สาละวิน' สายน้ำ...สู่สายไฟ?!!

คมชัดลึก 10 พฤศจิกายน 2550

"โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเเบ่งปันให้เเก่มนุษย์ทุกคนตามที่จำเป็น เเต่มีไม่เพียงพอที่จะสนองความโลภของคนเเม้เพียงคนเดียว"


ข้อคิดจาก มหาตมะ คานธี จารึกอยู่บนหลังเสื้อยืดสีดำของนักศึกษาคนหนึ่งที่ร่วมเดินทาง อาจช่วยอธิบายเหตุผลของการเดินทางไกลเหยียบพันกิโลเมตร จากกรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน เพื่อมาเยือนหมู่บ้านกะเหรี่ยงบนลุ่มน้ำสาละวินแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี


สุดเขตตะวันตกแดนสยาม ณ หมู่บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.แม่สะเรียง เมื่อมองจากถนนไปยังท่าเรือแม่สามแลบจะเห็นเรือหางยาวสีสันหลากตา ประดับด้วยธงชาติไทยพลิ้วไหวเด่นสง่าทุกลำเรือ จอดเรียงรายเทียบชายฝั่งที่เต็มไปด้วยโตรกหินโผล่พ้นลำน้ำสาละวินสีชาเย็นอันเชี่ยวกราก


สำหรับการเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่ลุ่มน้ำสาละวิน ต้องใช้การสัญจรทางเรือเป็นหลัก เช่นเดียวกับการไปเยือนหมู่บ้านสบเมย ต.สบเมย อ.แม่สะเรียง เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงของชาวปกากะญอ หรือชนเผ่ากะเหรี่ยง ที่อาจได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฮัตจี หนึ่งในเขื่อนบนลุ่มน้ำสาละวินที่รัฐบาลไทยและจีนเป็นผู้ลงทุนสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศพม่า


เกือบ 1 ชั่วโมงที่เรือหางยาวแล่นตามลำน้ำสาละวิน และแวะรายงานตัวกับด่านกองทัพกะเหรี่ยงเคเอ็นยูตามระเบียบ ก่อนจอดเทียบฝั่งที่หมู่บ้านสบเมย ณ บริเวณแม่น้ำเมยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน ก่อนแม่น้ำสองสายจะไหลรวมกันลัดเลาะผ่านเทือกเขาสลับซับซ้อนในประเทศพม่าเพื่อเดินทางสู่ทะเลอันดามัน!


จากจุดบรรจบ "เมย-สาละวิน" ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ลึกเข้าไปในฝั่งพม่าเพียง 46 กิโลเมตร นั่นคือ พื้นที่หรือไซต์งานก่อสร้างเขื่อนฮัตจี และเป็นพื้นที่สังหารเจ้าหน้าที่สำรวจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยแรงระเบิดโดยเจตนา เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อเดือนพฤษาคม 2549 ก็ตาม


แต่ทว่า "บ้านสบเมย" ชุมชนเล็กๆ ชายขอบแห่งนี้ ยังสงบเงียบไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น มีเพียงความหวั่นวิตกถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฮัตจีเท่านั้น


"ชาวบ้านสบเมยทุกวันนี้ก็ไม่มีความมั่นคงในชีวิตอยู่แล้ว ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ไม่มีสัญชาติ เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หากมีเขื่อนฮัตจีเกิดขึ้นมา วิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับธรรมชาติของพวกเราจะต้องได้รับผลกระทบ ทั้งการปลูกพืชริมตลิ่งช่วงหน้าแล้ง และ ปัญหาน้ำท่วม" เชาวลิต เพ็ญเพชรศักดิ์ พ่อหลวง หรือผู้ใหญ่บ้านสบเมย เล่าถึงความทุกข์ใจ และข้อกังวลความมั่นคงในชีวิตที่อาจต้องสูญเสียไป และยังแบ่งปันความห่วงใยไปถึงเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ฝั่งพม่าด้วย


สำหรับวิถีชีวิตของชาวปกากะญอลุ่มน้ำสาละวินนั้น มีหลักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ผันน้ำจากลำห้วยเข้าเหมืองฝายเพื่อปลูกข้าวช่วงหน้าฝน พอช่วงฤดูน้ำลดก็จะรอตะกอนชายฝั่งสาละวินปลูกพืชผักปลอดสารพิษและใบยาสูบเกรดดี นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ หมู แพะ วัว เพื่อกินและขายโดยไม่คิดกำไรเกินควร!!
แถมพวกเขาเหล่านี้แทบจะไม่มีพฤติกรรมที่ทำให้โลกร้อน เพราะพึ่งพาพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นหลัก แม้ว่าความเจริญจะเข้ามาเยือนหมู่บ้านแล้ว เช่น หลอดไฟนีออน โทรทัศน์ พัดลม แต่ก็จะใช้เมื่อคราวจำเป็นเท่านั้น เพราะพลังงาน (โซล่าร์เซลล์) มีน้อยจึงต้องใช้สอยอย่างประหยัด เช่น บ้านไหนมีโทรทัศน์ก็ชักชวนกันไปดูเกือบทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะละครหลังข่าวพลาดไม่ได้เชียว


เช่นเดียวกับหมู่บ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง ที่ต้องแล่นเรือจากหมู่บ้านสบเมยทวนแม่น้ำสาละวินไปเกือบ 2 ชั่วโมง ก็มีวิถีชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างกัน แถมอาจได้รับผลกระทบจากเขื่อนเหมือนกัน... คืนนี้ชาวบ้านท่าตาฝั่งกว่า 30 คน ยอมละความบันเทิงจากละครหลังข่าวมารวมตัวที่โบสถ์คริสต์ ประจำหมู่บ้าน เพื่อมาบอกเล่าความกังวลจากการสร้างเขื่อนดา-กวิน


หากมีการก่อสร้างเขื่อนดา-กวิน บ้านท่าตาฝั่งเกือบ 100 หลังคาเรือนจะกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วม ทำให้ต้องอพยพคนออกนอกพื้นที่ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงกังวลใจและมีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย


"หากมีเขื่อนน้ำจะท่วมหมู่บ้าน แค่มีการสร้างฝายน้ำล้น ยังสร้างความเสียหายให้พื้นที่ข้างเคียง ฝายที่สร้างเสร็จก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หากเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ จะมีระบบชดเชยคุ้มค่ากับความกินดีมีสุขที่เป็นอยู่หรือไม่ กฟผ.เคยบอกว่า รัฐบาลจะจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ แต่ชีวิตพวกเราผูกพันอยู่ที่นี่ ไม่อยากย้ายไปไหน ขอตายที่นี่ ไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น" ทองสุข ลาภชูทรัพย์ อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านท่าตาฝั่ง ย้ำถึงความกังวล เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายคนที่แสดงความคิดเห็นต่อการสร้างเขื่อนจะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แม้ว่าจะดูเป็นคนยากจนแต่ชีวิตก็มีความสุข


"อยากรู้เหมือนกันประเทศไทยไม่มีเขื่อน ประเทศไทยจะไปไม่รอดหรือ?" ทองสุข ตั้งคำถาม และบอกว่าชาวบ้านจะไม่ยอมเป็นผู้เสียสละเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาเคยมีข้อพิพาทกับอุทยานแห่งชาติสาละวินที่มาประกาศพื้นที่ทับหมู่บ้านมาแล้ว


"ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไม่ได้มีแค่พื้นที่น้ำท่วมจะมาถึงหรือไม่ แต่ผลกระทบยังแฝงมาในรูปของความขาดแคลนอาหารที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น ปลา การปลูกพืชชายฝั่ง และความมั่นคงของชีวิต" มนตรี จันทรวงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเผยแพร่ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ผู้ทำวิจัย "สาละวิน : บันทึกแม่น้ำและชีวิตในกระแสการเปลี่ยนแปลง" และ "วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อของคนในชุมชน" ที่กำลังเตรียมแจกจ่ายชาวบ้านไว้เป็นยันต์ป้องกันผีเขื่อนสาละวิน เล่าให้ฟัง


นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนจะเกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชนกลุ่มน้อยจากพม่าเข้ามาในประเทศไทย เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าอย่างรุนแรงมากขึ้น เช่นเดียวกับกรณีก่อสร้างท่อก๊าชไทย-พม่า ซึ่งพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลทหารพม่าจะใช้โครงการพัฒนาเหล่านี้ กำจัดเสี้ยนหนามทางอ้อมนั่นเอง


"เราจะไม่มองในแง่ดีว่ารัฐบาลพม่าเอาเงินจากการขายไฟฟ้าไปทำให้ประชาชนในพม่าดีขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็เคยส่งเสริมความรุนแรงในพม่าจากการก่อสร้างท่อก๊าช แล้วเรายังจะส่งเสริมความรุนแรงด้วยการสร้างเขื่อนอีกเหรอ" มนตรี ตั้งคำถาม


แต่ในแง่มุมของนักวิชาการสิ่งแวดล้อมกลับมองว่าเขื่อนจะเป็นคำตอบของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผอ.วิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการเขื่อนฮัตจี บอกว่า การสร้างเขื่อนฮัตจีจะนำความเจริญมาสู่คนพม่า จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะมีแพทย์ไปช่วยรักษาคนพม่าที่เป็นโรคติดต่อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน อย่าง วัณโรค เท้าช้าง มาลาเรีย เป็นต้น ส่วนการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีจะไม่สร้างผลกระทบในเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่หมู่บ้านสบเมยแน่นอน


"เขื่อนฮัตจีจะเหมือนเขื่อนชัยนาท หรือเขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำ 8 ช่อง ความสูง 100 เมตร โดยตัวเขื่อนอยู่ในแม่น้ำถึง 80 เมตร และมีชาวบ้านที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ 3 หมู่บ้าน 42 ครัวเรือน มีการประเมินค่าชดเชยไว้ที่ 117 ล้านบาท และมีการเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ 120 ล้านบาทแล้ว" ดร.ทวีวงศ์ ให้ข้อมูลแก่อนุกรรมการสิทธิในกรมทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง แร่ และสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา


รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีที่ยังไม่แล้วเสร็จฉบับนี้ อาจมิใช่คำตอบที่ชอบธรรมในการลงทุนสร้างเขื่อนของรัฐบาลไทย แม้ว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า 2550-2564 ซึ่งแผนดังกล่าวระบุชื่อ เขื่อนท่าซาง และเขื่อนฮัตจี เป็นทางเลือกของการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็ตาม


ศศิน เฉลิมลาภ อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำฯ และเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า ห้วงเวลานี้รัฐบาลไทยไปลงทุนสร้างเขื่อนในพม่าไม่มีความเหมาะสม หากมีการสร้างเขื่อนจะเป็นการส่งเสริมให้รัฐบาลทหารพม่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีคนพม่าอพยพเข้ามาเป็นภาระที่ไทยต้องแบกรับดูแล นอกจากนี้ยังทำลายความหลากหลายทางชีวภาพลุ่มน้ำสาละวิน จึงเตรียมส่งรายงานให้รัฐบาลสั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีโดยเร็วที่สุด


ด้าน เตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับลูกว่า สนช.จะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความเหมาะสมของการลงทุนสร้างเขื่อนสาละวิน ทั้งนี้ ชาวบ้านที่อาจได้รับผลกระทบจากเขื่อนยังมีปัญหาเรื่องสัญชาติ สิทธิในที่ทำกิน การจะคุ้มครองศักดิ์ศรีตัวเองเป็นเรื่องยากอยู่แล้วจึงไม่ควรไปซ้ำเติม!!


ทุกวันนี้ สายน้ำสาละวินยังคงไหลรินอย่างอิสระ เพื่อหล่อเลี้ยง-แบ่งปัน สรรพชีวิตโดยไม่คิดมูลค่า หากวันใดสายน้ำแห่งนี้ถูกกั้นปั่นเป็นไฟฟ้าส่งไปตาม 'สายไฟ' ที่ระโยงระยางถึงทุกครัวเรือน...แล้ว 'กำไร' จะตกอยู่ที่ใคร?!!

'กำเนิด-เขื่อน' ลุ่มน้ำสาละวิน


แม่น้ำสาละวินมีต้นกำเนิดจากการละลายของหิมะเหนือเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลยูนนาน (จีน) เรียกแม่น้ำ “นู่เจียง” ก่อนไหลผ่านรัฐฉาน รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง (พม่า) และสายน้ำสาละวินยังกั้นพรมแดนระหว่างพม่ากับไทยที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งแม่น้ำสาละวินไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเมยก่อนไหลวกกลับเข้าประเทศพม่า และไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ รัฐมอญ (พม่า) แม่น้ำสาละวินไหลอย่างอิสระรวมระยะทาง 2,800 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่มีความยาวติดอันดับ 26 ของโลก


แต่สายน้ำสาละวินกำลังถูกขวางกั้นด้วยโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือระหว่างประเทศ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของพม่า ศึกษาพื้นที่ตั้งเขื่อนสาละวิน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 6 แห่ง ดังนี้


ท่าซาง : ในรัฐฉาน ขนาด 7,110 เมกะวัตต์
ยวาติ๊ด : ในรัฐคะเรนนี ขนาด 600 เมกะวัตต์
เว่ยจี (สาละวินชายแดนตอนบน) : แก่งเว่ยจีบริเวณชายแดนพม่า-ไทย (เขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน) ขนาด 4,000-5,6000 เมกะวัตต์
ดา-กวิน (สาละวินชายแดนตอนล่าง) : ในเขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน ขนาดประมาณ 900 เมกะวัตต์
ฮัตจี : แก่งฮัตจีในรัฐกะเหรี่ยง ขนาด 600 เมกะวัตต์
ตะนาวศรี : บนแม่น้ำตะนาวศรี ขนาด 600 เมกะวัตต์


ต่อมาเดือนธันวาคม 2548 กฟผ. ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่า ศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างเขื่อนฮัตจีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,200 เมกะวัตต์ก่อน และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 กฟผ.ลงนามการรวมทุนสร้างเขื่อนฮัตจีกับบริษัทไซโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น (จีน) และรัฐบาลพม่า ในสัดส่วนหุ้นร้อยละ 45, 40 และ 15 ตามลำดับ ใช้เงินลงทุน 44,100 บาท


บทเรียนจาก...เขื่อนท่าซาง


"ชาวบ้านต้องหนีเข้าในอยู่ไทยมาทำงานตามสวนส้ม สวนผัก ในเชียงใหม่ ซึ่งพวกเขาเป็นผู้อพยพที่ไม่ได้รับสถานภาพ จึงเป็นเพียงแรงงานราคาถูกที่ผิดกฎหมาย ได้รับค่าแรงวันละ 80-90 บาท แถมยังต้องสัมผัสกับสารเคมีอยู่ตลอดเวลา" จาย จาย เจ้าหน้าที่องค์กรสภาวะเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐฉาน เล่าถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนท่าซางที่อยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่เพียง 150 กิโลเมตร


เขา มั่นใจว่า หากมีการสร้างเขื่อนฮัตจีขึ้นมา จะเกิดปัญหาการทะลักเข้ามาของชนเผ่าต่างๆ ที่เคยอยู่ในประเทศพม่า เพราะรัฐบาลทหารจะกวาดล้าง ขับไล่ เผาบ้าน ฆ่าและข่มขืน จนชาวบ้านต้องกระเสือกกระสนหนีตาย เหมือนกรณีเริ่มสร้างเขื่อนท่าซางเมื่อราวปี 2540 โดยคาดกันว่ามีชาวบ้าน 3.5 หมื่นคนหลบหนีเข้าสู่ประเทศไทย


ทุกวันนี้ โครงการเขื่อนท่าซางมีความก้าวหน้าไปมาก มีก่อสร้างถนน แคมป์พักของวิศวกรและคนงานก่อสร้าง มีคลินิก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ กลายเป็นชุมชนเมืองย่อมๆ เกิดขึ้นในป่า ท่ามกลางการอารักขาอย่างแน่นหนาจากกองพันทหารพม่า


จากเดิมเมื่อปี 2539 มีกองพันทหารเพียง 10 แห่ง ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 30 แห่ง และนำมาสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มีการบังคับโยกย้ายชาวบ้านกว่า 3 แสนคนออกนอกพื้นที่ เฉพาะในปี 2540 มีชาวบ้านถูกสังหาร 319 คน บางครอบครัวต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในป่าเขา ส่วนผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนอีกด้วย


มูลนิธิมนุษยชนแห่งรัฐฉาน รายงานว่า ในปี 2539-2544 กองกำลังทหารพม่าเคยข่มขืนผู้หญิงราว 300 คนในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบพื้นที่โครงการเขื่อนท่าซาง ล่าสุดวันที่ 18 พฤษภาคม 2549 ทหารพม่ายศสิบเอก ข่มขืนหญิงสาววัย 18 ปี ขณะที่เธอกำลังเลี้ยงควาย!


ท่ามกลางแรงสนับสนุนด้านการลงทุนจากรัฐบาลไทย ที่ต้องการซื้อไฟฟ้า "ราคาถูก" ที่ผลิตจากเขื่อนสาละวิน กฟผ.ลืมคิดถึงต้นทุนชีวิตคนชายขอบที่ถูกทำลาย เพื่อผลิตไฟฟ้าสร้างความสุขของคนไทยหรือเปล่า?


ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง/ภาพ