ไชน่าเดลี่ซุกข่าว ‘ข้างหลังภาพ’ ต้านเขื่อนน้ำโขงชี้ทำลายนิเวศน์

ผู้จัดการ 16 พฤศจิกายน 2550

ผู้จัดการออนไลน์ – ไชน่าเดลี่แอบเสนอข่าว ต้านสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงบนหน้าเวบไซต์ เขียนเนื้อข่าวคลุมเครือเลี่ยงเซ็นเซอร์จีน พร้อมเผยบทสัมภาษณ์เอ็นจีโอไทยระบุ “เขื่อนกระทบระบบนิเวศน์ วิถีชีวิตผู้คนรุนแรง”

      
       เมื่อวันพฤหัส (15) ซึ่งตรงกับการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง เวบไซต์ไชน่าเดลี่ (www.chinadaily.com.cn) ได้เสนอข่าว “ผลกระทบการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวของทางการจีน ที่พยายามสนับสนุนการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง เพื่อนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้สนับสนุนเศรษฐกิจจีนที่ร้อนแรง พร้อมกับอาศัยผลพวงจากการซื้อ-ขายกระแสไฟฟ้าเป็นช่องทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันตกที่ล้าหลัง
      
       ทางเวบไซต์ไชน่าเดลี่ซึ่งเป็นสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐ ได้แอบเสนอข่าว โดยโพสต์ข่าวนี้ซ่อนไว้ในหน้าภาพข่าวที่ผู้ชมต้องขวนขวายค้นหาถึง 4 ชั้น โดยหน้าภาพข่าวปกติจะเป็นเพียงคำบรรยายภาพสั้นๆเท่านั้น แต่ในกรณีนี้กลับปรากฏเป็นเนื้อหาข่าวขนาดยาว ทว่าภาษาที่ใช้ก็คลุมเครือและมิได้กล่าวพาดพิงถึงรัฐบาลจีนโดยตรง
      
       อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า รัฐบาลจีนส่งเสริมการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยมิได้สนใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ในส่วนแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจีนซึ่งมีชื่อเรียกว่าหลันชังเจียงนั้น ทางรัฐบาลจีนมีโครงการสร้างเขื่อนมากกว่า 10 เขื่อน ที่แน่นอนแล้วขณะนี้มีโครงการสร้าง 8 เขื่อน กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 16,200 เมกะวัตต์ โดยสร้างเสร็จไปแล้ว 1 แห่งที่ ม่านวัน และกำลังก่อสร้างอีกแห่งที่ ต้าเฉาซัน

       ส่วนโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างนั้น มีอยู่ 6 แห่ง 4 แห่งเป็นการก่อสร้างในลาว ซึ่งมีกระแสน้ำแรงเหมาะแก่การผลิตไฟฟ้าคือ เขื่อนปากแบ่ง, เขื่อนไซยะบุรี, เขื่อนปากลาย และเขื่อนดอนสะฮอง อีกแห่งเป็นการก่อสร้างในประเทศไทย คือ เขื่อนบ้านกุ่ม และอีกแห่งหนึ่งเป็นการก่อสร้างในประเทศกัมพูชา คือ เขื่อนซำบอ
       ในจำนวน 6 เขื่อนนี้ วิสาหกิจจีนได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างเขื่อนโดยตรงถึง 3 แห่ง คือ เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซย ประเทศลาว มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ระหว่างรัฐบาลลาวกับ บริษัทต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล พาวเวอร์ เจเนเรชั่น จำกัด หนึ่งในยักษ์ด้านพลังงานของจีน, เขื่อนปากลาย กั้นแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของแขวงไซยบุรี บริษัทยักษ์พลังงาน 2 แห่งของจีน คือ ซิโนไฮโดร และไชน่าเนชั่นแนลอิเล็กทริกส์ได้เซ็นเอ็มโอยูกับรัฐบาลลาว เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนและจะได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวเป็นเวลา 30 ปี และเขื่อนซำบอในประเทศกัมพูชา โดยบริษัทไชน่าเซาเทิร์น พาวเวอร์กริด ได้เซ็นเอ็มโอยูกับรัฐบาลกัมพูชาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการสร้างเขื่อน
      
       ไชน่าเดลี่ ได้อ้างบทสัมภาษณ์ เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้อำนวยการโครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า ของมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯว่า “การไหลของกระแสน้ำจะเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อพืชและพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง ปลาหลายสายพันธุ์จะสูญพันธุ์ เนื่องจากแม่น้ำจะตื้นเขินและ แม่น้ำบางส่วนอาจเหือดแห้งระหว่างฤดูแล้ง”

       แม่น้ำโขงเป็นแหล่งอาศัยของพันธุ์ปลาหายากอาทิ ปลาบึก และโลมาอิรวดี โลมาน้ำจืดซึ่งใกล้สูญพันธุ์ การสร้างเขื่อนจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศน์ โดยผลงานวิจัยชี้ว่า การสร้างเขื่อนซำบอในกัมพูชา จะเป็นเขื่อนที่ส่งผลทำลายล้างพันธุ์ปลาเลวร้ายที่สุด เนื่องจากเขื่อนซำบอจะปิดกั้นเส้นทางการอพยพของปลาในแม่น้ำโขงและปลาจากโตนเลสาบ(ทะเลสาบเขมร) ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกัมพูชาที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) 12% มาจากการประมง
      
       เมื่อวันจันทร์ (12) กลุ่มเอ็นจีโอ นักกิจกรรม และนักวิชาการได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงเพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว ทว่าทางคณะกรรมาธิการยังคงนิ่งเงียบ
      
       ในส่วนของประเทศไทย การก่อสร้างเขื่อนในส่วนแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจีนได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนริมโขงจังหวัดเชียงรายอย่างกว้างขวาง ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้ จีนยังได้รุกสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านปะกากะญอ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำ