้แรงงานในค่ายทหาร รวมไปถึงการทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ

หลังจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สู่นานาชาติรัฐบาลพม่าจึงลดจำนวนกองกำลังทหารในพื้นที่ลง ชาวบ้านหลายหมื่นคนได้อพยพหนีการกวาดล้างของทหารพม่าเข้าไปอยู่ในป่า โดยหลังจากชาวบ้านออกจากหมู่บ้านแล้ว ทหารพม่าก็จะเข้าไปทำลายข้าวของและผลผลิตในไร่นาของชาวบ้านจนเสียหายเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ในหมู่บ้านและส่งเสบียงสนับสนุนให้กับกองกำลังกู้ชาติกะเหรี่ยงเคเอ็นยู แน่นอน การข่มขืนก็เป็นอาวุธชิ้นสำคัญในการทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นผู้หญิง

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าโครงการนี้อาจเป็นแนวทางหรือกลยุทธ์ทางการเมืองที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลพม่าจะใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่และบั่นทอนพลังของชนกลุ่มน้อยนับสิบชาติพันธุ์ออกจากพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อน จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้มีผู้ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแล้วมากกว่า 4 แสนคน และยังมีที่หลบซ่อนอยู่อีกมาก

เรื่องนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องนำไปคิดพิจารณาให้รอบคอบมากที่สุดว่าจากจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือทางด้านพลังงาน บทสรุปของโครงการนี้อาจกลับกลายเป็นไทยเองที่ช่วยให้พม่าได้มีข้ออ้างขจัดชนกลุ่มน้อย และยิ่งสร้างความขัดแย้งทางการเมืองพม่าให้หนักหน่วงขึ้น โดยที่ภาครัฐของไทยยืนยันว่าไทยจะได้ผลประโยชน์คือ ไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะถูกได้เพียงไร และราคาที่ถูกนั้นเพราะมิได้นับรวมชีวิตของคนตัวเล็กๆ ของทั้งสองฝั่งสาละวินใช่หรือไม่

บ้านท่าตาฝั่ง -บ้านสามแลบ -บ้านสมเมย หมู่บ้านที่กำลังจะถูกลบหายไปจากแผนที่ประเทศไทย

บ้านท่าตาฝั่ง บ้านสามแลบ และบ้านสบเมย ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ในเขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีประชากรรวมกันประมาณ 2,793 คน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง และยังไม่ได้รับสัญชาติไทย

ชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม พึ่งพาอยู่กับความอุดมสมบรูณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งผืนป่าและแม่น้ำ

นอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรมแล้วบ้านสามแลบยังถือว่าเป็นศูนย์กลางการค้าขายบริเวณชายแดนระหว่างไทย-พม่าที่สำคัญมาตั้งแต่ครั้งอดีต และในปัจจุบันแม่สามแลบก็ยังเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ เป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมทางบกและทางน้ำซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักของชาวบ้านริมฝั่งสาละวิน

ทั้งสามหมู่บ้านนี้ทางองค์กรพัฒนาเอกชนคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนอย่างแน่นอน

“กฟผ.ไม่เคยบอกเลยว่า ถ้าสร้างเขื่อนแล้วจะเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงอะไรบ้าง น้ำจะท่วมแค่ไหน หรือจะอพยพชาวบ้านไปอยู่ที่ไหน มีแต่ฝั่งเอ็นจีโอที่มาบอก ที่สำคัญชาวบ้านไม่เคยได้โอกาสในการแสดงความเห็น ไม่เคยมีใครมาถามว่าพวกเราต้องการให้สร้างเขื่อนหรือไม่ ที่เป็นอย่างนี้คงเป็นเพราะเขามองเราเป็นแค่ชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีความรู้ แต่พวกเราเกิดที่นี่ยังไงก็จะขอตายอยู่ที่นี่” พะตีเชาวลิต เพ็ญเพชรศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามแลบ กล่าว

โจ  สมาจิพงษ์ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ได้กล่าวอีกว่า “ยังไงชาวบ้านที่นี่ไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อน และได้ฝากไปถึงรัฐบาลและ กฟผ. ว่า อยากให้พวกเขามาอยู่แบบชาวเขาชาวดอย แล้วพวกเขาจะรู้ซึ้งถึงวิถีชีวิตของคนดอยอย่างแท้จริง ยังไงชาวบ้านก็จะต่อสู้กับโครงการการสร้างเขื่อนจนวินาทีสุดท้าย”

พ่อหลวงนุ ผู้นำบ้านท่าตาฝั่งกล่าวว่า “เขื่อนมาเราจะไปอยู่ที่ไหน พวกเราเกิดที่นี่ ก็ต้องการที่จะตายที่นี่ และฝากไปถามยังรัฐบาลไทยว่า ถ้าเราไม่มีเขื่อน ประเทศไทยจะอยู่ไม่รอดหรือ”

พะตีชาวปกากญอ กล่าวว่า “เมื่อก่อนพวกเราเห็นเสือ เห็นผี อาจจะมีความกลัว แต่ในตอนนี้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขาอีกต่อไป “คน” ต่างหากที่น่ากลัวมากสำหรับชาวปกากญอตอนนี้”

พ่อเฒ่าคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้าที่สลดว่า “ กฟผ. ไม่เคยพูดเรื่องเขื่อนเลย แต่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดทำนองว่า “ บริเวณที่จะสร้างเขื่อนนั้นไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ และ  คนสาละวินไม่มีความหมาย” และผู้เฒ่ายังเล่าต่ออีกว่า ที่ผ่านมา กฟผ. มักจะเอาของมาแจกหรือไม่ก็ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้ามารักษาชาวบ้าน ซึ่งระยะหลังๆ ชาวบ้านเองก็รู้ทันจึงนัดหมายกันที่จะไม่มารับการรักษา สร้างความไม่พอใจให้กับ กฟผ. เป็นอย่างมาก

พ่อหลวงสุข บ้านท่าตาฝั่ง กล่าวในน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วหดหู่ว่า “ชาวบ้านที่นี่ต่อสู้มาตลอด ทั้งในเรื่องของสัญชาติและสิทธิต่างๆ แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญในตลอดนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่กันแบบหาเช้ากินค่ำ ไม่มีแม้ที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง แต่เราก็ยังอยู่ได้ แต่ตอนนี้ถ้าเขื่อนมาเราจะไม่เหลืออะไรทั้งนั้นแม้แต่ที่ทำกิน กฟผ.เข้ามาทำการสำรวจก็ได้แต่บอกว่าเราเป็นคนส่วนน้อยที่จะต้องเสียสละกับคนกลุ่มใหญ่ และขอวอนทางสื่อมวลชนฝากถามทาง กฟผ.ไม่มีเขื่อน ประเทศจะอยู่ไม่ได้หรือ?”                                                         

“การที่ กฟผ.บอกว่าจะเสียค่าชดเชยให้กับพวกเรา เงินที่เขาจะให้เรามานั้นมันเทียบไมได้หรอกกับวิถีชีวิตแบบเดิมของเรา ให้เราไปอยู่ที่อื่น เราก็คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะพวกเราไม่มีการศึกษา จะขออยู่และตายอยู่ที่นี่” เสียงสะท้อนจากแม่บ้านชาวปกากะญอ

สุดท้ายชาวบ้านได้แต่หวังว่า ประเทศไทยจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการ “ระงับโครงการเขื่อนสาละวิน”

**ขอขอบคุณมูลนิธิสืบนาคะเสถียร  มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต ที่ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลร่วมลงพื้นที่และดูงานโครงการเขื่อนสาละวิน

ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการเขื่อนสาละวิน

จากข้อมูลปัจจุบันชี้ว่ามีโครงการที่ผลักดันมากที่สุดทั้งสิ้น 6 แห่ง คือ

ท่าซาง ตั้งอยู่รัฐฉาน เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดบนลุ่มแม่น้ำสาละวินและสูงที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นโครงการของบริษัทเอกชนไทย MDX ซึ่งระหว่างปี 2539-2541 กองทัพพม่าได้บังคับให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถึง 3 แสนคน อพยพออกจากพื้นที่ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการศึกษาโครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบโครงการ

ยวาติ๊ด อยู่ในเขตรัฐคะเรนนี ประเทศพม่า

เว่ยจี หรือสาละวินชายแดนตอนบน ตั้งอยู่ที่ “เว่ยจี” บนชายแดนประเทศไทย-พม่า ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยง เป็นโครงการของ กฟผ. ส่วนหนึ่งของพื้นที่โครงการอยู่ในเขตรักษาพันธ์ป่าสาละวิน

ตะนาวศรี  จะเป็นอีกหนึ่งเขื่อนที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำตะนาวศรี ตรงข้ามกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ดา-กวิน  หรือสาละวินชายแดนตอนล่าง ตั้งอยู่ใกล้บ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน เป็นโครงการของ กฟผ. อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแห่งนี้จะยาวไปจนฐานของเขื่อนบน  การสร้างเขื่อนดากวินนี้จะก่อให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมเฉพาะในฝั่งประเทศไทย ซึ่งจะท่วมพื้นที่อุทยานแห่งชาติสาละวินและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อหมู่บ้านท่าตาฝั่ง หมู่บ้านแม่ดึ และหมู่บ้านสามแลบ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ฮัตจี ตั้งอยุ่ในรัฐกะเหรี่ยง เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพื้นที่จังหวัดตาก เขื่อนตั้งอยู่ท้ายน้ำจากชายแดนที่ สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ลงไปในประเทศพม่าประมาณ 47 กิโลเมตร ปัจจุบันข้อมูลของเขื่อนยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงทำให้ยังไม่สามารถระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามการที่เขื่อนฮัตจีตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำสาละวิน ดังนั้นผลกระทบประการสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศปากแม่น้ำสาละวิน จะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อชุมชนและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพะอัน เมืองมะละแม่ง และเมืองมะตะบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะนี้เขื่อนฮัตจีเป็นเขื่อนที่ถูกผลักดันและรุดหน้ามากที่สุดในขณะนี้