องค์กร สวล.เบรก”หมัก”ระบุเขื่อนกั้นโขงผลกระทบเพียบ

สำนักข่าวประชาธรรม 5 มีนาคม 2551

เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมชี้สร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหาน้ำอีสาน ซ้ำสร้างผลกระทบระบบนิเวศแม่น้ำโขงมหาศาล แจงหากแก้ปัญหาเน้นชลประทานขนาดเล็ก ชุมชนจัดการได้ แนะศึกษาก่อนไม่อยากมีบทเรียนความล้มเหลวซ้ำ

ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงระหว่างไทย-ลาวเพื่อเพิ่มศักยภาพการชลประทานในฤดูแล้งว่า จะมีการยกระดับเขื่อน 18 เมตร และทำล้ำเข้าไปในเขตทั้ง 2 ฝั่ง 110 เมตร โดยเชื่อว่าเขื่อนนี้จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ซึ่งจะทำให้แล้งน้อยกว่าเดิม นอกจากนี้โครงการดังกล่าวนั้นทางประเทศลาวต้องการที่จะเซ็นสัญญาเพื่อดำเนินการในทันที แต่ตนได้แจ้งให้ทราบว่าจะขอนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งหากเรียบร้อยจะได้ดำเนินการในทันที

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) กล่าวว่า แม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนในแถบนั้น ซึ่งถ้าเกิดผลกระทบคงต้องเกิดกับอีกประเทศหนึ่งที่ใช้น้ำ ตนคิดว่าถ้าเกิดผลกระทบมันต้องมีปัญหาแน่นอน ในกรณีนี้ตนคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่เร็วเกินไปสำหรับผู้นำประเทศ อีกทั้งปัจจุบันโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนก็ส่งเริ่มส่งผลกระทบกับประเทศท้ายน้ำแล้ว ดังนั้นการสร้างเขื่อนนี้ต้องชี้แจงว่าจะเกิดผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำหลาก การใช้น้ำของชาวบ้าน การอพยพของปลา รวมทั้งผลกระทบกับแม่น้ำสาขา

“ที่เห็นชัดที่สุดคือกรณีเขื่อนปากมูลที่เป็นปัญหากับชาวบ้านมากที่สุด ดังนั้นแนวคิดนี้ต้องพิจารณาในหลายมิติ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องมีการตรวจสอบศึกษาถึงปัญหาของผลกระทบระยะยาว ผลดีผลเสีย และต้องหาทางออกทางแก้ รวมทั้งหากไม่มีโครงการนี้จะมีโครงการอื่นทดแทนได้หรือไม่” นายหาญณรงค์ กล่าว

นายหาญณรงค์ กล่าวต่อไปว่า ในการสร้างเขื่อนของแนวคิดนายกฯ นั้นไม่มีการมองว่าจะเกิดผลกระทบกับฝั่งไทยอย่างไร เกิดผลกระทบกับฝั่งลาวอย่างไร และมีมาตรการในการอพยพคนอย่างไร รวมทั้งในอนาคตต้องเกิดการแย่งน้ำใช้ เพราะถ้าเขื่อนข้างบนไม่ปล่อยน้ำมาแล้วเขื่อนข้างล่างจะเอาน้ำที่ไหนกักเก็บ ในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำก็ต้องมี ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีความสัมพันธ์ของน้ำในระดับบนและล่าง คงเกิดปัญหาแบบห่วงโซ่หรือโดมิโน เพราะลาวมีเขื่อนประมาณ 3-4 เขื่อน และเขื่อนที่ตั้งนี้เป็นจุดเกือบถึงจุดสุดท้ายของเขื่อนไทย-ลาว

“โครงการนี้ผมคงไม่เห็นด้วย เพราะต้องมองถึงผลกระทบและให้เกิดความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่ว่าจะทำแต่ไม่ได้ศึกษาก่อน ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านรับรู้ เพราะผลกระทบโดยตรงตกอยู่ที่ชาวบ้าน และการสร้างเขื่อนครั้งนี้เป็นการตอบสนองความต้องการของนายทุนที่เข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าตอบสนองความต้องการของชาวบ้าน และจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมระบบนิเวศอย่างมหาศาล” นายหาญณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย.

น.ส.สดใส สร่างโศก ตัวแทนเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน กล่าวว่า ผลกระทบที่เป็นปัญหาในการสร้างเขื่อนของแนวคิดนายกรัฐมนตรีคือ การสูญเสียของระบบนิเวศและผลกระทบต่อพันธุ์ปลา ซึ่งทั้งไทย-ลาวแถบริมฝั่งแม่น้ำโขงล้วนแล้วแต่ใช้ทรัพยากรจากแม่น้ำโขงในการดำรงชีวิต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวอย่างเขื่อนปากมูลที่ยังส่งผลกระทบทำให้เส้นทางลำเลียงของปลาที่ขึ้นมาทางบนตามลำน้ำสาขาถูกปิดกั้นและพันธุ์ปลาไม่สามารถอพยพได้  ชาวบ้านที่มีอาชีพเกี่ยวกับการประมงก็ไม่สามารถประกอบอาชีพนี้ได้อย่างสิ้นเชิง ผู้คนที่ใช้น้ำก็ได้รับผลกระทบ อีกอย่างน้ำส่วนหนึ่งในแม่น้ำโขงได้นำมาผลิตน้ำสำหรับดื่ม เช่น อ.เชียงของ จ.เชียงราย ก็ใช้น้ำโขงเป็นแม่น้ำหลักในการผลิตน้ำประปา

น.ส.สดใส กล่าวต่อไปว่า ในการสร้างเขื่อนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนนั้นเรามาดูสถิติแล้วพบว่าประมาณร้อยละ75 ของไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ใช้ไปกับภาคอุตสาหกรรมกับภาคบริการ ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยอื่นๆ ทั้งประเทศร่วมกันใช้ไม่ถึง 15% ทำให้มองว่าผู้บริโภคถูกจับเป็นตัวประกันโดยอ้างว่าถ้าไม่มีเขื่อนจะไม่มีไฟฟ้าใช้  แต่โครงการนี้พูดถึงเรื่องของภัยแล้งซึ่งทางอีสานก็ได้มีโครงการแก้ไขในเรื่องปัญหานี้เช่นกัน ในการทำชลประทานขนาดใหญ่อาจทำให้เกลือที่เกิดจากดินเค็มที่เป็นผลกระทบอยู่ขึ้นมาสู่บนพื้นดินและระบบการเกษตรก็จะพัง ซึ่งถ้าเป็นระบบชลประทานควรเป็นระบบชลประทานขนาดเล็ก เพราะสามารถจัดการได้ในชุมชน อีกทั้งยั่งยืนกว่า และใช้งบประมาณน้อย แต่ปัจจุบันในการชลประทานนำเอาทั้งเรื่องน้ำเรื่องผลิตกระแสไฟฟ้ามาปนกันหมด ในการสร้างเขื่อนคงไม่ได้เพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหายิ่งก่อให้เกิดผลกระทบมากกว่า ขณะเดียวกันหากรัฐบาลยืนยันดำเนินโครงการนี้ก็ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบไม่ใช่ว่าคิดจะทำก็ทำเลย

น.ส.เพียงพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า  การสร้างเขื่อนทางภาคอีสานที่สร้างเห็นๆ กันอยู่บางเขื่อนก็ไม่มีน้ำ บางเขื่อนระบบชลประทานไม่ดี และบางเขื่อนที่สร้างขึ้นมาแล้วก็เกิดผลกระทบกับชาวบ้าน โดยเฉพาะกรณีโครงการโขง ชี มูล ที่มีชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวเพราะเขาได้รับผลประทบ ดังนั้นเราก็เห็นตัวอย่างของความล้มเหลวในการจัดการน้ำในระบบขนาดใหญ่ แต่ว่ารัฐบาลไม่เคยเอาบทเรียนนี้มาแก้ไข เราต้องให้รัฐบาลศึกษาจริงๆ ต้องดูภูมิปัญญาของชาวบ้านหรือการจัดการน้ำขนาดเล็กและสามารถแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ แต่วิธีการนี้รัฐบาลไม่เคยคำนึงถึง ยังคงมุ่งไปที่โครงการขนาดใหญ่

“ทางอีสานก็ต้องการน้ำเหมือนกัน แต่ไม่ใช่การจัดการน้ำขนาดใหญ่เรามีบทเรียนที่ล้มเหลวอย่างที่เห็นอยู่แล้ว ทั้งรอยคราบน้ำตาของชาวบ้าน ความขัดแย้งในครอบครัว ชุมชน อีกทั้งทำลายฐานทรัพยากรของคนอีสาน ในความคิดนี้คิดว่ารัฐบาลคงจะผลาญเงินประเทศเล่น รัฐบาลควรมองถึงการศึกษาเรื่องการจัดการน้ำขนาดเล็กให้มากไม่ใช่จะนำโครงการใหญ่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่ได้ศึกษาถึงจุดนี้อย่างแท้จริง” ผู้ประสานงานโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าว

อนึ่ง การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงนั้น สามารถแบ่งออกเป็นการสร้างในแม่น้ำโขงตอนบนคือในเขตประเทศจีน กล่าวคือแม่น้ำโขงในส่วนของประเทศจีน มีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด 8 แห่ง ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 แห่ง คือ เขื่อนมั่นหวาน และเขื่อนต้าเฉาชาน และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 แห่ง โดยเฉพาะเขื่อนเซี่ยวหวาน ที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นจะมีความสูงถึงเกือบ 300 เมตร หรือเท่ากับตึก 100 ชั้น

ขณะที่การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 11 เขื่อน ได้แก่ 1.เขื่อนปากเบง ตั้งอยู่แขวงอุดมไชย สปป.ลาว 2.เขื่อนหลวงพระบาง ตั้งอยู่แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว 3.เขื่อนไชยบุรี ตั้งอยู่แขวงไชยบุรี สปป.ลาว 4.เขื่อนปากเล ตั้งอยู่แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว 5.เขื่อนเชียงคาน ตั้งอยู่แขวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว 6.เขื่อนผามอง ตั้งอยู่บ้านคกเว้า ต.หาดคำภีร์ อ.ปากชม จ.เลย พรมแดนประเทศไทย – สปป.ลาว 7.เขื่อนท่าอุเทน ตั้งอยู่บ้านท่าดอกแก้ว ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม พรมแดนประเทศไทย – สปป.ลาว 8.เขื่อนบ้านกุ่ม ตั้งอยู่บ้านกุ่ม ต.โพธิ์ไทร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พรมแดนประเทศไทย – สปป.ลาว 9.เขื่อนฮูสะฮอง หรือ คอนฟอล ตั้งอยู่เมืองโขง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว 10.เขื่อนสตึงเตร็ง จังหวัดสตึงเตร็ง ประเทศกัมพูชา และ 11.เขื่อนซำบอ ตั้งอยู่จังหวัดกระแจะ ประเทศกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เพราะถูกวางโครงการมานานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะโครงการที่คนไทยอาจเคยได้ยินคือ “เขื่อนผามอง” ที่ จ.หนองคาย แต่ชาวบ้านในพื้นที่ได้คัดค้านอย่างหนัก จนโครงการทั้งหมดเงียบไป.