ฟื้น 6 เขื่อน ชนวนเช็คบิลคณะกก.แม่น้ำโขง

โลกสีเขียว พฤศจิกายน 2550

รณวัฒน์ จันทร์จารุวงศ์

โครงการสร้างเขื่อน 6 แห่งในแม่น้ำโขงสายหลัก กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้องค์กรนานาชาติ 126 กลุ่ม ล่ารายชื่อเพื่อเช็คบิลผู้พิทักษ์แม่น้ำโขง ด้วยข้อหล่าวหา ...ทำงานล้มเหลว...

เพียง 1 วันก่อนการประชุมกลุ่มประเทศผู้ให้ทุนต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MekongRiver Commission : MRC) จะมีขึ้นที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ภาคประชาสังคมในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงรวม 126 กลุ่มจาก 30 ประเทศทั่วโลก ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการทำงานของคณะกรรมาธิการ MRC พร้อมเปิดแถลงข่าวที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร ด้วยการตั้งคำถามว่า “ยังควรมีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) อยู่อีกหรือ หากจะมี 6 เขื่อนเกิดบนแม่น้ำโขงสายหลัก” เมื่อ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยมี รศ. สุริชัย หวันแก้ว  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรมฤดี ดาวเรือง จากโครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า (TERRA) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ และเพียรพร ดีเทศน์ จากโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกันแถลงและตอบคำถามในฐานะตัวแทนขององค์กรต่างๆ ที่ลงชื่อร่วมกันในจดหมายเปิดผนึกส่งถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิไตยประชาชนลาว พร้อมกับส่งถึงคณะกรรมาธิการจากประเทศผู้ให้ทุนต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

ความเคลื่อนไหวที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจากกลุ่มประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่างคือไทย ลาว และกัมพูชา เริ่มรื้อฟื้นโครงการก่อสร้างเขื่อนจำนวน 6 แห่งที่เรียงรายอยู่ในแม่น้ำโขงสายหลัก (ในลาว 4 แห่ง ไทย 1 แห่ง และกัมพูชา 1 แห่ง) ขึ้นมาอีกครั้ง ก็คือการ “ไฟเขียว” ให้บริษัทสัญชาติไทย มาเลเซีย และจีน ศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในช่วงต้นปี 2549 โดยที่คณะกรรมการ MRC ไม่มีท่าทีใดๆ ที่จะยับยั้งความพยายามนี้ ทั้งที่ผลการศึกษาของ MRC เมื่อปี 2548 ชี้ชัดว่าการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักเป็นการคุกคามที่ไม่อาจทนทานได้ต่ออนาคตของปลาและทรัพยากรทางน้ำอื่นๆ ของแม่น้ำโขง

เปรมฤดี ดาวเรือง ย้ำว่าบทบาทและหน้าที่ของ MRC คือการปกป้องรักษาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาคนี้ แต่กลับสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติ และข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน จึงอยากเรียกร้องไปยังประเทศที่ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ MRC ว่าควรหรือไม่ที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนต่อไป รวมทั้งต้องการให้มีการตรวจสอบบทบาทการทำงานของหน่วยงานดังกล่าว

ด้านเพียรพร ดีเทศน์ ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนมากมายมหาศาลและยังจัดการไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างเขื่อนที่ก่อสร้างขึ้นในประเทศไทยหลายแห่ง แต่ยังคงก่อผลกระทบไม่จบสิ้นโดยเฉพาะเขื่อนปากมูลที่ จ. อุบลราชธานี หรือแม้กระทั่งเขื่อนที่ก่อสร้างในประเทศจีนก็ยังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะที่ อ. เชียงของ จ. เชียงราย ที่สำคัญก็คือยังไม่มีข้อมูลใดที่จะยืนยันได้ว่าชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นหลังการอพยพโยกย้ายเพราะมีการก่อสร้างเขื่อน

ขณะที่ รศ.สุริชัย หวันแก้ว ระบุว่าขณะนี้ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ระหว่างความต้องการพลังงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจกับการดูแลวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศที่จะต้องได้รับผลกระทบมากมายมหาศาล ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ถือเป็นภาระหน้าที่ของ MRC ที่จะต้องจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ให้ลงตัวด้วยความโปร่งใส และสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของมนุษย์

หลังการเปิดแถลงข่าวร่วมกันขององค์กรภาคประชาสังคมลุ่มแม่น้ำโขง ถ้อยแถลงของกลุ่มประเทศผู้ให้ทุนต่อ MRC ก็ถูกแจกจ่ายระหว่างการประชุมกลุ่มภาคีเพื่อการพัฒนาครั้งที่ 12 เมื่อ 15 พ.ย. 2550 ณ เมืองเสียมเรียบ กัมพูชา โดยระบุว่าจะต้องดำเนินการปฏิรูปองค์กรของ MRC อย่างเร่งด่วน อีกทั้งข้อเสนอหลายประการเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะต่อกรณีการสำรวจเพื่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้บทบาทหน้าที่ของ MRC เปิดเผยข้อมูลและให้ข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การปรึกษาหารือร่วมกันขององค์กรภาคีต่างๆ ภายใต้ข้อตกลงของการพัฒนาที่ยั่งยืนเมื่อปี 2538

อนึ่ง MRC เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2538 พร้อมประกาศพันธกิจในการปกป้องแม่น้ำโขงตามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน หากแต่ก่อนหน้านั้นมีชื่อว่าคณะกรรมการแม่น้ำโขง ซึ่งถูกมองว่าผลักดันและผูกติดกับการสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนมาโดยตลอด

แต่ถึงวันนี้ภาพพจน์เก่าๆ กลับมาอยู่เคียงข้างผู้พิทักษ์แม่น้ำโขงอีกครั้ง โดยมีผลการศึกษาอย่างเป็นวิชาการถึงผลกระทบต่อการสร้างเขื่อนของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่ล้วนระบุถึง “หายนะ” ของการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลัก อาทิ...ยังไม่พบผลดีของเขื่อนต่อการประมงในระยะยาว และยังไม่เคยมีมาตรการลดผลกระทบต่อการประมงที่มีประสิทธิภาพสำหรับลุ่มแม่น้ำโขง...เขื่อนเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของพันธุ์ปลาและการประมงในลุ่มน้ำโขง...จุดสร้างเขื่อนดอนสะฮองทางตอนใต้ของลาว และเขื่อนซำบอทางตอนเหนือของกัมพูชา เป็นพื้นที่ซึ่ง “เลวร้ายที่สุด” สำหรับการสร้างเขื่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการประมงซึ่งถือกันว่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก...ซึ่งล้วน “ท้าทาย” การดำรงอยู่ของ MRC ในวันนี้

 

6 เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลัก

                1. เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซ ประเทศลาว ขนาดกำลังการผลิต 1,350 เมกะวัตต์
                2. เขื่อนไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ขนาดกำลังการผลิต 1,260 เมกะวัตต์
                3. เขื่อนดอนสะฮอง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้ของประเทศลาว กั้นแม่น้ำโขงที่บริเวณน้ำตกคอนพะเพ็ง ในเขตเมืองโขง ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียง 1 กิโลเมตร มีขนาดกำลังผลิต 240 เมกะวัตต์
                4. เขื่อนปากลาย แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว บริเวณติดกับแขวงเวียงจันทน์ ก่อนที่แม่น้ำโขงจะไหลสู่ อ. เชียงคาน จ. เลย ขนาดกำลังการผลิต 1,320 เมกะวัตต์
                5. เขื่อนบ้านกุ่ม ชายแดนไทย-ลาว บริเวณ ต. โพธิ์ไทร อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี
                6. เขื่อนซำบอ พาดขวางกลางลำน้ำโขง เหนือเมืองกระแจ๊ะ ประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังผลิต 3,300 เมกะวัตต์