เซ็นเอ็มโอยู"ฝายบ้านกุ่ม" ส่อเอื้อ"บ.อิตาเลียนไทย"

มติชน 2 สิงหาคม 2551

ส.ส.อุบลฯหวั่น"ฝายบ้านกุ่ม"กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ไทยไม่ได้ประโยชน์เปิดบันทึกเอ็มโอยูไทย-ลาว "นพดล"ลงนามกับ รมว.ต่างประเทศลาว เห็นชอบให้เอกชนออกทุนเอง ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ สรุปเสนอรัฐบาลสองชาติพิจารณาร่วมมือกันดำเนินงาน

ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้ตรวจสอบความเป็นมาและเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เรื่อง "ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างสองประเทศ" ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม โดยนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น และนายทองลุน สีสลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สปป.ลาว ในประเด็นแรกเกี่ยวกับความเป็นมา พบว่านายนพดลมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ กต.1303/555 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอให้บรรจุวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง อนุมัติลงนามเอ็มโอยูในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า มีสาระสำคัญโดยสรุปว่า

"ตามที่นายกรัฐมนตรีไทย (นายสมัคร สุนทรเวช) และนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ ในระหว่างการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ให้ศึกษาความเป็นไปได้เพื่อพัฒนาโครงการ "ฝายไฟฟ้าพลังน้ำ" บนแม่น้ำโขงที่บริเวณบ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ตรงข้ามบริเวณบ้านกุ่มน้อย เมืองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก สปป.ลาว และให้จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย-ลาว ให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศขอเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว ระบุวัตถุประสงค์หลักเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว ที่จะสนับสนุนให้มีการศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ของการที่จะพัฒนา "โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม" และสนับสนุนให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าว เพื่อเสนอผลให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศพิจารณา กำหนดแนวทางความร่วมมือดำเนินโครงการต่อไป"

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ รองเลขาธิการ ครม. ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ ครม. มีบันทึกด่วนที่สุดที่ นร.0506/4564 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งผลการประชุม ครม. ดังนี้ ครม.ได้ประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 ลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้งนี้ โดยปรับปรุงถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สปป.ลาว ก่อนดำเนินการต่อไป ดังนี้

1.บันทึกความเข้าใจ ข้อ 2 จากเดิม "...บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้ร่วมลงทุนคือบริษัท Asiacorp Holdings Ltd..." เป็น "...ภาคเอกชน"

2.บันทึกความเข้าใจ ข้อ 3 จากเดิม "...บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้ร่วมลงทุนคือบริษัท Asiacorp Holdings Ltd..." เป็น "...ภาคเอกชน"

3.บันทึกความเข้าใจ ข้อ 3 จากเดิม "จึงให้รายงานรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อพิจารณาตกลงต่อไป" เป็น "จึงให้รายงานรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการภายใต้ระเบียบและข้อกฎหมายภายในของทั้งสองประเทศต่อไป" (อ่านบันทึกเอ็มโอยูฉบับลงนาม หน้า 2)

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า เมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบ นายนพดล ปัทมะ ได้ไปลงนามกับนายทองลุน สีสลิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ในขณะที่ภาคประชาชนและนักวิชาการหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ดังนี้ 1.การลงนามในเอ็มโอยูขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ 2.การศึกษาความเป็นไปได้โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 เรื่องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียนหรือไม่ 3.ครม.ให้แก้ไขบันทึกเอ็มโอยูจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อป เมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท Asiacorp Holdings Ltd. เป็นภาคเอกชนแล้วแสดงว่า ครม.ต้องการให้คัดเลือกบริษัทเอกชนมาศึกษาด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม จึงไม่ให้เจาะจงรายใดรายหนึ่ง แต่ทำไมนายนพดล ปัทมะ ยังคงสนับสนุนบริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท Asiacorp เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้โดยไม่ผ่านกระบวนการประมูลคัดเลือกตามขั้นตอนที่โปร่งใสเป็นธรรม

นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลลาว เพื่อให้บริษัทเอกชนศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กั้นแม่น้ำโขงมูลค่า 90,000 ล้านบาท เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวอาจขัดรัฐธรรมนูญว่า วันนี้ประชาชนห่วงและกังวลการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศ เพราะถ้าดูจากกรณีปราสาทพระวิหาร ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลย่อหย่อน และไม่รอบคอบ ส่งผลให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ กรณีนี้ก็เช่นกัน ตนไม่ทราบว่าการทำเอ็มโอยูระหว่างไทยและลาวมีนัยยะอะไรหรือไม่

"ไม่เห็นว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ และยังเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากลาวใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ โครงการนี้จะกระทบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมแน่นอน และน่าจะนำมาซึ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับที่ประชุมพรรคในวันที่ 5 สิงหาคม เพื่อหาข้อยุติโครงการดังกล่าว" นายศุภชัยกล่าว

หน้า 13