แฉ! บันทึกเอ็มโอยู 'ไทย-ลาว' หนุนเอกชนสร้างเขื่อนกั้นโขงกังขาขัดรธน. ปชป.เล็งขวาง

มติชน 2 สิงหาคม 2551

คลิกอ่าน เปิดบันทึกเอ็มโอยู 'ไทย-ลาว' หนุนเอกชนศึกษาสร้าง 'เขื่อนกั้นโขง'

'มติชน' เผย 'นพดล ปัทมะ' ขอบรรจุการทำ'เอ็มโอยู' เขื่อนไทย-ลาว เป็นวาระครม. ซึ่งให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อ 14 มี.ค. ท่ามกลางความกังวลว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และ 57 ด้านปชป.หวั่นทำไม่รอบคอบซ้ำรอย-มีนัยยะ เล็งหาข้อยุติ

ผู้สื่อข่าว 'มติชน' ได้ตรวจสอบความเป็นมาและเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เรื่อง 'ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างสองประเทศ' ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม โดยนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น และนายทองลุน สีสลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว ในประเด็นแรกเกี่ยวกับความเป็นมา พบว่านายนพดลมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กต.1303/555 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอให้บรรจุวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง อนุมัติลงนามเอ็มโอยูในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า

'ตามที่นายกรัฐมนตรีไทย (นายสมัคร สุนทรเวช) และนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ ระหว่างการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ให้ศึกษาความเป็นไปได้เพื่อพัฒนาโครงการ 'ฝายไฟฟ้าพลังน้ำ' บนแม่น้ำโขงที่บริเวณบ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ตรงข้ามบริเวณบ้านกุ่มน้อย เมื่อชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก สปป.ลาว และให้จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย-ลาว ให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศขอเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว ระบุวัตถุประสงค์หลักเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว ที่จะสนับสนุนให้มีการศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ของการที่จะพัฒนา 'โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม' และสนับสนุนให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนทำการศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าวเพื่อเสนอผลให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศพิจารณา กำหนดแนวทางความร่วมมือดำเนินโครงการต่อไป'

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ รองเลขาธิการ ครม. ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ ครม. มีบันทึกด่วนที่สุดที่ นร.0506/4564 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งผลการประชุม ครม. ดังนี้ ครม.ได้ประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 ลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้งนี้ โดยปรับปรุงถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สปป.ลาว ก่อนดำเนินการต่อไป ดังนี้

1.บันทึกความเข้าใจฯ ข้อ 2 จากเดิม '...บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้ร่วมลงทุนคือบริษัท Asiacorp Holdings Ltd...' เป็น '...ภาคเอกชน'
2.บันทึกความเข้าใจ ข้อ 3 จากเดิม '...บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้ร่วมลงทุนคือบริษัท Asiacorp Holdings Ltd...' เป็น '...ภาคเอกชน'
3.บันทึกความเข้าใจ ข้อ 3 จากเดิม 'จึงให้รายงานรัฐบาลของทั้งสองประเทศเพื่อพิจารณาตกลงต่อไป' เป็น 'จึงให้รายงานรัฐบาลของทั้งสองประเทศเพื่อพิจารณาดำเนินการภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมายภายในของทั้งสองประเทศต่อไป'

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า เมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบ นายนพดล ปัทมะ ได้ไปลงนามกับนายทองลุน สีสลิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ในขณะที่ภาคประชาชน และนักวิชาการหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ดังนี้

1.การลงนามในเอ็มโอยูขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่
2.การศึกษาความเป็นไปได้โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 เรื่องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียนหรือไม่
3.ครม.ให้แก้ไขบันทึกเอ็มโอยูจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท Asiacorp Holdings Ltd. เป็นภาคเอกชนแล้ว แสดงว่า ครม.ต้องการให้คัดเลือกบริษัทเอกชนมาศึกษาด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม จึงไม่ให้เจาะจงรายใดรายหนึ่ง แต่ทำไมนายนพดล ปัทมะ ยังคงสนับสนุนบริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท Asiacorp เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้โดยไม่ผ่านกระบวนการประมูลคัดเลือกตามขั้นตอนที่โปร่งใสเป็นธรรม

นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลลาว เพื่อให้บริษัทเอกชนศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กั้นแม่น้ำโขงมูลค่า 90,000 ล้านบาท เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวอาจขัดรัฐธรรมนูญ ว่า วันนี้ประชาชนห่วงและกังวลการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศ เพราะถ้าดูจากกรณีปราสาทพระวิหาร ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลย่อหย่อน และไม่รอบคอบ ส่งผลให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ กรณีนี้ก็เช่นกัน ตนไม่ทราบว่าการทำเอ็มโอยูระหว่างไทยและลาว มีนัยยะอะไรหรือไม่

'ไม่เห็นว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ และยังเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากลาวใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ โครงการนี้จะกระทบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมแน่นอน และน่าจะนำมาซึ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับที่ประชุมพรรคในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ เพื่อหาข้อยุติโครงการดังกล่าว' นายศุภชัยกล่าว