หนุนการลงทุนพม่า พึงระวัน "กับระเบิด"

23 พฤศจิกายน 2557 | ไทยรัฐ | ตติกานต์ เดชชพงศ

Source: http://www.thairath.co.th/content/464849

บทบาท “เจ้าภาพ” ของรัฐบาลพม่าในการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิต) และการประชุมผู้นำเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ช่วงวันที่ 12-13 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับการประเมินจากนานาชาติว่า “สอบผ่าน” ไม่มีปัญหาขลุกขลัก และมีผู้นำจากประเทศต่างๆมาเข้าร่วมอุ่นหนาฝาคั่ง ขณะที่การเจรจาสานสัมพันธ์ทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือการพัฒนาด้านต่างๆ ก็ถือว่าคืบหน้าไปมาก เพราะผู้นำหลายชาติยอม “มองผ่าน” บาดแผลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และเตรียมเดินหน้าโครงการระหว่างประเทศต่างๆ มากกว่าจะมุ่งเน้นที่การยื่นเงื่อนไขให้พม่าปฏิบัติตามอย่างที่เคย

อาจเรียกได้ว่า “อำนาจต่อรอง” ของพม่านั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะที่เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างชาติที่ยังเปิดกว้างและเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านรัพยากรธรรมชาติอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ นักลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงได้ผลักดันโครงการต่างๆให้เกิดขึ้นในพม่า โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง “เขื่อน” ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับประเทศเพื่อนบ้านและใช้งานในพม่า

นอกจากนี้ ในกรณีของรัฐบาลไทย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้เดินทางเยือนพม่าครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือน ต.ค. และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น รัฐบาลพม่าก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารรุกเงียบเข้าไปในพื้นที่ที่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างเขื่อน โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวินในรัฐกะเหรี่ยงของพม่า ซึ่งเชื่อมต่อพรมแดนทางเหนือของไทย และพม่าเตรียมสร้างเขื่อน 6 เขื่อน โดยมีกลุ่มทุนจากรัฐบาลจีนและไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

ในขณะที่รัฐบาลพม่าชูธง “ปฏิรูป” ผลักดันโครงการก่อสร้างเพื่อระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แต่การเจรจาสันติภาพกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยในรัฐต่างๆของพม่ายังไม่บรรลุ “ข้อตกลง” ที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ ทำให้เกิดการปะทะขึ้นประปรายในหลายพื้นที่ หลายฝ่ายจึงเกรงว่าการเดินหน้าโครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐบาลพม่าอาจไม่สนใจฟังเสียงผู้ได้รับผลกระทบอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ “พล.อ.บอ จ่อ แฮ” รองผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ได้ให้สัมภาษณ์แก่คณะผู้สื่อข่าวเมื่อ 17 พ.ย. ระบุว่ารัฐบาลพม่าพยายามปรับปรุงเส้นทางส่งกำลังเข้ามาในพื้นที่ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของเคเอ็นแอลเอ ทั้งยังมีการลำเลียงอาวุธและกระสุนเข้ามาเพิ่มเติมขัดแย้ง กับข้อตกลงหยุดยิงที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องยุติการเคลื่อนไหวทางการทหาร และการผลักดันโครงการขนาดใหญ่โดยรัฐบาลพม่าขึ้นในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงก็อาจเป็นการ “ข้ามขั้น” เพราะข้อตกลงของกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กับรัฐบาลพม่าเรียกร้องให้การ เจรจาความร่วมมือดำเนินไปจากระดับเล็กสู่ระดับใหญ่ แต่หากเริ่มต้นที่โครงการ “เมกะโปรเจกต์” เป็นอันดับแรกก็อาจแก้ไขหรือเยียวยาได้ยากหากเกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม

ต่อมาไม่นาน กองทัพอิสรภาพคะฉิ่น (KIA) ซึ่งเคลื่อนไหวในรัฐคะฉิ่นของพม่าก็ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ระบุว่า กองทัพพม่าได้ระดมยิงปืนครกเข้าใส่ฐานที่มั่นของเคไอเอ ทำให้ทหารคะฉิ่นเสียชีวิต 23 นาย และรัฐคะฉิ่นเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนมิตโซนที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากรัฐบาลจีนด้วย

ไม่ใช่เพียงกองกำลังชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่กังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า แวดวงวิชาการก็ได้พูดคุยอย่างจริงจังในประเด็นการจัดการทรัพยากรแม่น้ำระหว่างประเทศเช่นกัน โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ ศูนย์อาเซียนศึกษา ม.เชียงใหม่ ร่วมกับ The Salween-Thanlwin-Nu (STN) Studies Group จัดประชุมวิชาการครั้งที่ 1 State of Knowledge : Environmental Change, Livelihoods and Development อ้างอิงจากประสบการณ์ของเครือข่ายนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องจากทั้งพม่า จีน ไทย ยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา รวมกว่า 100 คน เมื่อวันที่ 14-15 พ.ย. ณ สำนักบริการวิชาการ ม.เชียงใหม่

“นายฝาน เซี่ยว” นักสำรวจทางธรณีวิทยาประจำมณฑลเสฉวนของจีน ได้เผยข้อมูลเชิงวิชาการซึ่งแสดงความเชื่อมโยงกรณีเขื่อนสีผิงกูในเมืองเหวินฉวน มณฑลเสฉวน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณที่ราบลุ่มในมณฑลเสฉวนรุนแรงผิดปกติจากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนความสูง 100 ม.

ถือเป็นจำนวนมหาศาล และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายหนักเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 แมกนิจูดในมณฑลเสฉวนเมื่อเดือน พ.ค.2551 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80,000 ราย

และในกรณีของแม่น้ำสาละวิน หรือที่ผู้คนในพม่าเรียกว่า “ตาลวิน” และคนจีนเรียกว่า “นู่เจียง” ถือเป็นแม่น้ำนานาชาติไหลผ่าน 3 ประเทศ ทำให้การสร้างเขื่อนตามแนวแม่น้ำสายนี้ส่งผลกระทบข้ามชาติอย่างไม่มีทางเลี่ยง และรัฐบาลจีนได้สั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ที่มีการตรวจพบรอยเลื่อนแผ่นดินไหวในประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว แต่รัฐบาลพม่ายังไม่คิดจะยุติโครงการสร้างเขื่อนในประเทศ โดยเฉพาะเขื่อนในลุ่มแม่น้ำสาละวิน ซึ่งหากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นก็อาจส่งผลกระทบมาถึงจังหวัดทางตอนเหนือของไทยได้เช่นกัน

ด้าน “นัน เซ ฮวา” ส.ส.หญิงแห่งรัฐกะเหรี่ยงซึ่ง เข้าร่วมงานประชุมด้วย ระบุว่า ชาวบ้านในรัฐกะเหรี่ยง ถูกสั่งอพยพออกจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาละวินโดยไม่ได้รับ ข้อมูลที่ชัดเจนใดๆจากรัฐบาล ทั้งนโยบายการเยียวยาและการหาพื้นที่อยู่อาศัยทดแทนชุมชนแหล่งเดิม

หากผู้คนในรัฐกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบจากโครงการที่เอ่ยอ้างว่าเป็น “การพัฒนา” ของรัฐบาลพม่า การเจรจาสันติภาพใดๆก็ไม่มีทางสำเร็จลุล่วงได้ และความขัดแย้งภายในพม่าไม่ต่างจาก “กับระเบิด” สักเท่าไหร่นัก เพราะหากรัฐบาลพม่าและนักลงทุนต่างชาติเดินเกมผิดก็อาจเกิดระเบิดตูมตามให้เดือดร้อนและสูญเสียกันได้.