ประชาคมโลก ซัด กก.น้ำโขงไร้ความสามารถเหตุปล่อยเขื่อนผุด

สำนักข่าวประชาธรรม 26 พฤศจิกายน 2550

กรุงเทพฯ/ภาคีเพื่อการพัฒนาซัดคณะ กก.แม่น้ำโขงดำเนินงานล้มเหลว เหตุปล่อยให้มีเขื่อนเกิดขึ้นบนแม่น้ำโขงสายหลัก แนะปฏิรูปองค์กร เร่งพัฒนาบทบาทใหม่ ก่อนเกิดผลกระทบการประมงและความมั่นคงทางอาหารที่นับวันยิ่งรุนแรง

สืบเนื่องจากการที่ภาคประชาสังคม 175 กลุ่มทั่วโลก ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และประเทศผู้ให้ทุนเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีความล้มเหลวของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในการดำเนินการในประเด็นเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลัก ซึ่งกลุ่มผู้ให้ทุนโดยเรียกตัวเองว่า "ภาคีเพื่อการพัฒนา" (Development partners) ได้เขียนถ้อยแถลงความล้มเหลวของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ต่อกรณีการดำเนินการในประเด็นเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักจากเวทีการประชุมกลุ่มภาคีเพื่อการพัฒนาครั้งที่ 12 ที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา โดยมีองค์กรต่างๆ ให้การสนับสนุน คือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) รัฐบาลออสเตรเลีย รัฐบาลฟินแลนด์ รัฐบาลฝรั่งเศส รัฐบาลเยอรมัน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลสวีเดน สหภาพยุโรป ธนาคารโลก และรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ กลุ่มภาคีเพื่อการพัฒนา (The development Partners Groups) ได้เสนอถ้อยแถลงในประเด็นที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ตามแนวทางหลักที่สำคัญสองประการ คือ 1.การปฏิรูปองค์กร 2.การพัฒนาลุ่มน้ำและบทบาทของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

โดยถ้อยแถลงจากกลุ่มภาคีเพื่อการพัฒนา ระบุว่า ดังที่ทุกท่านทราบ กลุ่มภาคีเพื่อการพัฒนา (The development Partners Groups) ได้มีการพบปะกันเมื่อเร็วๆนี้ และขอนำเสนอถ้อยแถลงร่วมกันในประเด็นที่เราเห็นว่ามีความสำคัญต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ถ้อยแถลงมีขึ้นต่อแนวทางหลักที่สำคัญสองประการ

แนวทางหลักที่ 1 การปฏิรูปองค์กร กลุ่มภาคีฯมีความยินดีที่ได้เห็นว่า คณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ของกรรมาธิการแม่น้ำโขง รับข้อเสนอส่วนใหญ่ในการทบทวนองค์กร ซึ่งมีนัยยะสำคัญต่อการสร้างเสริมประสิทธิภาพ และต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งมวลต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรายินดีที่เห็นว่าจะมีหน่วยเฉพาะกิจ (Task Force) เข้าปฏิบัติการต่อโครงสร้างองค์กรของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ (road map) การสร้างโปรแกรมการปฏิรูปที่จะครอบคลุมทั้งส่วนสำนักเลขาธิการ (secretariat) และคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong Committees: NMCs) ของแต่ละประเทศสมาชิก ทั้งนี้ กลุ่มภาคีฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนโดยผ่านมีกลุ่มร่วมประสานงาน (Joint Contact Group) และจะมีการแลกเปลี่ยนเอกสารข้อมูลการปฏิบัติการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่มีการเห็นพ้องต้องกันแล้วนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความท้าทายที่มีอยู่ กลุ่มภาคีฯ ยังเป็นห่วงที่ข้อเสนอสำคัญบางข้อ ยังไม่มีการดำเนินการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับบทบาทและกระบวนการคัดสรรบรรดาผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (ข้อเสนอข้อ 11 + 12) ซึ่งเห็นว่า จะต้องมีการหยิบขึ้นมาพิจารณากันใหม่ภายใต้เป้าหมายของการปฏิรูปองค์กร

แม้ว่าเราจะรู้สึกมีกำลังใจที่เห็นว่าสำนักเลขาธิการของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เริ่มมีการจัดการร่างแผนการขั้นตอนในการปฏิรูป แต่เราเชื่อว่า การปฏิรูปจะต้องมีจังหวะก้าวที่รีบเร่งมากขึ้น เมื่อดูจากสถานการณ์การพัฒนาที่ลุ่มแม่น้ำโขงกำลังเผชิญหน้า ที่ตึงเครียดและท้าทายอย่างยิ่ง เรารู้สึกว่า ข้อเสนอแนะหลายข้อสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ ขอย้ำว่า กลุ่มภาคีฯได้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการในข้อเสนอแนะที่เป็นบุริมสิทธิเหล่านี้อยู่แล้ว

การที่ประเทศสมาชิก (Member States) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเพิ่มงบประมาณให้แก่งบหลักของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ยังถือเป็นประเด็นสำคัญลำดับต้นๆ กลุ่มภาคีฯ ชื่นชมต่อหลักการความรับผิดชอบของประเทศสมาชิก อนึ่ง กลุ่มภาคีฯ ขอให้ประเทศสมาชิกร่วมกันเร่งรัดกระบวนการจำแนกแยะแยะกลไกหลักของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และเพิ่มความเอาใจใส่ในประเด็นนี้ การทำเช่นนี้จะเป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ว่าประเทศสมาชิกมีความเป็นเจ้าของอย่างเข้มแข็งในสถาบันพหุภาคีสถาบันนี้

แนวทางหลักที่ 2 การพัฒนาลุ่มน้ำและบทบาทของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มีประเด็นท้าทายหลายประเด็นข้างต้นที่ได้สำแดงตัวเองออกมาในหลายรูปการณ์ ซึ่งองค์กรคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมิอาจดำเนินการให้ลุล่วงได้ พวกเรามีความเป็นห่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงต้องแสดงความเป็นผู้นำในการประเมินโครงการพัฒนาใหญ่ๆ ที่กำลังถูกผลักดัน รวมถึงที่กำลังมีการสำรวจเพื่อสร้างเขื่อนไฟฟ้า

พวกเราตระหนักถึงความต้องการในการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าที่ยั่งยืน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการพลังงานที่เติบโตขึ้นในภูมิภาคนี้ เราขอเสนอให้ประเทศสมาชิกทั้งหลายช่วยกันสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงสามารถปฏิบัติบทบาทของตัวเองในฐานะศูนย์รวมความรู้ และในฐานะกลจักรร่วมของรัฐบาลหลายประเทศ เพื่อจะให้แน่ใจได้ว่า ได้ก่อให้เกิดการประสานงาน เกิดกระบวนการภูมิภาคทียั่งยืนในการพัฒนาลุ่มน้ำ กลุ่มภาคีฯ ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงใช้ความสามารถ เครื่องมือ และอำนาจที่ได้รับมอบหมายของตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อประเมินแผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้า โดยใช้ความเห็นที่มีต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต่อสังคม โดยใช้เจตนารมณ์ของข้อตกลงปี 2538 เป็นพื้นฐาน

กลุ่มภาคีฯ มีความห่วงใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สาธารณชนและบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ไม่ได้รับการปรึกษาหารือ และผลกระทบจากเขื่อนต่อการประมงและความมั่นคงทางอาหารที่นับวันยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมิได้รับความสนใจอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ เราขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ (council) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนในการแจ้งให้รับทราบ การปรึกษาหารือล่วงหน้า และการทำให้เกิดข้อตกลง ว่ามีการนำไปใช้ปฏิบัติจริงอย่างไร

โดยสรุป กลุ่มภาคีฯ ยืนยันความรับผิดชอบในการทำงานเพื่อจะนำไปสู่การสนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอย่างกลมกลืน โดยจะใช้วิสัยทัศน์ระยะยาว เป็นตัวกำหนดการสนับสนุนด้านงบประมาณ ทั้งนี้ การปฏิรูปและการเสริมสร้างความสามารถของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รวมถึงการติดตามตรวจสอบและให้มีระบบการประเมินผลอย่างจริงจัง ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก.

มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ : 409 ซอยโรหิตสุข (รัชดาภิเษก ซอย 14) ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
Foundation for Ecological Recovery : 409 Soi Rohitsuk (Ratchadapisek Soi 14) Pracharajbampen Road Huay Kwang, Bangkok 10320 THAILAND.
Tel: (66) 02 691 0718-20 Fax: (66) 02 691 0714

Email: fer@terraper.org