หวั่น"เขื่อนบ้านกุ่ม"กระทบวิถีชีวิต แนะศึกษารอบด้านก่อนตัดสินใจ

สำนักข่าวประชาธรรม 21 พฤษภาคม 2551

อุบลราชธานี/ชาวบ้านริมฝั่งโขงหวั่น”เขื่อนบ้านกุ่ม”ทำลายระบบนิเวศ สวล.วิถีชีวิต แจงเป็นแหล่งหาปลาที่สำคัญ ซ้ำริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสร้างรายได้แก่ชุมชนมานาน แนะศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนตัดสินใจ

ตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน มีแนวคิดสร้างโครงการ ไฟฟ้าพลังน้ำฝายขั้นบันไดแม่น้ำโขง ภายใต้ชื่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม ซึ่งตั้งอยู่  ใกล้บ้านท่าล้งและบ้านดอนกุ่ม ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มูลค่าการก่อสร้างทั้งสิ้น 120,390 ล้านบาท มีระดับเก็บกักน้ำปกติและระดับเก็บกักน้ำสูงสุด 115 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ผลจากโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้มีพื้นที่น้ำท่วมริมตลิ่งในเขตประเทศไทย บริเวณบ้านคันท่าเกวียน อ.โขงเจียม  จ.อุบลราชธานี เป็นพื้นที่ 16,641 ไร่ และมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบจำนวน 29 หลังคาเรือนนั้น

นางสาคร ขันธิวัฒน์ ชาวบ้านดงนา ต.หนามแท่ง อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำโขงที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อนบ้านกุ่ม กล่าวว่า หากมีการสร้างเขื่อนดังกล่าวขึ้นมาจะเกิดผลกระทบกับชาวบ้านเป็นอย่างมาก นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านแล้ว เขื่อนแห่งนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์ปลา ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวบ้านด้วยเพราะบ้านดงนาไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรกร

“ถ้าสร้างเขื่อนแล้วเสียดายเรื่องการหาปลา ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ได้หาปลาในแม่น้ำโขงเลี้ยงชีวิต ทุกวันนี้ชาวบ้านดงนาเอาปลาแลกข้าวกับคนหมู่บ้านอื่น ทั้งไปแลกเองและคนเขาเอามาแลกจึงมีข้าวกิน เพราะที่บ้านดงนาไม่มีที่ให้ทำนา ปลาที่เอาไปแลกมีทั้งปลาสดหรือไม่ก็ทำปลาร้าไปแลก    ดังนั้นข้าวที่กินทุกวันนี้ได้มาจากการเอาปลาไปแลกมา ถ้าไม่เอาปลาไปแลกข้าวก็ขายเอาเงิน ซึ่งจะมีรถพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน ชาวบ้านหาปลาบางวันได้ 50 กิโลกรัม อย่างน้อยสุดก็วันละ 20 กิโลกรัม ถ้าช่วงปลาขึ้น ฝนตก จะได้ปลาเยอะมาก ซึ่งปลาขึ้นมาจากทางที่เขาจะสร้างเขื่อน หาปลาได้ 20 กิโลกรัม เอาไปขายได้คุ้มกับค่าน้ำมัน ปลาตัวใหญ่ 3 ตัว ก็ได้ 20 กิโลกรัมแล้ว ปลาที่ได้มีปลานาง ปลาอีตู๋ กิโลกรัมละ 60-65 บาท ถ้าน้ำมันแพงคนซื้อเขาก็ขึ้นราคาให้” นางสาคร กล่าว

นอกจากนี้ นางสาคร กล่าวต่อว่า ชาวบ้านที่นี่ยังปลูกผักตามริมฝั่งแม่น้ำโขงกันแทบทุกหลังคาเรือน มีทั้งข้าวโพด ฝ้าย ถั่วลิสง มัน กระเทียม ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านไม่ต้องใช้ปุ๋ย ปลูกไว้ทั้งขายทั้งกิน อย่างถั่วลิสงชาวบ้านขายได้กิโลกรัมละ 120 บาทเป็นอย่างต่ำ ปีหนึ่งมีรายได้จากการขายพืชผักเหล่านี้นับหมื่นบาท

นางสาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเคยมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการสร้างเขื่อนลงพื้นที่มาพูดคุยกับชาวบ้านว่าเขื่อนดังกล่าวมีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อประเทศไทยจะได้มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งชาวบ้านยังสงสัยว่าไฟฟ้าไม่พอใช้จริงหรือเปล่า นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังบอกด้วยว่าหากหาปลาไม่ได้เหมือนเดิมจะส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่อยากเลี้ยงปลาในกระชังเพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารปลา ลงทุนสูง ไม่เหมือนการหาปลาในธรรมชาติ   และอยากฝากบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ก่อนจะสร้างเขื่อนต้องมีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและชาวบ้านให้ดีและถี่ถ้วนเสียก่อนว่า สิ่งที่จะได้คุ้มกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวนั้น นายนริศ มงคลศรี นายอำเภอโขงเจียม เคยชี้แจงกับชุมชนในพื้นที่ว่า โครงการนี้ประชาชนมีความเป็นห่วงว่าหากมีการสร้างเขื่อนขึ้นมาเกรงจะเกิดปัญหาผลกระทบกับวีถีชีวิตในทุกๆ ด้าน ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนยังไม่สามารถให้ความกระจ่างกับประชาชนได้ แต่ตนเชื่อว่าด้วย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร จะทำให้ประชาชนใน อ.โขงเจียม และประชาชนทั่วประเทศได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการนี้ และในฐานะผู้ปกครองของ อ.โขงเจียม ตน จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้กระจ่างโดย ไม่ปิดบัง.