“กฟผ.” กับ “เขื่อนฮัตจี” เติมเชื้อไฟปัญหาสิทธิมนุษยชนพม่า

ไทยโพสต์ 5 พฤศจิกายน 2550

       “เขื่อนฮัตจี” เป็นโครงการสร้างเขื่อนกั้นลุ่มน้ำสาละวิน 1 ใน 4 แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมากที่สุดในเวลานี้ โดย กฟผ. ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่า และว่าจ้างสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กฟผ.ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนสาละวิน ทำให้ชาวบ้านไม่มีสิทธิรับรู้ถึงผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขา

        “ชาวบ้านสบเมย” อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนแห่งแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฮัตจีเนื่องจากสภาพพื้นที่หมู่บ้านอยู่บริเวณแม่น้ำเมยมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวินแล้วไหลเข้าสู่พม่า แม่น้ำสาละวินที่ถูกเขื่อนกั้นพม่าจะเอ่อท่วมเข้ามาถึงหมู่บ้านสบเมยเป็นแห่งแรก และหมู่บ้านอีก 28 แห่งใน 3 อำเภอ คือ อ.ท่าสองยาง อ.สบเมย และ อ.แม่สะเรียง

        ชาวบ้านสบเมยจึงเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนฮัตจีว่าจะส่งผลกระทบทั้งวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการเสวนาเรื่อง “เขื่อนฮัตจีกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน” โดยเชิญ รศ.ดร.ทวีวงส์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาฯ นักวิชาการที่เป็นผู้จัดทำรายงานอีไอเอให้กับ กฟผ.มาให้ข้อมูล

        รศ.ดร.ทวีวงศ์ กล่าวว่า การทำงานในช่วงนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากปัญหาความปลอดภัยในพื้นที่และการเข้าถึงพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก หลังจากมีเจ้าหน้าที่ กฟผ.เหยียบกับระเบิดเสียชีวิตไปแล้ว 2 คน ระหว่างการสำรวจ ทำให้ยังไม่ได้ข้อมูลเพียงพอ คาดว่าจะส่งร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ให้ กฟผ.ภายในเดือน ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างเขื่อนฮัตจีไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องทำรายงานอีไอเอจึงไม่ต้องผ่านการพิจารณาตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

        ในประเด็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.ทวีวงศ์กล่าวว่าสถาบันได้ศึกษาในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การชดเชยทรัพย์สิน การอพยพย้ายถิ่น สุขภาพอนามัยและโรคติดต่อ ยกเว้นเรื่องการชลประทานซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ศึกษาโดยการศึกษาระดับน้ำท่วมจะต้องไม่กระทบประเทศไทยและหมู่บ้านสบเมย ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเขื่อนฮัตจี 47 กิโลเมตร

        “เมื่อปี 2549 กฟผ.ได้ลงนามกับบริษัทเอกชนของจีน คือ ชิโนไฮโดรเข้าลงทุน เนื่องจากจีนมีประสบการณ์ก่อสร้างเขื่อนใหญ่ ๆ และเตรียมก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินในจีนจำนวน 13 เขื่อน ถ้าไม่ร่วมมือกับจีนเราก็อาจมีปัญหา”

        ส่วนบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างไทย-พม่าในเรื่องรายละเอียดการซื้อขายไฟฟ้า กฟผ.ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นเอกสารลับ ในส่วนการให้ประชาชนหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น เนื่องจากเป็นเขื่อนในพม่า หากจะเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะเป็นหน้าที่ของกรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่าที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายพม่ากฟผ. ไม่อยู่ในสถานะที่จะไปจัดการเองได้

        “หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมต้องโยกย้ายถิ่นบ้านจำนวน 5 หมู่บ้าน เราได้เตรียมจ่ายเงินชดเชยสำหรับทรัพย์สินและการอพยพรวมแล้วประมาณ 120 ล้านบาท โดยจัดหาพื้นที่อาศัยและทำกินแห่งใหม่อยู่ไม่ห่างจากจุดเดิม อาชีพของชาวบ้านแถบนี้คือ ตัดไม้ขายให้รัฐบาลพม่าตลอดเส้นทางสำรวจจึงพบสภาพป่าไม้ถูกตัดทำลายมหาศาล และยังพบว่าชาวบ้านมีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะวัณโรค มาเลเรีย และโรคเท้าช้างที่เป็นกันมาก เราจึงเอายาและหมอเข้าไปตรวจรักษาเพื่อช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากโรคเหล่านี้ได้” รศ.ดร.ทวีวงศ์กล่าว

        การเลือกที่ตั้งเขื่อนฮัตจี ได้ดำเนินการศึกษามานานแล้วและได้เลือกจุดที่จะทำการสร้างเขื่อนไว้แล้ว โดย กฟผ.ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ ศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวกับเขื่อนสาละวิน

        รศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ หัวหน้าภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เรามีหน้าที่ให้ข้อมูลแผ่นดินไหวกับ กฟผ.เท่านั้นไม่สามารถบอกได้ว่าควรสร้างหรือไม่ โดยหลังจากลงพื้นที่สำรวจบริเวณเขื่อนฮัตจี 2 ครั้ง จุดที่ กฟผ.เลือกเป็นพื้นที่สร้างเขื่อนให้มีความแข็งแรงสามารถรองรับการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถามว่า กฟผ.กล้าที่จะทุ่มงบประมาณเพิ่มลงไปจากที่ตั้งไว้หรือไม่

        “หาก กฟผ.เลือกสร้างจุดที่เลือกไว้นี้ก็ต้องใช้เงินเยอะกว่าที่ตั้งไว้ผมเห็นว่า กฟผ.ควรเปลี่ยนตำแหน่งสร้างเขื่อน อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลแผ่นดินไหวในพม่าครั้งนี้เป็นเพียงผลการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ได้ศึกษาขั้นละเอียดซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงสำหรับการตรวจสอบหาอายุรอยเลื่อนสาละวินว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะโดยปกติแล้วในพื้นที่ประเทศพม่ามีแนวรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่หลายแนว และมักจะเกิดแผ่นดินไหวแรงสั่นสะเทือนประมาณ 7 ริกเตอร์ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา” รศ.ดร.ปัญญากล่าว

        มนตรี จันทวงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเผยแพร่มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เปิดเผยถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อนสาละวินว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำและการไหลขึ้นลงของแม่น้ำ ส่งผลให้ชาวบ้านสูญเสียวิถีชีวิตและประกอบอาชีพริมฝั่งแม่น้ำ โดยในช่วงน้ำลดจะเกิดหาดทรายริมตลิ่งที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกพืชผักตั้งแต่เดือน พ.ย.-เม.ย. และในช่วงน้ำขึ้นเดือน พ.ค.-ต.ค. แม่น้ำสาละวินเป็นแหล่งพันธุ์ปลาหลากชนิด หากมีการสร้างเขื่อนน้ำจะท่วมไปถึงลุ่มน้ำสาขาที่ชาวบ้านใช้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อพันธุ์ปลา เพราะไม่สามารถขึ้นไปวางไข่ในลำน้ำสาขาได้

        มนตรี กล่าวว่า การสร้างเขื่อนฮัตจีเป็นการซ้ำเติมปัญหาของชาวบ้าน เพราะสถานการณ์สู้รบระหว่างกะเหรี่ยงกู้ชาติเคเอ็นยูกับรัฐบาลพม่าอยู่บริเวณด้านเหนือเขื่อน เมื่อสร้างเขื่อนเสร็จน้ำจะท่วมหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อยด้วย ดังนั้น จะเกิดปัญหาการอพยพของประชาชนพม่าเข้ามาฝั่งไทยมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากศูนย์อพยพหลายแห่ง ทั้งใน จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน มีชาวพม่าลี้ภัยเข้ามานับแสนคน ซึ่งเกิดปัญหาแรงงานเถื่อน ปัญหาอาชญากรรมและปัญหาโรคภัยไข้เจ็บตามมา

        “การสร้างเขื่อนสาละวินจะทำให้ทหารพม่าเข้าไปอยู่ในพื้นที่โครงการมากขึ้น ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า โดยทหารจะบังคับให้ประชาชนในชนบทโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเขตควบคุมเพื่อป้องกันการส่งเสบียงให้กับกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ทำให้ชาวบ้านต้องละทิ้งไร่นาและอาชีพ ไม่สามารถกลับไปอยู่ที่เดิมได้อีกเพราะกลัวว่าจะถูกยิง ชาวบ้านที่อพยพยังถูกใช้เป็นแรงงานลูกหาบ สร้างถนนและค่ายทหาร หากฝ่าฟันจะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และผู้หญิงยังถูกข่มขืนอีกด้วย” มนตรีกล่าว

        ในขณะที่ประเทศนานาชาติได้มีมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวดต่อรัฐบาลทหารพม่า เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านพม่าสร้างความกดดันต่อรัฐบาลทหารพม่า หลังจากที่ได้เกิดเหตุการณ์นองเลือด ซึ่งทหารใช้กำลังอาวุธปราบปรามคณะสงฆ์และกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงเพื่อสลายการประท้วงในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ กฟผ.กลับให้ความร่วมมือด้านการลงทุนในพม่า โดยไม่สนใจเสียงเรียกร้องของประชาคมโลก เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลพม่าแผ่ขยายอำนาจได้มากยิ่งขึ้น

        “แสดงให้เห็นว่า กฟผ.กระทำเสมือนองค์กรที่อยู่เหนืออำนาจรัฐบาลไทย แต่กลับสยบยอมใต้อำนาจรัฐบาลทหารพม่า ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยได้ตกลงกับสหประชาชาติในการผลักดันประชาธิปไตยในพม่า แต่กฟผ.กลับไม่สนใจและพยายามเกินหน้าผลักดันโครงการเขื่อนฮัตจีที่จะเป็นตัวส่งเสริมปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย” มนตรีกล่าว

        มนตรี กล่าวว่า กฟผ.ได้อ้างว่ารายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอไม่อยู่ในเงื่อนไขการสร้างเขื่อนฮัตจี ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ทั้ง ๆ ที่เป็นองค์กรของไทย จึงสมควรจะต้องนำเข้ากระบวนการพิจารณาตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพราะเห็นได้ชัดว่าเขื่อนสร้างผลกระทบหลายด้าน และยังเป็นงบประมาณจากภาษีประชาชนคนไทยทุกคน หากขาดทุนคนที่ต้องแบกภาระก็คือประชาชนไม่ใช่ กฟผ.

        ดังนั้น กฟผ.ต้องจัดทำเวทีประชาพิจารณ์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ และการเปิดเผยข้อมูลต่อชุมชนอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมา กฟผ.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้านสบเมย แต่อ้างว่าเข้ามาวัดระดับน้ำไม่ยอมรับว่าจะมีการสร้างเขื่อน เป็นเรื่องสร้างความกังวลใจให้ชาวบ้านมาตลอดเวลา

        รตยา จันทรเทียร รองประธานอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง แร่และสิ่งแวดล้อม สรุปผลการหารือครั้งนี้ว่าการที่ประเทศไทยเข้าไปลงทุนในพม่าถือว่าไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่สถานการณ์ภายในพม่ายังคงมีความรุนแรง ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ น้ำ ทรัพยากรป่าไม้ วิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะเสนอแนะให้รัฐบาลสั่งการ กฟผ.ระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี และจะต้องนำรายงานอีไอเอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตามขั้นตอนกฎหมายไทย รวมทั้งจะมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำกรณีดังกล่าวไปหารือในที่ประชุมต่อไป