ทุนไทยรุมโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ ปตท.-กฟผ.บุกโรงไฟฟ้าพม่าหมื่นเมกะวัตต์

24 ตุลาคม 2557 | ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

Source: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1414138254

ทุนไทยรุมโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ กฟผ.อินเตอร์ฯ ลุยโครงการพลังน้ำมายตง 7,000 เมกะวัตต์ ในลุ่มน้ำสาละวิน ด้าน ปตท.ผนึกราชบุรีโฮลดิ้งฯ ปักธงโครงการถ่านหินมะริด ในตะนาวศรี 2,600 เมกะวัตต์ หวังป้อนการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

หลังการเยือนสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภาพความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมาร์หลายด้านเริ่มชัดเจนมากขึ้น นอกจากการพัฒนาโครงการทวายแล้ว ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือความร่วมมือทางด้านพลังงาน เนื่องจากเมียนมาร์มีศักยภาพในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งล่าสุดภาคเอกชนไทยพากันไปจับจองโครงการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ EGATi ในเครือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่ไปแบบแพ็กคู่กับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด หรือ GPSC ในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

กฟผ.ทำเอ็มโอยูโรงไฟฟ้ามายตง

นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการอาวุโส และรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ EGATi เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้ได้นำเสนอข้อมูลไปยังกระทรวงพลังงาน ก่อนจะมีการเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการของนายกฯ โครงการที่เสนอว่ามีความเป็นไปได้ในการพัฒนาและได้มีการลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) เรียบร้อยแล้วคือโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง กำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์ ที่ EGATi ถือหุ้นร้อยละ 30 รัฐบาลเมียนมาร์ร้อยละ 14 และชิโนไฮโดรฯจากจีนร้อยละ 56 เฉพาะส่วนที่ EGATi ต้องลงทุนที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท

ขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) หลังจากนั้นจะยื่นเสนอโครงการต่อรัฐบาลเมียนมาร์ รวมถึงต้องพิจารณาร่วมกันเพิ่มเติมถึงการจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าว่า 1) สัดส่วนที่ต้องป้อนความต้องการใช้ในเมียนมาร์ 2) สัดส่วนที่จะส่งผ่านระบบส่งเพื่อรองรับการใช้ในไทย และ 3) หรืออาจจะส่งไฟฟ้าทั้งหมดไปรองรับการใช้ในประเทศจีน ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่

นอกจากนี้ยังมีโครงการฮัตจี ที่เคยอยู่ในแผนว่าจะพัฒนา แต่ยังคงติดปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย ซึ่งต้องให้รัฐบาลเมียนมาร์ดำเนินการแก้ปัญหาก่อน ส่วนโครงการท่าซาง หากว่าสามารถพัฒนาโครงการมายตงได้สำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาโครงการนี้ เนื่องจากอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกัน ปริมาณน้ำไม่พอรองรับแน่นอน

"ตามแผนรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านไทยต้องการรวม 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งหากพัฒนาโครงการมายตงได้ เท่ากับว่ามีกำลังผลิตในมือแล้ว 7,000 เมกะวัตต์ และยังมีอีกหลายโครงการให้พัฒนา แต่ยอมรับว่าเป็นโครงการใหญ่ ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดทางให้บริษัทลูกอื่น ๆ ของ กฟผ.เข้ามาถือหุ้นเพิ่มได้ แต่ขึ้นอยู่กับฝั่งเมียนมาร์ด้วยว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร"

ปตท.-ราชบุรีฯจองโครงการมะริด

นายพงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ลงนาม MOU กับรัฐบาลเมียนมาร์ เพื่อพัฒนาโครงการมะริด ในเขตตะนาวศรี คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 170,000 ล้านบาท กำลังผลิต 2,600 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง แต่รัฐบาลเมียนมาร์ยังได้เปิดทางให้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GPSC) ในเครือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงนามข้อตกลงเบื้องต้นด้วยเช่นกัน และคาดว่าอาจจะมีนักลงทุนต่างชาติอื่น ๆ เข้ามาลงนามเพิ่มเติมอีก แต่ละรายจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน คือจะต้องไปดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการ จัดหาที่ดิน จัดทำรายงาน EIA และขั้นตอนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นนำเสนอโครงการเพื่อพิจารณา

ฉะนั้นในโครงการนี้จึงมีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ทั้งบริษัท ราชบุรีโฮลดิ้งฯ และโกลบอล เพาเวอร์ฯ ตัดสินใจเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าว โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไปหารือผู้ถือหุ้นเดิมว่าจะพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นใหม่ในโครงการนี้อย่างไร หรืออาจจะใช้รูปแบบของบริษัท ราชบุรีโฮลดิ้งฯ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้น่าจะสรุปได้

"ก่อนหน้านี้ราชบุรีโฮลดิ้งฯ และพันธมิตรเดิม คือบริษัท บลู เอนเนอร์ยี่ แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด บริษัท Vantage Kyaw Phyo เดินหน้าโครงการนี้ไปเยอะแล้ว โดยทำรายงาน EIA เปิดประชาพิจารณ์รวม 3 ครั้ง ที่สำคัญได้เลือกที่ดินไว้แล้วชัดเจน ถ้าเทียบฟอร์มกับรายอื่นแล้ว ถือว่าราชบุรีโฮลดิ้งฯ ก็มีความพร้อมไม่น้อยกว่ารายอื่นแน่นอน"

นายพงษ์ดิษฐกล่าวว่า กำลังผลิตรวม 2,600 เมกะวัตต์ จากโครงการมะริด จะใช้ถ่านหินนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย สามารถเสริมความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ของไทยได้เท่ากับโรงไฟฟ้าใหม่ถึง 2 โรง โดยจะเชื่อมโยงด้วยระบบสายส่งเข้ามาทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่า/หน่วย ซึ่งไม่แตกต่างจากราคาที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าในประเทศมาก

ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับราชบุรีโฮลดิ้งฯ แต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างหารือกับผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละรายก่อน คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ในโครงการอื่น ๆ ในเมียนมาร์ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ฯยังมีแผนที่จะร่วมพัฒนากับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งฯ เพิ่มเติมอีกด้วย

ลุยต่อโรงไฟฟ้าถ่านหินเชียงตุง

นายพงษ์ดิษฐกล่าวเพิ่มเติมถึงการลงทุนในเมียนมาร์อีกว่า นอกเหนือจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในแผนการลงทุนอีก คือโรงไฟฟ้าเชียงตุง ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 38,000 ล้านบาท) ว่าเตรียมลงนามกับรัฐบาลเมียนมาร์เพื่ออนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วภายในเร็ว ๆ นี้ สำหรับโครงการนี้จะแตกต่างจากโครงการมะริด เนื่องจากในพื้นที่มีเหมืองถ่านหินที่สามารถป้อนการใช้ในโรงไฟฟ้าได้ทันที

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากเอกชนข้างต้นดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกหลายเอกชนไทยที่อยู่ในธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่เตรียมเข้าไปประมูลโรงไฟฟ้าในอีกหลายโครงการ เช่น บริษัท บีกริม เพาเวอร์ จำกัด ที่มีแผนจะร่วมทุนกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเมนท์จำกัด ด้วย

เอ็นจีโอตั้งเวทีค้านโปรเจ็กต์ทวาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา สมาคมพัฒนาทวาย หรือ DDA ได้จัดแถลงข่าว "เสียงจากชุมชนทวาย ข้อกังวลต่อโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย" โดยนายออง เมียน ตัวแทนจากหมู่บ้านมูดู, นายซุ ไป จากหมู่บ้านกะลงท่า นายนอ ปิ ตะ ลอ จากประชาคมชุมชนกะเหรี่ยง และนายเย ลิน ลิน จากสมาคมพัฒนาทวาย DDA ฝั่งเมียนมาร์

ทั้งนี้ มีการให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2553 ที่มีบริษัทจากเมืองไทยบุกรุกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนต่อที่ดินทำกินของคนท้องถิ่น ที่ดินก็ถูกห้ามไม่ให้ปลูกพืช ต้นไม้ถูกตัดจำนวนมาก แม้จะมีการจ่ายค่าชดเชยแต่มองว่าไม่เท่าเทียม โดยหมู่บ้าน "กะลงท่า" เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งมากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่ยินยอมที่จะย้ายออกตามคำสั่งของรัฐบาลเมียนมาร์

"บริษัทไทยเคยให้สัญญาว่าจะชี้แจงทุกการเคลื่อนไหว แต่ ณ ปัจจุบันชาวบ้านไม่เคยมีส่วนร่วมในการประชุม ไม่เคยทราบความเคลื่อนไหว แม้แต่คำสัญญาที่ระบุว่าจะจัดทำระบบน้ำให้ดีนั้น ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม มีแค่ปั๊มน้ำ ไม่มีระบบจัดการที่ดี ซึ่งปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้แก้ไขโดยเร็ว"

สำหรับข้อเสนอแนะจากชาวบ้านกว่า 20 หมู่บ้านในพื้นที่มีดังนี้ 1.ขอให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านก่อน 2.การดำเนินการต่อใด ๆ ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 3.ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้และตัดสินใจ 4.หลีกเลี่ยงการบังคับให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่โดยไม่ยินยอม และ 5.ควรชี้แจงข้อมูลโครงการชัดเจนและครอบคลุม รวมถึงการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วย