เขื่อนในพม่า ภัยลุ่มน้ำสาละวิน คุกคามสิทธิชุมชนชายขอบ

ไทยโพสต์ 9 สิงหาคม 2552

แม่น้ำสาละวินได้รับการกล่าวถึงว่า  เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ยาวที่สุดและยังคงไหลอย่างเสรีในเอเชีย  นอกจากนี้  ยังมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ  แต่ขณะนี้แม่น้ำสาละวินกำลังถูกคุกคาม  แน่นอนว่า  สาเหตุเกิดจากโครงการพัฒนาด้วยน้ำมือมนุษย์  ขณะนี้รัฐบาลของไทยกับพม่ามีแผนการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในแม่น้ำสาละวินทั้งสิ้น  4  เขื่อน  คือ  เขื่อนท่าซาง,  เขื่อนฮัตจี,  เขื่อนกุ๋นหลวงในสาละวินตอนบน  และเขื่อนในสาละวินตอนล่าง  เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนความต้องการของประเทศและขายให้กับไทยซึ่งจะเป็นผู้รับซื้อรายสำคัญ  และยังอาจจะส่งไปขายให้ประเทศอื่นๆ  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     โครงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินนี้  อาจจะสร้างประโยชน์แก่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่ขณะเดียวกันก็กำลังคุกคามสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวพม่าในพื้นที่  เพราะโครงการเขื่อนตั้งอยู่ในพื้นที่สู้รบที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน  บังคับใช้แรงงาน  บังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่  ตลอดจนเวนคืนที่ดินโดยกองทัพพม่า  ส่งผลให้ผู้คนอพยพย้ายถิ่นมหาศาล

     "ถ้าสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ  ไม่ใช่แค่แม่น้ำสาละวินเท่านั้นที่จะหยุดไหล  แต่รวมถึงประวัติศาสตร์ชนชาติไทใหญ่ด้วย  วัฒนธรรมของพวกเราต้องสูญไป  บ้าน  วัด  และผืนดินที่ทำกินของพวกเราต้องจมอยู่ใต้น้ำ"  เป็นถ้อยคำจากผู้อพยพชาวไทใหญ่  ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนท่าซางในรัฐฉาน  ประเทศพม่า

     และจากการเสวนา  "การละเมิดสิทธิมนุษยชนในโครงการเขื่อนฮัตจีและเขื่อนท่าซางในพม่า"  เมื่อวันที่  4  สิงหาคมที่ผ่านมา  ณ  ห้องประชุม  สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน  องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งต่างชาติในไทยและพม่าเองที่คัดค้านโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสายนี้  ต่างมีบทวิเคราะห์ตรงกันว่า  ไทยจะไม่จำเป็นต้องสนับสนุนต่อโครงการนี้  เนื่องจากเขื่อนไม่จำเป็นต่อระบบไฟฟ้าของไทย  นอกจากนี้  ยังเป็นการส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า  และสร้างความสูญเสียต่อระบบนิเวศวิทยาที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้

     จ๋ามตอง  นักกิจกรรมพลัดถิ่นจาก  Salween  Watch  นำความขมขื่นของคนชายขอบมาเล่าให้ฟังว่า  เขื่อนท่าซางที่มีกำลังการผลิต  7,110  เมกะวัตต์  ในรัฐฉาน  ประเทศพม่า  เป็นเขื่อนขนาดใหญ่สุดในบรรดาเขื่อนที่เตรียมการสร้างในแม่น้ำสาละวิน  จะส่งผลให้คนนับแสนต้องอพยพออกไปแบบไม่สมัครใจ  และที่น่าเศร้า  ในพิธีเปิดโครงการเขื่อนท่าซางเมื่อเดือนมีนาคม  ปี  2550  ชาวบ้านที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ถูกเกณฑ์ให้มาร่วมพิธีเปิด  และต้องแต่งชุดประจำเผ่าไปยืนต้อนรับทหารพม่า  การสร้างเขื่อนมีความคืบหน้าอยู่บ้าง  แต่การสู้รบบริเวณพื้นที่เขื่อนทำให้โครงการไม่คืบหน้าไปมาก  ยังไม่มีกำหนดแล้วเสร็จที่แน่นอน  สำหรับพื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมมี  5  แสนไร่  จำนวนชาวบ้านที่ต้องอพยพไม่ต่ำกว่า  6  หมื่นคน

     นักกิจกรรมชาวพม่ากล่าวว่า  เขื่อนท่าซางนั้นคุกคามชุมชนรัฐฉาน  โดยเฉพาะชุมชนเชียงคำเป็นชุมชนชาวไทใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปาง  มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำสาละวินเป็นระยะทาง  56  กิโลเมตร  ขึ้นไปทางเขื่อนท่าซาง  เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จหมู่บ้าน  114  แห่งจะถูกน้ำท่วม  ชุมชนนี้ได้รับผลกระทบโดยตรง  พื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์  มีน้ำตกขนาดใหญ่  6  แห่ง  และน้ำตกขนาดเล็กอีกมากมาย  เป็นระบบนิเวศที่โดดเด่น  เป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นนานาชนิด  ชาวบ้านทำเรือกสวนไร่นาพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำเป็นสำคัญ  เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีคนเข้าถึงของรัฐฉาน  มีวัดเชียงคำเป็นวัดสำคัญของชุมชน

     ทุกวันนี้รัฐบาลทหารพม่าจะสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน  เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำและทหารที่กุมอำนาจในพม่า  ก่อนจะสร้างเขื่อนก็เข้าไปตัดไม้สร้างถนนเป็นเส้นทางลำเลียงวัสดุอุปกรณ์เข้าไปยังพื้นที่ก่อสร้าง  และที่สำคัญคือ  เพิ่มกำลังทหารเพื่อรักษาความปลอดภัยเขื่อน  เกิดความไม่ปลอดภัยและยากลำบากมาก  โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งต้องไปเก็บหาผักตามป่าไม้บริเวณพื้นที่ที่อยู่รอบเขื่อนท่าซาง  จากข้อมูลของกลุ่มปฏิบัติงานสตรีไทใหญ่พบว่า  นับตั้งแต่ปี  2539  จนถึงปัจจุบัน  กองทัพพม่าได้ข่มขืนผู้หญิงหลายร้อยคนซึ่งอาศัยอยู่ในรัศมี  50  กิโลเมตรจากเขื่อนท่าซาง

     "ตอนนี้มีกองกำลังทหารพม่าถึง  155  กองพันในรัฐฉาน  เพิ่มขึ้น  5  เท่าจากปี  2531  เข้ามาควบคุมผลประโยชน์ที่จะได้จากทรัพยากรธรรมชาติ  การเพิ่มขึ้นของทหารพม่าเกิดขึ้นพร้อมกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ  การข่มขืนยังเป็นอาวุธสงครามจนถึงปัจจุบัน  จะทำกับผู้หญิงที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า  แล้วยังมีการตัดไม้และทำลายระบบนิเวศอย่างกว้างขวางในรัฐฉาน  นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการคุกคามธรรมชาติและวิถีชุมชน"  จ๋ามตองสรุปสถานการณ์โครงการสร้างเขื่อนในรัฐฉานให้ฟัง

     ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรของชุมชนเชียงคำ  ก่อนจะมีการบังคับโยกย้ายเมื่อปี  2539  มีประชากรอยู่ราว  14,800  คน  หมู่บ้านหนึ่งจะมี  300  หลังคาเรือน  แต่จากการสำรวจปี  2552  พบว่า  จำนวนครัวเรือนลดลงมาก  สมาชิกในครอบครัวต้องพลัดพรากจากกันและไม่สามารถฟื้นฟูหมู่บ้านได้  บางส่วนอาศัยพื้นที่จัดสรร  บางส่วนต้องหลบๆ  ซ่อนๆ  ในหมู่บ้านแถวนั้น  บ้างก็หลบหนีเข้าประเทศไทย  ทุกวันนี้มีชาวบ้านประมาณ  3,000  คนเท่านั้น  ที่ยังคงพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด  และรักษาวัฒนธรรมของตนไว้  ท่ามกลางภัยคุกคามของกองทัพพม่าและเขื่อนท่าซาง

     "เราขอความเห็นใจจากรัฐบาลไทยช่วยหยุดเขื่อนที่จะเกิดขึ้น  ผลกระทบไม่เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์พม่า  แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน  ชาวบ้านต้องหลบหนีเข้ามาในไทย  ถ้าสร้างเขื่อนเสร็จ  พวกเขาก็ไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้  ช่วยให้ความหวังผู้ลี้ภัยได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม"  จ๋ามตองกล่าว

     เช่นเดียวกับ  ทูพอ  ฝ่ายกิจกรรมสหภาพกะเหรี่ยงแห่งชาติ  ที่วิงวอนให้รัฐบาลไทยยุติการเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนที่มีผลกระทบต่อชีวิตคนที่นั่นและกระทบไทย  เธอยืนยันว่า  โครงการสร้างเขื่อนมาพร้อมกับสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มากขึ้น  มีชาวพม่าพลัดถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า  4,000  คน  อยากให้โครงการสร้างเขื่อนบนลุ่มน้ำสาละวินยุติลงเพียงเท่านี้  เนื่องจากเขื่อนนี้จะทำลายวิถีชีวิตของคน  แม่น้ำ  ป่าไม้  ให้จมหายไปอยู่ใต้เขื่อนสาละวินที่จะมีการสร้างในพม่า  ไม่มีหนทางให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น  ไม่มีการศึกษาประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม  ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า  การคุกคามชีวิตประชาชนก็จะดำเนินต่อไป  และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

     เสียงทักท้วงจาก  ศุภกิจ  นันทะวรการ  มูลนิธินโยบายสุขภาวะ  ถึงความไม่จำเป็นและไม่สมเหตุสมผลของโครงการเขื่อนในพม่า  ซึ่งนักวิชาการด้านพลังงานผู้นี้ให้ภาพการพยากรณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เกินจริงในประเทศไทย  โดยปี  2551  ที่ผ่านมา  มีการพยากรณ์เกินค่าจริงถึง  1,389  เมกะวัตต์  นำไปสู่การลงทุนส่วนเกินอย่างน้อย  55,000  ล้านบาท  และจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินในปี  2552  คณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ฯ  เสนอค่าพยากรณ์ที่ลดลง  10,170  เมกะวัตต์  แต่กระทรวงพลังงานกลับเลือกใช้ค่าพยากรณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ลดลงเพียง  4,333  เมกะวัตต์  จากข้อมูล  ณ  เดือนเมษายน  2552  ความต้องการสูงสุดที่เกิดขึ้นจริง  22,045  เมกะวัตต์  คิดเป็นกำลังการผลิตสำรองร้อยละ  32  หรือสูงเกินไป  3,650  เมกะวัตต์  เป็นเงินลงทุนล้นเกิน  127,000  ล้านบาท

     ข้อเสนอที่สำคัญคือ  ต้องมีการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าครั้งใหม่  ซึ่งจากผลการวิเคราะห์การปรับค่าพยากรณ์  เมื่อเปรียบเทียบกำลังการผลิตขั้นต่ำที่จำเป็นตามแผน  PDP  2007  กับการปรับค่าพยากรณ์ใหม่จะลดลง  10,520  เมกะวัตต์  และมีโครงการที่สามารถเลื่อนออกจากแผน  PDP  2007  ซึ่งโครงการเขื่อนฮัตจีในพม่า  กำลังการผลิต  1,200  เมกะวัตต์  เป็นหนึ่งในโครงการที่ไม่จำเป็น  แม้จะยกเลิกโครงการต่างๆ  เพื่อลดกำลังการผลิตหมื่นกว่าเมกะวัตต์  กำลังผลิตสำรองก็ยังมากกว่าร้อยละ  15

     นอกจากนี้  เรายังมีทางเลือกการพัฒนาไฟฟ้าอื่นๆ  โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนของไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง  5  ปีที่ผ่านมา  มีภาคเอกชนจำนวนมากกำลังเสนอขายไฟฟ้าเข้าระบบ  ขึ้นอยู่กับรัฐจะตอบรับยังไง  มีผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาจากทุกเทคโนโลยี  อย่างไรก็ตาม  มีการจำกัดทางเลือกในการวางแผน  PDP  2007  ทำไมพลังงานทางเลือกจึงเข้ามาในแผนฯเพียง  1,700  เมกะวัตต์  ทุกทาง  "แม้ในแผน  PDP  2007  ซึ่งปรับปรุงครั้งที่  2  เพิ่มขึ้นจาก  1,700  เมกะวัตต์  เป็น  1,986  เมกะวัตต์  แต่ข้อมูลการเสนอขายปัจจุบันก็มากกว่าที่กำหนดไว้ในแผนแล้ว  ตอนนี้มีพลังงานหมุนเวียนเสนอขายเข้าระบบ  4,370  เมกะวัตต์  รอเพียงรัฐรับซื้อ  แสดงศักยภาพที่ชัดเจนซึ่งยังไม่รวมการประหยัดพลังงาน  การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้  3,000  เมกะวัตต์"

     ในวงเสวนาเดียวกัน  สุรพงษ์  ชัยนาม  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า  ตลอด  40  ปีที่ผ่านมา  หัวใจของนโยบายด้านต่างประเทศของพม่ายังใช้นโยบายเชื่อมโยงความมั่นคงของระบอบทหารพม่า  ทุกประเทศที่เข้าไปลงทุนในพม่า  ถ้าต้องการก๊าซ  น้ำมัน  ทรัพยากรของเขาจะต้องเชื่อมโยงกับการสร้างระบอบความมั่นคงของพม่าได้  รัฐบาลไทยหลายสมัยเป็นทนายแก้ต่างให้ระบอบความมั่นคงของพม่าเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ทางพม่าพร้อมให้  แม้จะมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

     รัฐบาลชุดนี้แถลงนโยบายต่างประเทศต่อสภาฯ  ว่าต้องเป็นนโยบายที่มีจริยธรรมและสิทธิมนุษยชน  ซึ่งรัฐบาลต้องสะท้อนให้เห็นถึงการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ  รัฐบาลสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้  ไม่ใช่ไทยโดนละเมิดแล้ววิพากษ์แต่เมื่อประเทศอื่นโดน  ทำเป็นหลับหูหลับตา  ภาคประชาสังคมเองก็ต้องต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิให้ได้  อย่าหวังภาครัฐมาทำให้เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชน  หลักธรรมาภิบาล  หลักนิติรัฐนิติธรรม  รัฐไม่ให้ความสำคัญ  กลัวจะถูกริดรอนอำนาจ

     ด้าน  นายแพทย์นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่า  รายงานการศึกษาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดที่แล้วมีข้อสรุปตั้งแต่ปี  2550  และเสนอรัฐบาลไปแล้ว  ประการแรกโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวินนี้จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งพม่าและฝั่งไทย  เป็นการละเมิดสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี  50  ซึ่งชุมชนมีอำนาจชอบธรรมในการรักษาวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำบนพื้นฐานการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรและเข้าถึงแม่น้ำสาละวิน  ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคนี้  สำคัญทั้งระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ  ที่ผ่านมาไทยมีบทเรียนเจ็บปวดจากกรณีเขื่อนปากมูลที่ทำลายวิถีชุมชนคนลุ่มน้ำมูลพังพินาศ  ปัจจุบันความทุกข์ยากยังไม่จบ  ชาวบ้านตกอยู่ในความยากจน

     "เขื่อนที่จะสร้างในสาละวินมีลักษณะเดียวกับเขื่อนปากมูล  แม่น้ำมูลที่เคยมีพันธุ์ปลากว่า  200  ชนิด  เหลือไม่ถึง  100  ชนิด  หรือโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบนในเขตจีนส่งผลกระทบต่อชาวเชียงของ  ประเทศไทย  มีการระเบิดแก่งทำลายระบบนิเวศ  เกษตรริมโขงเสียหายจากการขึ้น-ลงของน้ำผิดปกติ  มีการพังทลายของตลิ่งรุนแรงในฝั่งไทยและลาว  มีบทเรียนที่ตอกย้ำชัดเจนเรื่องสิทธิมนุษยชนขนาดนี้แล้ว  รัฐบาลไทยยังจะสร้างบทเรียนละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าและไทยเพิ่มอีกหรือ  นโยบายของไทยน่าจะมีจุดมุ่งหมายยกระดับสิทธิมนุษยชนในพม่าอย่างจริงจัง"  นายแพทย์นิรันดร์กล่าว  พร้อมให้ข้อมูลทิ้งท้ายว่า  ตอนนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งคณะอนุกรรมการเข้าไปตรวจสอบกรณีสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน  ซึ่งกรรมการสิทธิมนุษยชนจะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับทางรัฐบาลด้วย  คงต้องเร่งสานงานต่อ.

เขื่อนในลุ่มน้ำสาละวิน

โครงการเขื่อนหลายแห่งตามแผนการของรัฐบาลจีน  ไทยและพม่า  เขื่อนจะถูกสร้างในพม่าและใหญ่สุดคือ  เขื่อนท่าซาง  ซึ่งจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน  สูง  228  กิโลเมตร  สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กำลังการผลิตติดตั้ง  7,110  เมกะวัตต์  ผลิตไฟฟ้าได้  35,446  กิกะวัตต์/ชั่วโมง/ปี  ส่วนใหญ่ขายให้กับไทย  มูลค่าก่อสร้างประมาณ  240,000  ล้านบาท

     แรกเริ่มบริษัท  เอ็มดีเอ็กซ์  จากไทย  ได้สัมปทานจากรัฐบาลพม่าเพื่อลงทุนในโครงการ  ต่อมาปลายปี  2550  มีข่าวการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่  รัฐบาลทหารพม่าได้มอบหุ้นจำนวน 51%   ให้กับบริษัท ไชนีส  พาวเวอร์จากจีน  และลดสัดส่วนการถือหุ้นของเอ็มดีเอ็กซ์ลงเหลือ  24%  และพม่าถือหุ้น  25%

     กรณีเขื่อนฮัตจี  รัฐบาลไทยโดย  กฟผ.ได้มีบันทึกความตกลงกับการไฟฟ้าพม่าว่าด้วยการพัฒนาความเป็นเจ้าของและดำเนินโครงการพลังน้ำฮัตจี  มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง  1,000-1,200  เมกะวัตต์  ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี  2548  จนถึงปัจจุบัน  กฟผ.ดึงผู้ร่วมทุนจากประเทศจีน  มีสัดส่วนการร่วมทุนระหว่าง  กฟผ.-บริษัท  ชิโนไฮโดรฯ-กรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่า  คือ  39-51-10  ตามลำดับ  เป็นอีกโครงการที่จีนเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในโครงการเขื่อนในพม่า  ใช้เงินลงทุน  80,000  ล้านบาท

     ขณะนี้  กฟผ.มีแผนที่จะบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนท่าซางและเขื่อนฮัตจีในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่กำลังจะมีการจัดทำใหม่ในช่วงปลายปี  2552  นี้  ฉะนั้น  การสร้างเขื่อนทั้งสองแห่งนี้  ประเทศไทยจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า  ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ารุนแรงขึ้น  รัฐบาลทหารพม่ามีอิทธิพลเหนือพื้นที่สร้างเขื่อน  อ่างเก็บน้ำ  และแนวสายส่งไฟฟ้าที่ส่งมายังไทย  นำไปสู่การอพยพของผู้หนีภัยสงครามจำนวนมาก.