จากสาละวิน-น้ำปาย เหยื่อเขื่อนไฟฟ้า

ไทยโพสต์ 30 มกราคม 2554

   "ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวิน เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรง ต่อจังหวัดแม่ฮ่องสอนของพวกเรา ทำไมไม่ให้เราชาวแม่ฮ่องสอนได้มีโอกาสตัดสินเองว่าจะมีวิถีชีวิตแบบไหน?"

     "เขื่อนสาละวินไม่ได้สร้างเพื่อส่งไฟฟ้าให้คนแม่ฮ่องสอนใช้ เพราะพลังงานทั้งหมดจะเข้ากรุงเทพฯ และจังหวัดอุตสาหกรรม มีความพยายามจะบิดเบือนข้อมูลที่แท้จริงด้วยการหลอกชาวบ้าน ภายใต้กรอบความคิดขาดแคลนพลังงาน โดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน"

     "การพัฒนาต้องมาจากชุมชน เราจะรวมตัวกันเพื่อร่วมต่อสู้เขื่อนสาละวินนี้"

     ถ้อยคำข้างต้นมาจากเวทีเสวนาของคนหลายองค์กรหลากวัฒนธรรมและคนทำงานในลุ่ม น้ำแม่ฮ่องสอน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเห็นมากมายของประชาคมแม่ฮ่องสอน หลังจากรับรู้ว่ารัฐวางแผนสร้างเขื่อนร่วมกับประเทศจีนและพม่าบนแม่น้ำสาละ วิน มี 13 เขื่อนในจีน 4 เขื่อนในพม่า และ 2 ใน 4 นั้น สร้างบริเวณชายแดนไทย-พม่า

     การคัดค้านโครงการเขื่อนสาละวินไม่ใช่เรื่องใหม่นักในสังคมไทย แต่กับกรณี นี้มันใหม่มากสำหรับเมืองแม่ฮ่องสอน เพราะว่านี่เป็นภัยคุกคามใหม่ที่คน แม่ฮ่องสอนเริ่มวิตกกังวลกันมากว่าวิถีชีวิตจะถูกทำลาย ลำน้ำปายที่อุดม สมบูรณ์จะหายไป เพราะในรายงานการศึกษาปรากฏว่า หากมีการสร้างเขื่อนเว่ยจีบน แม่น้ำสาละวินช่วงที่ไหลผ่านพม่าและไทยในเขต จ.แม่ฮ่องสอน น้ำจะเอ่อท่วม พื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตรัฐคะเรนนีและรัฐฉาน พม่า แต่ก็จะท่วมพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินราว 19,101 ไร่ รวมไปถึง ชุมชนสองฝั่งริมน้ำปาย ใน อ.เมืองฯ มากกว่า 3 หมื่นไร่ หากโครงการนี้ยังเดินหน้าต่อไปคนแม่ฮ่องสอนต้องเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วม ที่มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

     ในเวที คุณค่าปาย-สาละวิน กับคนแม่ฮ่องสอน ณ ตลาดเทศบาลอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน สุรจิต ชิรเวทย์ ประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม กล่าวถึงโครงการเขื่อนสาละวินว่า หลังได้เรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน กรรมาธิการทรัพยากรน้ำได้ศึกษาและตรวจสอบ โดยมีประเด็นตั้งข้อสังเกตถึงขอบ เขตรายงานการศึกษาที่ไม่ครอบคลุมในเขตไทย ทั้งยังไม่มีการศึกษาชัดเจนของวงจรชีวิตหรือเส้นทางปลาผ่าน สาละวินเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ หากมีโครงการกระทบอาจถูกถอดถอน ได้ เหตุใดรายงานจึงไม่มีเรื่องนี้ ซึ่งชาวบ้านมีสิทธิฟ้องหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญ ยังมีประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุน โครงการนี้มูลค่า 7 หมื่นล้าน หากนำเงินไปลงทุนด้านอื่นจะได้ผลคุ้มค่ากว่าหรือไม่

     "แม่กลองได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนที่ต้นน้ำชัดเจน ส่งผลให้ไม่มีตะกอนมากพอสำหรับการรักษาระบบนิเวศของปากแม่น้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกราก เพราะเขื่อนกักตะกอนหนัก ปล่อยเฉพาะตะกอนเบา แถมปริมาณน้ำหายไป 8 เท่า ถ้าการสร้างเขื่อนในจีนบนลำน้ำสาละวินตอนบนจะเกิด ผลกระทบระบบนิเวศแม่น้ำ นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยอพยพข้าม มาฝั่งไทย เขื่อนสาละวินผลิตไฟฟ้าได้ 1,500 เมกะวัตต์ แต่มองข้ามต้นทุนชีวิตของประชาชน เพราะลำน้ำสาขาและสัตว์น้ำได้รับกระทบ ความมั่นคงทางอาหารหายไป โครงการนี้มีปัญหาเรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูล กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อรัฐสภา ที่ผ่านมาการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงมาโดยตลอด เห็นว่าไทยควรผลักดันให้มีองค์กรระหว่างประเทศคล้ายคณะกรรมการแม่โขง หรือ MRC เพื่อช่วยกันพัฒนาแม่น้ำสาละวินอย่างยั่งยืน

     ขณะที่ สุเทพ นุชทรวง นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ลุ่มน้ำแม่ฮ่องสอนเป็นแม่น้ำ สาขาของสาละวิน ประกอบด้วย แม่น้ำปาย แม่น้ำยาม แม่น้ำเงา และแม่น้ำเมย เป็นแหล่งโบราณคดี เคยมีคนอาศัยอยู่มาก่อนถึง 10,000 ปี แม่ฮ่องสอนมีหลายชนเผ่าอาศัยอยู่ร่วมกัน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำ หล่อเลี้ยงชีวิตมาโดยตลอด ที่ผ่านมาท้องถิ่นมีโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึง ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้ พบพันธุ์ปลานานาชนิดในสาละวินและลำน้ำสาขาให้ชาวบ้านได้หาอยู่หากิน สองฝั่ง แม่น้ำตะกอนแร่ธาตุทับถมได้ปลูกพืชต่างๆ ไว้กินและขาย แล้วยังมีภูมิทัศน์งดงาม นี่คือความมั่งคั่งของทรัพยากร

     "ถ้าสร้างเขื่อน น้ำท่วมไม่หลงเหลือความเป็นธรรมชาติ หลักฐานโบราณคดี ป่าไม้สักตลอดจนไม้นานาชนิดจมใต้น้ำ การศึกษาผลกระทบยังไม่ลึกและครอบคลุมทุกด้าน คนแม่ฮ่องสอนเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรง ผลกระทบมาทั้งทางตรงและทางอ้อม พี่น้องในชุมชน ผู้อพยพ จะโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่ไหน เราจะแสดงจุดยืนไม่ เห็นด้วยกับโครงการเขื่อนสาละวินและจะสนับสนุนการปกป้องฟื้นฟูแม่น้ำสาละวิ นด้วยการก่อตั้งเป็นเครือข่ายรักลุ่มน้ำสาละวิน ผนึกกำลังกันเพื่อไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่ยับเยิน" นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอนกล่าวแสดงจุดยืน โดยเห็นว่าต้องให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายเพื่อสร้างแนวร่วม ส่วนการ สร้างความตระหนักเกี่ยวกับภัยคุกคามนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาในแม่ฮ่องสอน ตลอดจนปลุกสำนึกรักท้องถิ่นผ่านประวัติศาสตร์บ้านเมือง ควรทำแต่เนิ่นๆ

     มิใช่แต่นายกเทศมนตรีที่แสดงความเป็นห่วงจากแผนการสร้างเขื่อน สมพร งาม จริยธรรม ประธานสภา อบต.เวียงเหนือ อ.ปาย เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งได้ติดตามสถานการณ์การสร้างเขื่อนกั้นบนลุ่มน้ำสาละวินอ ย่างต่อเนื่อง โดยบอกว่า ชนเผ่าฝั่งพม่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ถ้าสร้างเขื่อนสาละวินตอนบนบริเวณชายแดนจะมีผู้ลี้ภัยนับแสนคนมาฝั่งไทย และเมื่อปี 2527 มีการสร้างเขื่อนเมืองน้อย ระเบิดภูเขาดินหินถล่มลงแม่น้ำปาย ส่งผลให้แม่น้ำตื้นเขิน คนปลายน้ำก็กล่าวหาคนบนดอยแผ้วถางทำลายป่า ทั้งที่จริงมันไม่ใช่ ระบบนิเวศเสียหาย สัตว์น้ำสูญพันธุ์ เพราะเขื่อนนี้ ขนาดเขื่อนขนาดเล็กยังส่งผลกระทบหนักหนา แล้วเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำสาละวินจะเสียหายแค่ไหน ทำให้ต้องต่อต้านเขื่อนสาละวิน

     มนตรี จันทรวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ชี้ว่า ปัญหาเขื่อนสาละวินเป็นเรื่องการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ไม่ละเอียด 2-3 ปีมานี้มีการผลักดันสร้างเขื่อนฮัตจี กฟผ.จ้างสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ดำเนินการศึกษา เป็นการศึกษาที่ไม่เข้าระบบอีไอเอบ้านเรา เพราะโครงการตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง พม่า อยากให้เปิดเผยรายงานเพื่อให้เกิดการตรวจสอบว่าได้มาตรฐานหรือไม่

     อย่างไรตาม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีมติให้ระงับโครงการไว้ก่อน เพราะสร้างเขื่อนในพื้นที่ขัดแย้งจะส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ กฟผ.อ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการสู้รบนานนับ 10 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ส่งให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ จนเป็นที่มาของการตั้ง กรรมการดูแลการละเมิดสิทธิ และตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด หลังจากนั้นมี ข้อเสนอให้ กฟผ.ทำการศึกษาเพิ่มเติมในฝั่งไทย และให้อนุกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางเปิดข้อมูลและจัดรับฟัง ความเห็นประชาชนอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่อำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐ รวมถึงให้โครงการนี้เข้ารัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพราะเกี่ยวกับการทำสัญญาระหว่างประเทศ

     "ประเด็นที่มีการพูดถึงคือ ข้อจำกัดของการศึกษาในพื้นที่จริง เพราะมีการสู้รบและความไม่สงบในพื้นที่ฝั่งพม่า ทำให้มีข้อมูลไม่สมบูรณ์เพียงพอ นอกจากนี้ การศึกษาเรื่องปลาก็ไม่ได้เก็บข้อมูลครบถ้วน การสร้างเขื่อนสัตว์น้ำ ปลาเฉพาะถิ่นจะสูญหายไป อย่างปลาสะแวะ เป็นปลาน้ำปาย ช่วงผสมพันธุ์จะว่ายไปที่ปากแม่น้ำสาละวิน บริเวณเมาะละแหม่ง ประเทศพม่า เมื่อเติบโตก็กลับมาแม่น้ำปาย ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาสาละวิน เมื่อแม่น้ำถูก กั้นด้วยเขื่อนปลาไม่สามารถอพยพไปมาได้ ปัจจุบันยังไม่มีบันไดปลาโจนที่ใดประสบผลสำเร็จ ในอนาคตปลาชนิดนี้จะสูญพันธุ์"

     มนตรีวิเคราะห์ถึงปัญหาระดับน้ำ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงในการใช้ชีวิตของ ชุมชน เนื่องจากเขื่อนฮัตจีห่างจากบ้านสบเมยลงไปตามแม่น้ำสาละวิ นประมาณ 47 กิโลเมตร โดยบอกว่า ชาวบ้านสบเมยเป็นชุมชนแห่งแรกที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้าง เขื่อนฮัตจี เนื่องจากสภาพพื้นที่หมู่บ้านอยู่บริเวณแม่น้ำเมยมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวิ นแล้วไหลเข้าสู่พม่า แม่น้ำสาละวินที่ถูกเขื่อนกั้นพม่าจะเอ่อท่วมเข้ามาถึงหมู่บ้านสบเมยเป็น แห่งแรก และหมู่บ้านอีก 28 แห่งใน 3 อำเภอ คือ อ.ท่าสองยาง อ.สบเมย และ อ.แม่สะเรียง ก็มีข้อถกเถียงโต้แย้งในการประเมินผลกระทบจะต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่ง แวดล้อมเป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทย เพราะโครงการลงทุนนี้สร้างผลกระทบเข้า มาเขตแดนไทยด้วย.