เอ็นจีโอ 30 ประเทศ คัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง

คมชัดลึก 16 พฤศจิกายน 2550

หลังมีข้อมูลว่าจะสำรวจความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเขื่อนถึง 6 แห่ง ในลาว ไทย มาเลเซีย และจีน จวกกรรมาธิการแม่น้ำโขงปล่อยให้ดำเนินการโดยไม่ได้ตรวจสอบ ระบุการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสร้างความเสียหายกับสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และอุทยานประวัติศาสตร์

จากกรณีที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน (พพ.) ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทศึกษาวิจัยความเหมาะสมเบื้องต้นในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายขั้นบันไดแม่น้ำโขง ที่บริเวณบ้านกุ่ม ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โดยมีระยะเวลาในการศึกษาวิจัยให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เป็นต้นไป และคาดว่าผลการศึกษาวิจัยจะแล้วเสร็จราวเดือนเมษายน 2551 โดยระบุว่าเป็นการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 หมื่นล้านบาทนั้น

น.ส.เพียรพรดีเทศน์ เจ้าหน้าที่โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผยว่า องค์กรภาคประชาชนและบุคคล จำนวน 201 รายชื่อ จาก 30 ประเทศทั่วโลก ส่งหนังสือเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ เอ็มอาร์ซี ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงปฏิบัติพันธกิจในการปกป้องแม่น้ำโขงตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนปี 2538 เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาล ส.ป.ป.ลาวและกัมพูชาอนุญาตให้บริษัทของประเทศไทย มาเลเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน สำรวจความเป็นไปได้ในการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง รวมทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ส.ป.ป. ลาว 4 แห่ง ไทย 1 แห่ง และกัมพูชา 1 แห่ง แต่ปรากฏว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมา มีท่าทีเมินเฉย ซึ่งถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ตามภารกิจที่ต้องป้องกันและการหยุดยั้งผลกระทบที่เป็นอันตราย ด้วยการพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยง ลด และบรรเทาผลกระทบที่เป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม

น.ส.เพียรพรกล่าวว่า หากมีการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนดอนสะฮอง ที่แขวงจำปาสัก ส.ป.ป.ลาว และเขื่อนซำบอ ที่ จ.กระแจ๊ะ กัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากเขื่อนจะปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาในแม่น้ำโขง รวมทั้งเป็นการปิดกั้นการอพยพของปลาจำนวนมหาศาลจากทะเลสาบเขมร ที่จะเข้าไปอาศัยและหากินตามวังน้ำต่างๆ อีกด้วย

"ในการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ มีต้นทุนสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก ดังเห็นได้จากกรณีการก่อสร้างเขื่อนปากมูลที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงที่บ้านกุ่ม จ.อุบลราชธานี ก็จะเกิดผลกระทบกับแหล่งโบราณคดีผาแต้ม ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก"น.ส.เพียรพร กล่าว

ดร.วัชรีศรีคำ อาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นว่า เขื่อนยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการพัฒนา เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันหลายประเทศ การก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้น้ำโขงทั้งหมดในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่ประเทศจีนแล้ว ปรากฏว่าช่วงหน้าแล้งแม่น้ำโขงตั้งแต่บริเวณ จ.เลย ถึง จ.อุบลราชธานี จะแห้งมากกว่าที่เคยเป็นมา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณแถบนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ด้านดร.เรืองเดช เขจรศาสตร์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน ถูกปกคลุมด้วยก๊าซเรือนกระจกที่มากเกินสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งก๊าซเรือนกระจกจะทำการเก็บกักความร้อนไม่ให้สะท้อนออกนอกผิวโลก ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น องค์การสหประชาชาติ ประมาณการว่า อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 2-4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น20-50 เซนติเมตร ในเวลาอีก10-50 ปีนับจากปัจจุบันดังนั้นจึงควรแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในระดับสังคมเมือง รัฐต้องส่งเสริมวิถีชีวิตบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการป้องกัน และส่งเสริมให้มีกิจกรรมการลดและป้องกันภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ดีกว่าทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการสร้างเขื่อน