19 หมู่บ้านวอนเลิกเขื่อนสาละวิน ยื่นจ.ม.ถึงนายกฯ-หวั่นสู้รบหนักขึ้น

มติชนรายวัน 13 กรกฎาคม 2552

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ่อหลวงนุ ชำนาญคีรีไพร แกนนำเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยภายหลังร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะเรื่อง "เขื่อนฮัจจี...ความจำเป็นของสังคมไทย?" ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานอนุกรรมการศึกษาข้อมูลและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัจจี เป็นประธานว่าชาวบ้านได้ร่วมกันเขียนจดหมายส่งถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีชาวบ้านใน 19 หมู่บ้านกว่า 2,000 คนร่วมกันลงชื่อ

พ่อหลวงนุกล่าวว่า เนื้อหาในจดหมายเขียนว่า แม่น้ำสาละวินซึ่งมีความสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศของพื้นที่บริเวณนี้ และยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนของหมู่บ้านของพวกตนอย่างมาก ซึ่งการดำเนินโครงการเขื่อนในแม่น้ำสาละวินจะเป็นสาเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำถูกทำลาย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับชาวบ้านโดยตรง รวมถึงการสู้รบในแนวชายแดงจะรุนแรงขึ้น เพราะจะมีการเคลื่อนย้ายผู้อพยพเข้าประเทศไทย เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลพม่า

"พื้นที่โครงการเขื่อนฮัจจีเป็นพื้นที่ที่อยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งและมีการสู้รบระหว่างสหภาพพม่ากับประชาชนกะเหรี่ยง (KNU) บริเวณด้านเหนือเขื่อน ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนกะเหรี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องอพยพหลบหนีการกวาดล้างเข้ามาสู่ประเทศไทย เนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกัน ดังนั้น การก่อสร้างเขื่อนฮัจจีจึงเป็นการส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนกะเหรี่ยง อีกทั้งประเทศไทยต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้อพยพด้วย พวกเราในนามชาวบ้านสบเมยและชาวบ้านในลุ่มน้ำสาละวินขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และรัฐบาลไทยระงับในการก่อสร้างเขื่อนฮัจจีในแม่น้ำสาละวินทันที" พ่อหลวงนุกล่าว