บันทึกรัฐบาลไทย แจง 4 ข้อชะลอเขื่อนกั้นสาละวิน

มติชน 16 กุมภาพันธ์ 2553  

หมายเหตุ - ส่วนหนึ่งของรายงานที่คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน สรุปเสนอนายกรัฐมนตรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้พิจารณาระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เนื่องจากมีผลกระทบในด้านต่าง ๆ รวมทั้งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีคำสั่งที่ 4/2552 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2552 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้าน ต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีนายระพีพันธุ์ สริวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เป็นอนุกรรม ทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ของ กฟผ.

คณะอนุกรรมการได้ประชุมและลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ณ หมู่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน โดยได้พิจารณาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี และได้ศึกษาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบทั้งผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบใน ด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวพม่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อแนวเขตแดนของไทยกับสหภาพพม่าจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการยังเห็นว่าการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ว่าจะให้ระงับ ชะลอ หรือดำเนินโครงการต่อ ควรต้องดำเนินการบนพื้นฐานของการทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและ เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ หากการก่อสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงอยู่ในแผนงานที่รัฐบาลพม่า ประสงค์ให้การก่อสร้างอยู่ต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ที่มีการก่อสร้างเขื่อนอยู่ใกล้กับชายแดนไทย ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ บริเวณชายแดนไทยริมฝั่งแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสาขาได้ คณะอนุกรรมการจึงขอเสนอแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นหากมีการดำเนินโครงการดังกล่าว ดังนี้

ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

(1) ระดับนโยบาย

รัฐบาลไทยควรจะแสดงให้เห็นถึงความตระหนักในเรื่องผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่อาจ มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและแสวงหาความร่วมมือกับรัฐบาลพม่าในการจัด ระเบียบการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้าง เขื่อนให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยไม่ใช้กำลังผลักดัน ซึ่งจะเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ดังกล่าว


(2) ระดับปฏิบัติ

กฟผ.ควร ประสานงานกับกระทรวงพลังไฟฟ้าของสหภาพพม่า เพื่อให้มีการระบุข้อความไว้ในเอกสาร Memorandum of Agreement (MOA) ที่แสดงให้เห็นว่า การดำเนินโครงการจะมีการปฏิบัติการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่ได้มีการ ศึกษาและจัดสรรงบประมาณไว้ ซึ่งตามแผนดังกล่าวมีหลักประกันว่า จะมีการดูแลและระมัดระวังให้การอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดการใช้กำลังผลักดันอันจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนที่ ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ รวมทั้งต้องกำหนดให้มีโครงการเพื่อการพัฒนาประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผล กระทบให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีไว้ในเอกสารดังกล่าว ที่จะมีการลงนามร่วมกันสามฝ่ายระหว่างผู้แทนรัฐบาลสหภาพพม่า บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท Sinohydro ของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ถึงแม้ว่า กฟผ.ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในฝั่งพม่าแล้วภาคประชาสังคมมีความเห็นว่า การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในฝั่งพม่ายังขาดความสมบูรณ์ในหลายประเด็น รวมทั้งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประมงบริเวณปากแม่น้ำสาละวิน นอกจากนี้โครงการดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณฝั่งไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบอาชีพบริเวณริมตลิ่งและการทำประมงในแม่น้ำสาละวิ นและลำน้ำสาขา ดังนั้น เพื่อสร้างความชัดเจนร่วมกันในประเด็นผลกระทบ ให้เกิดความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมายของไทย รัฐบาลควรกำหนดให้ กฟผ.ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ฝั่งไทยบริเวณพื้นที่หมู่บ้านริมแม่ น้ำสาละวินและลำน้ำสาขาที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม รวมทั้งหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย

ผลกระทบด้านสาธารณสุข

การดำเนินโครงการดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องมีการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนในพื้นที่ไปอยู่ที่แห่งใหม่ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่จะต้องมีการปรับตัว และสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพอนามัยที่มิอาจคาดเดา ซึ่งประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากอพยพเคลื่อนย้ายของประชาชนบางส่วนเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น กฟผ.จึงควรจะได้ทำการศึกษาผลกระทบด้านสาธาณสุขในพื้นที่บริเวณชายแดนประเทศไทยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการศึกษาเฉพาะในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างเขื่อนรวมทั้งเสนอแนวทาง หรือมาตรการในการป้องกันแก้ไขเยียวยาด้วย

ผลกระทบต่อแนวเขตแดน

ประเด็นหากมีการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีแล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่ น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อแนวเขตแดนไทย-พม่า ที่จะต้องดำเนินการตามนัยมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่นั้น ประเด็นดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นว่า หนังสือสัญญาระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยกับกระทรวงพลังไฟฟ้าของสหภาพพม่า เป็นการร่วมโครงการสร้างเขื่อนในสหภาพพม่า อาจมีนัยทางการเมืองและความอ่อนไหวค่อนข้างสูง ซึ่งอาจมีบุคคลที่เกี่ยวข้องนำประเด็นเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 190 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อความรอบคอบ จึงเห็นว่าส่วนราชการเจ้าของเรื่องควรนำหนังสือสัญญาฉบับของฝ่ายไทยลงวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2551 เสนอให้คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี

ส่วนกรมแผนที่ทหาร เห็นว่าเขตแดนไทย-พม่า บริเวณแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมย ใช้ฝั่งแม่น้ำของแต่ละประเทศเป็นเขตแดน ลำน้ำเป็นกลางซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการสำรวจแนวเขตแดนบริเวณดังกล่าวร่วมกับ ฝ่ายพม่า และในกรณีการสร้างเขื่อนฮัจจีดังกล่าว กรมแผนที่ทหารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผลกระทบของกระแสน้ำจากการสร้างเขื่อน จึงไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าหากการสร้างเขื่อนไม่ส่งผลกระทบทำให้แนวตลิ่งและฝั่งของแม่น้ำสาละวิ นและแม่น้ำเมยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การสร้างเขื่อนก็ไม่น่าจะกระทบต่อเขตแดน แต่เนื่องจากแม่น้ำดังกล่าวเป็นแนวเขตแดนระหว่างประเทศ การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจมีผลกระทบต่อแม่น้ำ ควรให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (JBC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันพิจารณาผลกระทบด้านเขตแดนโดยละเอียดร่วม กับ กฟผ.เพื่อให้เกิดความรอบคอบก่อนดำเนินการใดๆ ต่อไป

รัฐบาลควรให้หน่วยงานกลางจัดให้มีเวทีสาธารณะและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริง ที่ถูกต้องในทุกๆ ด้านมีการชี้แจงข้อสงสัย และแนวทางในการแก้ไข รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสนอแนะข้อคิดเห็น ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสของรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยงโดยไม่สมัครใจได้ แสดงออก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาไปพร้อมๆ กันด้วย

ข้อพิจารณา

คณะอนุกรรมการได้นำรายงานความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่าของ กฟผ. เสนอต่อคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในคราวประชุมคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ดังนี้

1.ให้นำรายงานความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี รวมทั้งรายงานการดำเนินงานของคณะกรรมการเสนอนายกรัฐมนตรีทราบ

2.มอบหมายให้ กฟผ.รับไปดำเนินการตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการตามรายงานความเห็นเกี่ยวกับผล กระทบด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี โดยเฉพาะในประเด็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ การจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่รับทราบข้อมูล และข้อเท็จจริงในทุกๆ ประเด็น โดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกับภาคประชาชน รวมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการทราบเป็นระยะด้วย

3.ให้มีหน่วยงานกลาง เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในทุกๆ ด้าน อย่างเป็นกลางและตรงกับข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ ถูกต้อง โดยขอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกลางต่อไป

ขอรับความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการในข้อ 3.2 และข้อ 3.3 เพื่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป

"ฮัตจี"เขื่อนปราบกะเหรี่ยง?

แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ 2,800 กิโลเมตร ต้นน้ำมาจากทิเบตไหลลงมาจีนที่ยูนนาน แล้วเข้ารัฐฉาน ผ่านมาเป็นพรมแดนไทย-พม่า 118 กิโลเมตรที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จุดใต้สุดของแม่น้ำสาละวินอยู่ในเขตไทยที่ "สบเมย" จ.ตาก จากนั้นก็ไหลเข้าเขตพม่าผ่านรัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ ก่อนลงทะเลที่อ่าวมะตะบัน เมืองมะละแหม่ง

เขื่อนฮัตจี (Hutgi) กั้นแม่น้ำสาละวินในบริเวณเขตแดนกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทย ด้าน อ.สบเมย จ.ตาก ลงไปประมาณ 47 กิโลเมตร มูลค่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขนาดสูง 228 เมตร (เขื่อนภูมิพล 154 เมตร) ยาวกว่า 700 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 1,400 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผ่านทางบริษัทลูกชื่อ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับกรมไฟฟ้าพลังน้ำของสหภาพพม่า และบริษัท ชิโน โฮโดร คอร์ปอเรชั่น จำกัด ของจีน

กฟผ.จะซื้อไฟฟ้าประมาณ 1,290 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะใช้ในพม่า

ขบวนการสิทธิมนุษยชนทั่วโลกเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างเขื่อนฮัตจีมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า รัฐบาลพม่าตั้งใจสร้างเขื่อนสลายฐานกำลังของกองทัพกะเหรี่ยงที่แผ่กระจาย อยู่ในบริเวณพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าต้องการใช้ประโยชน์จากไฟฟ้า