ลุ่มน้ำสาละวิน สายธาราที่ใกล้ถูกจองจำ

สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 50 (พฤศจิกายน - ธันวาคม 2551)

สารคดีพิเศษ

อาทิตย์ ธาราคำ  

แม่น้ำสาละวินขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่สวยงามที่สุดสายหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความงดงามเกิดจากสายน้ำน้อยใหญ่มากมายไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่จนกลายเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นเขตที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่น้อยกว่าสิบกลุ่มในประเทศจีน พม่า และไทยอาศัยพึ่งพาแม่น้ำสายใหญ่น้อยเหล่านี้มาตลอดหลายชั่วอายุคน

ทว่า ปัจจุบัน ลุ่มน้ำสายนี้กลับกำลังถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่รุกรานและพรากความบริสุทธิ์ของสายน้ำไปจากชุมชนท้องถิ่นที่เฝ้าปกป้องสายธาราแห่งนี้มายาวนาน

กว่าจะเป็นสาละวิน

ตลอดเส้นทางกว่าสองพันกิโลเมตรจากที่ราบสูงทิเบตในเขตประเทศจีนสู่อ่าวเมาะตะมะในเขตประเทศพม่า แม่น้ำสาขาสายสำคัญหลายสายได้นำพาสายน้ำและความอุดมสมบูรณ์มารวมกันในแม่น้ำสายใหญ่ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "สาละวิน"

ในเขตประเทศพม่า แม่น้ำสาละวินไหลผ่านรัฐฉาน รัฐคะยา และรัฐกะเหรี่ยง โดยมีแม่น้ำสาขาหลายสายไหลลงมาบรรจบรวมเป็นแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหลผ่านเขตรัฐฉาน แม่น้ำปางซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขตรอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคเหนือของรัฐฉานไหลมารวมกับ "แม่น้ำคง" (ชื่อเรียกแม่น้ำสาละวินในภาษาไทยใหญ่) ในเขตกุ๋นฮิง หลังจากนั้นจึงไหลผ่านผืนป่า เกิดเป็นเกาะแก่งมากมาย จนได้ชื่อว่า "กุ๋นเหง" หรือ เมืองพันเกาะ (ภาษาพม่าเรียกเพี้ยนเป็น "กุ๋นฮิง")  ซึ่งมีระบบนิเวศน์หลากหลาย มีพันธุ์ปลาหลายชนิด สามารถจับได้ตลอดทั้งปี เป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของประชาชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ทะเลสาบอินเล ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงก็เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำสาละวินด้วยเช่นกัน 

พ่อเฒ่าชาวไทยใหญ่วัย 60 ปีคนหนึ่งจากรัฐฉานเล่าถึงน้ำปางให้ฟังว่า  

"น้ำปางมีปลามากมายจนจับไม่ไหว ชาวบ้านจะพากันไปจับปลาในแม่น้ำ จับได้ง่ายมาก ในช่วงฤดูฝน น้ำจากแม่น้ำจะค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมเข้ามาในที่นา ทำให้ปลาจากแม่น้ำเข้ามาอยู่ในที่นาของพวกเรา แค่ใช้ตาข่ายดักจับก็สามารถได้ปลาเยอะแยะ ยังมีกุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ มากมายให้เราจับ"

หลังจากไหลผ่านรัฐฉานเรื่อยลงมาจนถึงชายแดนไทย-พม่า แม่น้ำสาละวินจะวกกลับเข้าไปในเขตประเทศพม่าอีกครั้ง ผ่านรัฐคะยาและรัฐกะเหรี่ยง ระหว่างการเดินทางไกลสู่ปากแม่น้ำในรัฐมอญ แม่น้ำสาละวินยังได้รับปริมาณน้ำเพิ่มจากลำน้ำสาขาอีกหลายสาย อาทิ แม่น้ำยุนซาลิน จากรัฐกะเหรี่ยง แม่น้ำอัตทะรันและแม่น้ำไกร์นจากรัฐมอญ ในเขตประเทศไทย นับตั้งแต่ทางเหนือของชายแดนไทย แม่น้ำสาย และน้ำกกไหลจากเทือกเขาสูงในรัฐฉานลงสู่จังหวัดเชียงราย และเติมน้ำให้แก่แม่น้ำโขง มหาธารแห่งอุษาคเนย์ เรื่อยมาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน

แม่น้ำแทบทั้งหมดในจังหวัดนี้ล้วนเป็นลูกน้อยของแม่น้ำสาละวิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำปาย น้ำเงา น้ำยวม และน้ำเมย เช่นเดียวกับน้ำแม่กษัตริย์ที่ไหลจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรข้ามพรมแดนไปลงสู่ทะเลอันดามันที่ปากน้ำสาละวินในรัฐมอญ ลงไปทางใต้ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และระนอง มีแม่น้ำตะนาวศรีที่ไหลเลียบอยู่ในป่าฝั่งพม่า และแม่น้ำกระบุรีที่ไหลเป็นเส้นพรมแดนจรดปากน้ำที่ตัวเมืองระนองและเกาะสอง

ตลอดสองฝั่งแม่น้ำมีหมู่บ้านตั้งอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านพึ่งพาแม่น้ำ ในการสัญจร เกษตรกรรม และดำรงชีวิต ประชาชนในหลายพื้นที่มีการจัดระบบการจับปลาเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลา ชาวบ้านจะไม่ได้รับอนุญาตให้จับปลาในช่วงฤดูวางไข่หรือในบริเวณน้ำลึกที่ปลามารวมกัน รวมทั้งไม่อนุญาตให้ใช้ฉมวก เครื่องช็อตปลา ระเบิด และสารเคมี มีเพียงเบ็ดตกปลาและอวนพื้นบ้านเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ 

ชาวบ้านตามริมฝั่งน้ำใช้น้ำในแม่น้ำเพื่อปลูกผัก ปลูกข้าว ทำประมง และบริโภคในครัวเรือน ชาวนาชราริมฝั่งแม่น้ำไกรน์ในรัฐมอญคนหนึ่งกล่าวว่า "ฉันมีความสุขกับการมีชีวิตด้วยการปลูกผักและทำนาที่นี่ เพราะพวกเรานำน้ำมาใช้ได้ง่ายๆ และในแม่น้ำก็มีปลามากมาย ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องซื้อปลามาทำอาหารเลย"   

แต่ทว่าวันนี้ สายน้ำเหล่านี้คือเหมืองทองขุมใหม่ที่กลุ่มทุนพลังงานไทยกำลังเคลื่อนไหวลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในพม่าอย่างเงียบๆ

กลุ่มทุนรุกคืบลุ่มน้ำสาละวิน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 กระทรวงพลังงานในนามรัฐบาลไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของพม่าเพื่อศึกษาและพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด 5 แห่งใน 2 ลุ่มน้ำของพม่าซึ่งได้แก่ 4 เขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน คือ เขื่อนท่าซางในรัฐฉาน (7,000 เมกะวัตต์) เขื่อนสาละวินชายแดนตอนบน (5,600  เมกะวัตต์) เขื่อนสาละวินชายแดนตอนล่าง (900 เมกะวัตต์) เขื่อนฮัตจี (600 เมกะวัตต์) และอีกหนึ่งเขื่อนบนแม่น้ำตะนาวศรีทางภาคใต้ของพม่า (600 เมกะวัตต์)

โครงการหนึ่งที่อาจเคยผ่านหูผ่านตาคนไทยมาบ้าง คือ โครงการเขื่อนฮัตจีในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ห่างจากชายแดนไทยที่บ้าน สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตามลำน้ำสาละวินลงไปเพียง 40 กิโลเมตร โครงการเขื่อนฮัตจีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปลายปี 2548 เมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในนาม บมจ.กฟผ.จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoA) กับกรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่าเพื่อก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว และในปีถัดมาบริษัทสิโนไฮโดร บริษัทสร้างเขื่อนจากจีนก็ลงนามร่วมทุน มูลค่าการลงทุน ณ ปี 2551 ประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท

หลังจากลงนาม กฟผ.ได้ว่าจ้างหน่วยงานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จนทุกวันนี้จะพ้นกำหนดแล้วเสร็จการศึกษา แต่ก็มิได้มีการเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะและชุมชนที่จะได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยเฉพาะประเด็นน้ำที่จะเอ่อท่วมเข้าฝั่งไทยที่บ้านสบเมย บ้านแม่สามแลบ และบ้านท่าตาฝั่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

ในด้านฝั่งกะเหรี่ยงซึ่งเป็นพื้นที่สร้างเขื่อนและได้รับผลกระทบโดยตรง กองกำลังกะเหรี่ยง KNU ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับเขื่อนฮัตจี อย่างชัดเจน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่และประชาชนในพื้นที่ของกองกำลัง โดยเฉพาะน้ำท่วมและการเข้ายึดพื้นที่ของกองทัพพม่า

ประเด็นอ่อนไหวที่ส่อเค้าจะเป็นเชื้อปะทุความขัดแย้งระหว่างประเทศจากโครงการเขื่อนฮัตจีมีอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่ 

ประเด็นแรก คือ การเปลี่ยนแปลงเส้นพรมแดนระหว่างไทยและพม่า เพราะน้ำจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนจะท่วมเข้าสู่พื้นที่ฝั่งไทยรวมถึงลำน้ำ สาขาต่างๆ เช่น แม่น้ำเมย เอกสารฉบับหนึ่งของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยก็ระบุว่าเขื่อนฮัตจีอาจทำให้เกิดข้อพิพาทกรณีเขตแดนและการสูญเสียดินแดน 

ประเด็นต่อมา คือ เขื่อนฮัตจีสนับสนุนการกวาดล้างประชาชนของกองทัพพม่า และจะทำลายภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก

เอกสารลับฉบับเดิมระบุชัดเจนว่า กองทัพพม่าจะใช้ข้ออ้างความจำเป็นใน การเข้าไปรักษาความปลอดภัยของเขื่อน ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่กองกำลัง KNU ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนพม่าต้องอพยพเข้ามาในเขตไทยเป็นจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลทางการทหารระบุว่ากองทัพพม่าเข้าไปกวาดล้างหมู่บ้านในเขตจังหวัดพะปุน รัฐกะเหรี่ยงใกล้พื้นที่สร้างเขื่อนแล้ว 65 หมู่บ้านจากทั้งหมด 85 หมู่บ้าน

โครงการต่อมา คือ เขื่อนท่าซาง บนแม่น้ำสาละวินทางภาคกลางของรัฐฉาน บริษัท MDX ของไทยร่วมทุนกับรัฐบาลพม่าและบริษัท กันจูปาของจีน มีแผนส่งไฟฟ้าขายให้ประเทศไทยเช่นเดียวกัน ที่สำคัญโครงการนี้อยู่ในระบบโครงข่ายพลังงานภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region) ที่วางแผนโดยธนาคาร ADB

โครงการเขื่อนท่าซางได้มีการเปิดพิธีก่อสร้างอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อต้นปีก่อนและมีการขนอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปยังหัวงานเขื่อน ผ่านจุดผ่อนปรนชายแดน BP1 ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งข่าวจากรัฐฉานรายงานว่านับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้างเป็นเรื่องเป็นราว แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่ามีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างบริษัทไทยกับบริษัทหงปันของว้า กลุ่มว้าได้ยึดอุปกรณ์ก่อสร้าง เครื่องจักร และรถสร้างถนนไปเกือบทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้  

องค์กรสิ่งแวดล้อมรัฐฉานรายงานว่าเขื่อนท่าซางจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนอย่างน้อย 60,000 คน ในจำนวนนี้ 35,000 คนได้อพยพหนีการกวาดล้างของทหารพม่าเข้ามาในประเทศไทยแล้ว

ทางใต้ของชายแดน โครงการเขื่อนตะนาวศรีที่ไม่มีใครสนใจกลับมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ รายงานข่าวสั้นๆ ว่ารัฐบาลพม่าลงนามกับบริษัทอิตาเลียนไทยและบริษัทวินด์ฟอลล์เอนเนอร์ยีจากสิงคโปร์เพื่อสร้างเขื่อนตะนาวศรีขนาด 600 เมกะวัตต์ เว็บไซต์ของบางกอกโพสต์ก็ได้รายงานว่าในวันเดียวกัน กฟผ. ในนามของรัฐบาลไทยได้ลงนามกับรัฐบาลพม่าเพื่อซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแห่งหนึ่งจำนวน 600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าไฟฟ้าดังกล่าวจะมาจากเขื่อนตะนาวศรีนั่นเอง อย่างไร ก็ตามกฟผ.ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการตกลงรับซื้อไฟฟ้าตามที่เป็นข่าว

ข้อมูลจากแผนโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยของกฟผ. ได้เคยระบุถึงแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเขื่อนตะนาวศรี จำนวน 720 เมกะวัตต์ จึงคาดการณ์ได้ว่าเขื่อนแห่งนี้จะผลิตไฟฟ้าส่งขายแก่ประเทศไทยทางด้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางสายส่งไฟฟ้าเพียงประมาณ 80 กิโลเมตร 

เขื่อนตะนาวศรีตั้งอยู่บนแม่น้ำตะนาวศรี ในภาคตะนาวศรี (Tanessarim Division)ประเทศพม่า ตรงข้ามกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม่น้ำสายนี้ชาวพม่าเรียกว่า "ตะนิ้นตะยี" หรือ ทาเนสเซอริม ชาวบ้านในลุ่มน้ำมีทั้งชาวกะเหรี่ยง ทวาย มอญ และคนไทยพลัดถิ่น

สำนักข่าวกวยกะหลึ(Kwe Ka Lu) ของกะเหรี่ยงรายงานว่าพื้นที่หัวงานเขื่อนอยู่ในพื้นที่ของกองพล 4 กองกำลังกะเหรี่ยงKNUเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาชุดปฏิบัติการพิเศษกองพัน 7 KNU ได้เข้าจับกุมและยึดอุปกรณ์สำรวจจากกองทัพพม่าที่กำลังสำรวจพื้นที่เขื่อน

พะโด่โตโตเคหม่อง รองเลขาธิการ KNU จังหวัดบลิดาแหว่ เปิดเผย ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานที่จะเข้ามาสร้างเขื่อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม KNU มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการเขื่อนตะนาวศรีเนื่องจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างน้อย 32 หมู่บ้าน

พื้นที่ลุ่มน้ำตะนาวศรีทอดยาวตามเทือกเขาตะนาวศรี ก่อนไหลลงทะเลอันดามันใกล้เมืองมะริด ตลอดทั้งลุ่มน้ำปกคลุมด้วยป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง รายงานข่าวระบุว่าในพื้นที่ภาคตะนาวศรีมีบริษัททำไม้ของทหารพม่าและทุนไทย 11 แห่ง รับสัมปทานทำไม้ระหว่างปี 2551-2552 รวมปริมาณไม้ทั้งสิ้น 168,000 ตัน ส่วนใหญ่จะส่งลงเรือเดินสมุทรไปยังประเทศสิงคโปร์ ส่วนพื้นที่หัวงานเขื่อนมีบริษัทของทหารพม่า 2 แห่ง คือบริษัทจีเมนไค และไทยาตะนาโมง ทำไม้ตั้งแต่ปี 2550 จนปัจจุบัน

ชาวบ้านคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า "ชาวบ้านกำลังกังวลว่าหากทำไม้เสร็จอาจมีการสร้างเขื่อนต่อทันที"

สำหรับลุ่มน้ำกก และน้ำสาย มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการจัดการทรัพยากรน้ำไทย-พม่า และเมื่อต้นปี 2548 โดยมีโครงการจัดทำแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ระหว่างประเทศไทยและพม่า ซึ่งก่อนหน้านี้มีโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาด 150 เมกะวัตต์บนแม่น้ำกกใกล้กับชายแดนรัฐฉานที่ท่าตอน จังหวัดเชียงราย ต่อมากรมทรัพยากรน้ำได้ศึกษาโครงการผันน้ำจากทั้งสองลุ่มน้ำสู่แม่น้ำปิงที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และแม่น้ำน่าน

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโครงการยังไม่ได้มีการเปิดเผยความคืบหน้าต่อสาธารณะแต่อย่างใด

กลุ่มทุนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนที่กำลังดำเนินโครงการเขื่อนต่างๆ ในพม่าอยู่ในขณะนี้อาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศในระยะยาว จำเป็นอย่างยิ่งที่การลงทุนข้ามประเทศโดยเฉพาะในพม่าต้องได้รับการตรวจสอบและพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ไทยตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลทหารพม่า และต้องแบกรับภาระผู้อพยพอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ดังที่ข้อมูลจากกลุ่มสตรีคะยากล่าวว่า "สี่สิบปีที่แล้วพวกเราชาวคะยาต้องสูญเสียบ้านและแผ่นดินไปเมื่อสร้างเขื่อนบาลูชองในรัฐคะยาเพื่อส่งไฟฟ้าให้ย่างกุ้ง พวกเราต้องหนีมาอยู่เป็นผู้ลี้ภัยในฝั่งไทย เขื่อนในพม่าตอนนี้มีแต่จะส่งไฟฟ้าให้ต่างประเทศ มีแต่สร้างกำไรให้รัฐบาลทหาร ไม่ได้สร้างเพื่อประชาชน"

สาละวินโพสต์ http://www.salweennews.org


ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ "สาละวิน สายน้ำสามแผ่นดิน"