บวชป่าต้านเขื่อน "สาละวิน"

มติชน 18 พฤษภาคม 2551

โดย ภาสกร จำลองราช padsakorn@hotmail.com

เสียงเจื้อยแจ้วๆ ของเด็กๆ บ้านแม่ดึในบทเพลง "โรงเรียนของหนู" ทำเอาหลายคนอึ้งและเกิดความรู้สึกยากจะบรรยาย แม้เคยฟังเนื้อหากันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ความใสบริสุทธิ์ของศิลปินตัวน้อย ทั้งเรื่องสำเนียงและภาษาไทยที่ยังกระท่อนกระแท่น ลีลาที่ยังออกจะเหนียมๆ ในชุดแต่งกายอันแสนจะบ้านๆ แต่เปี่ยมล้นด้วยความตั้งใจจริงที่ฝึกซ้อมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ท่ามกลางความมืดที่ขนาบไปด้วยแม่น้ำและป่าเขา ต่อให้ต้นตำรับอย่าง "ปู คัมภีร์" มาเองก็ใช่ว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ได้

แม่ดึเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านทั้งหมดเป็นกะเหรี่ยงที่ได้สัญชาติไทยแล้วบางส่วน การเดินทางจากภายนอกเข้าไปมีเพียงเส้นทางน้ำเท่านั้น

เมื่อ 3 ปีก่อนผมเคยนำเรื่องของ "โซมุ" ครูคนเดียวของเด็กๆ ในหมู่บ้านนอกแผนที่แห่งนี้ถ่ายทอดลง "คติชน" มาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งเป็นความประทับใจที่ได้รับรู้ความตั้งใจของเขาในการมุ่งมั่นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้สังคมภายนอก แม้ตัวเขาเองจะมีประสบการณ์ในสังคมใหญ่เพียงน้อยนิดจากการติดคุกในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง

ชาวบ้านร่วมกันให้กำลังใจและลงขันกันคนละเล็กๆ น้อยๆ ตามกำลังรายได้ที่มีเพื่อเป็นน้ำใจตอบแทนโซมุ

"โรงเรียนมีครูหนึ่งคน ครูผู้เสียสละตน อดทนอยู่ห่างไกลความสบาย...." ท่อนหนึ่งของบทเพลงนี้ราวกับแต่งไว้ให้โซมุ แม้ช่วงหลังจะมีครูอาสาเข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง แต่หนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้ยังคงเป็นกำลังหลักทุ่มเทให้เด็กๆ อยู่เช่นเดิม

ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่สองของการจัดงาน "บวชป่า" ที่ชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวินร่วมกันจัดขึ้น เพื่อสะท้อนให้สังคมใหญ่ได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตของพวกเขาที่แนบแน่นอยู่กับธรรมชาติอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเอาตัวประหลาดหรือสิ่งแปลกปลอมที่ชื่อว่า "เขื่อน" ไปขวางกั้นแม่น้ำสาละวิน

แม่น้ำสาละวินทอดตัวยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร จากจีนเข้าสู่พม่า สัมผัสชายแดนไทยในช่วงสั้นๆ ก่อนวกกลับพม่าและไหลลงอ่าวเมาะตะมะ

ทุกวันนี้ลำน้ำยังไหลเอื่อย-แรงได้ตามฤดูกาลเพราะยังไม่มีเขื่อนกางกั้น ซึ่งยากที่จะหาแม่น้ำสายใดในระดับนี้บนผืนโลกที่จะหลุดรอดมาได้ แต่ทั้งจีน พม่าและไทยต่างมีโครงการมหึมาที่จะสร้างเขื่อนนับสิบแห่งตลอดลำน้ำ

วันแรกชาวบ้านและแขกที่มาเยือนได้ร่วมกันบวชป่าไปแล้วจุดหนึ่งที่ดา-กวินใกล้บ้านท่าตาฝั่งซึ่งเป็นแนวสร้างเขื่อน โดยพิธีกรรมของแต่ละศาสนาถูกนำมาหลอมลวมเพื่อคุ้มกันผืนป่าผืนน้ำ และในวันที่สองทั้งหมดจะร่วมกันบวชป่าอีกแห่งหนึ่งที่ "เวยจี" ซึ่งเป็นจุดสร้างเขื่อนด้วยเช่นเดียวกัน

กว่าจะเดินมาถึงริมน้ำสาละวินบริเวณเวยจี ผู้เฒ่า "ชุยคา" และชาวบ้านโกแปรต้องเดินมาร่วมสองชั่วโมง แต่ยังดีกว่าอีกหลายหมู่บ้านที่ต้องมาค้างแรมระหว่างทางเพื่อมาร่วมงานบวชป่า

หมู่บ้านโกแปรมีขนาด 50 ครัวเรือน อยู่ลึกขึ้นไปบนขุนเขา แต่มีลำห้วยที่เป็นเส้นเลือดของชุมชนไหลลงสาละวิน

"เราอยู่กันมาอย่างน้อย 3 ชั่วอายุคนแล้ว" ผู้อาวุโสชุยคาบอกไม่ถูกว่าหมู่บ้านโกแปรตั้งมาแล้วกี่ปี แต่ถ้านับตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ เขาพอจะบอกได้ ชาวบ้านที่นี่ยังอยู่กันตามวิถีดั้งเดิมคือ ทำไร่ จับปลา และแทบไม่ต้องใช้เงินเลยนอกจากมีความจำเป็นต้องเข้าเมือง

ความสุขของชาวบ้านจึงไม่สามารถแบ่งตามเส้นรายได้ที่ทางการมักตีความไปในทางเดียวกับความยากจนได้

"ป่าไม้ชอบมาบอกว่าเราทำลายป่า ทั้งๆ ที่เราทำไร่ข้าวแค่พอกินในแต่ละปี" ผู้เฒ่าไม่เข้าใจกฎระเบียบสมัยใหม่ที่รัฐไทยกำหนด ซึ่งกระทบกับวิถีชนที่สั่งสมมายาวนาน "เราไม่ได้ทำลายป่า เราทำไร่ในที่ดินของเราที่หมุนเวียนไป 5 รอบ"

ผู้เฒ่าชุยคาก็เหมือนกับชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรู้จัก "เขื่อน" ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่พวกเขาเชื่อว่าอะไรก็ตามที่มาขวางกั้นลำน้ำและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติย่อมเป็นสิ่งไม่ดีแน่

"คนที่เอาสีมาป้าย ไม่เคยบอกว่าจะทำอะไร แต่เราได้ยินกันปากต่อปาก" คนเอาสีมาป้ายที่ผู้อาวุโสชาวกะเหรี่ยงพูดถึงคือเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเข้ามาสำรวจแล้วหลายครั้ง และตั้งท่าเอาจริงกับการสร้างเขื่อน แต่ไม่เคยสอบถามความต้องการคนพื้นถิ่น หรือศึกษาผลกระทบอย่างจริงจัง

"เราเชื่อว่าคงไม่ได้อยู่ดีเหมือนก่อน หากมีการสร้างเขื่อน" นับวันชาวบ้านโกแปรยิ่งลำบาก เพราะเมื่อหลายปีก่อนมีการประกาศพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับหมู่บ้าน โดยไม่มีการกันแนวเขตที่ดินชาวบ้านเลย จึงเท่ากับเป็นการยัดเยียดความผิดให้ชาวบ้าน ทั้งๆ ที่เราพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมกันมากว่าเป็นชนวนลุกฮือของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่กลับไม่เอาบทเรียนจากชายแดนใต้สู่ชายแดนเหนือ

"เราไม่ต้องการอะไร นอกจากใช้ชีวิตปกติ ตอนหลังทำอะไรก็ถูกจับไปหมด เอาไม่ไปซ่อมบ้านก็ไม่ได้ เขามาบอกว่าให้เราย้ายไปอยู่ในเมืองแล้วจะมีคนเลี้ยง แต่เราจะไปทำอะไร คุณมาบ้านเราคุณยังต้องกินข้าวเลย"

หลังเสร็จพิธีกรรมทางความเชื่อและศาสนาของแต่ละบ้าน ผู้เฒ่าชุยคาและคนในชุมชนสาละวินหลายร้อยคนต่างแยกย้ายกันนำผ้าเหลืองผ้าขาวไปผูกต้นไม้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าต้นไม้ทุกต้นจะได้รับการคุ้มครองให้พ้นภัยต่างๆ ที่กำลังกล้ำกลายเข้ามา

แม่น้ำสายใหญ่สีขุ่นและไหลเชี่ยว สถานการณ์สองฟากสาละวินยังคงผันผวนตลอดเวลา ชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เคยอยู่กันสงบกำลังถูกรุกราน

มีใครบ้างหนอที่จะร่วมปกป้องสาละวิน

 

หมายเหตุ - ชมภาพเพิ่มเติมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เขียนได้ที่ http://padsakorn.multiply.com

หน้า 8