เขื่อนบ้านกุ่ม : ฤาจะเดินตามรอยเขาพระวิหาร

สำนักข่าวประชาธรรม 28 กันยายน 2551

เรื่องโดย : เดชรัต สุขกำเนิด

เหตุการณ์การขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้ให้บทเรียนที่สำคัญกับสังคมไทยในหลายประการ แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ การที่เราไม่สามารถปล่อยให้รัฐบาลไปทำข้อตกลงต่างๆ กับประเทศอื่นๆ โดยไม่สอบถามความเห็นของสังคมไทยได้

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า หากรัฐบาลจะไปทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ ที่จะเป็นข้อผูกผันให้มีผลได้เสียกับสังคมไทย ก็จะต้องถามความเห็นของรัฐสภา อันเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยเสียก่อน ก็กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับสังคมไทย จนเป็นเหตุให้นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จำใจต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว

แต่ในระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับประเทศอื่นๆ อีก หนึ่งในบันทึกความเข้าใจนั้นก็คือ ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทย-ลาว โดยให้บริษัทเอกชนเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม ทั้งนี้ โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม จนหลายฝ่าย (เช่น อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือ นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ) เกรงว่าจะกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย รวมถึงยังเป็นการละเมิดกลไกตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับกรณีเขาพระวิหารอีกด้วย

บทความฉบับนี้ จึงขอเสนอข้อมูลความเป็นมาของโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม และข้อมูลล่าสุดจากการลงพื้นที่ของผมเอง เพื่อบอกเล่าถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย รวมถึงสิ่งที่สังคมไทยควรดำเนินการเพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาจากข้อตกลงดังกล่าว

กรณี MOU เขื่อนบ้านกุ่ม

เขื่อนบ้านกุ่มเป็นเขื่อนหนึ่งในหลายเขื่อนตามแผนการสร้างเขื่อนบนลำน้ำโขง ซึ่งกั้นขวางลำน้ำโขงโดยตรง มิใช่กั้นลำน้ำสาขา โดยก่อนที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจ ในปีพ.ศ. 2550 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ให้บริษัทปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัทแม็คโคร คอนซัลแตนท์ จำกัด ทำการศึกษาเบื้องต้นในโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม โดยเรียกว่าเป็น ฝายในลำน้ำโขง รายงานดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมีนาคมปีนี้

ต่อมา เพียงประมาณหนึ่งเดือน ภายหลังจากการได้รับตำแหน่ง นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศก็ได้เสนอเรื่องด่วนที่สุด ลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 เพื่อขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทย-ลาว โดยมีเนื้อความที่จะตกลงสนับสนุนให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้ร่วมลงทุนบริษัท Asiacorp Holding Ltd. ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบ้านกุ่ม โดยอ้างถึง ความคล่องตัวและความพร้อมด้านเงินทุนของเอกชน

หนึ่งวันหลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551 เห็นชอบอนุมัติให้มีการลงนามตามที่นายนพดล ปัทมะ เสนอ แต่ได้ขอให้มีการปรับถ้อยคำจากที่ระบุชื่อ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้ร่วมลงทุนคือ บริษัท Asiacorp Holding Ltd. เป็นคำกลางๆ ว่า ภาคเอกชน ทั้งนี้ น่าจะเพื่อมิให้เป็นที่เพ่งเล็งของสังคมจนมากเกินไป

ต่อมาอีก 2 สัปดาห์ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551 นายนพดล ปัทมะ ได้มีการลงนามร่วมกับรัฐบาลสปป.ลาวในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ณ นครเวียงจันทร์ โดยมีการกำหนดระยะเวลาในการศึกษา 15 เดือน โดยสรุปแล้ว เราใช้เวลาทั้งหมดเพียง 2 สัปดาห์ในการลงนามในสัญญาดังกล่าว โดยแทบจะไม่มีใครรู้เรื่องเลย

และภายหลังจากที่มีการลงนามในสัญญา ซึ่งแม้จะมิได้ระบุชื่อของบริษัทเอกชนไว้ในบันทึกความเข้าใจ แต่จากการลงพื้นที่ล่าสุด ที่อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ก็พบว่า บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ ได้ลงไปทำงานในพื้นที่ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 ที่ผ่านมา เพื่อที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการดังกล่าว ตามที่นายนพดล ปัทมะเสนอไว้แต่แรก

 

โครงการเขื่อนบ้านกุ่ม

เขื่อนบ้านกุ่มเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในลักษณะเขื่อนแบบมีน้ำไหลผ่านตลอดปี (หรือ run-of-river hydropower dam) แบบเดียวกับเขื่อนปากมูล เขื่อนบ้านกุ่มตั้งอยู่ในบริเวณดอนกุ่ม ใกล้หมู่บ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และบ้านกุ่มน้อย แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

เขื่อนบ้านกุ่มมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,872 0 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังการผลิตพึ่งได้ (dependable capacity) เพียง 375.7 เมกะวัตต์ ใช้เวลาการก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 10 ปี โดยมีมูลค่าโครงการ 95,348.44 ล้านบาท และหากรวมถึงดอกเบี้ยและเงินเฟ้อด้วยแล้ว มูลค่าของโครงการเขื่อนนี้ก็สูงถึง120,390 ล้านบาท

เหตุที่เขื่อนบ้านกุ่มมีกำลังการผลิตพึ่งได้น้อยกว่ากำลังการผลิตติดตั้งค่อนข้างมาก (เพียงแค่ประมาณร้อยละ 20 ของกำลังผลิตติดตั้ง) เพราะเขื่อนแบบมีน้ำไหลผ่านตลอดปีเป้นเขื่อนที่มิได้อ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ ดังนั้น ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้ จึงต้องผันแปรไปตามฤดูกาล โดยในฤดูแล้งที่น้ำในแม่น้ำโขงเหลือน้อย เขื่อนบ้านกุ่มนี้ก็จะผลิตไฟฟ้าได้น้อยลงตามไปด้วย

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม- พฤษภาคม 2551) ที่ประเทศไทยของเรามีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด เพราะอากาศร้อนมาก แต่เขื่อนลักษณะนี้ (เช่นเขื่อนปากมูล) กลับตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศได้น้อยมาก

 

ความคุ้มค่าในการลงทุน

การที่เขื่อนบ้านกุ่มมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,872.0 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังการผลิตพึ่งได้เพียง 375.7 เมกะวัตต์ ก็แปลว่า แม้ว่าเราจะเสียเงินสร้างเขื่อนแห่งนี้กว่าหนึ่งแสนล้านบาทแล้ว เราก็ยังต้องสร้างโรงไฟฟ้าประเภทอื่นอีก 1,500 เมกะวัตต์อยู่ดี (1872-375 เมกะวัตต์) เพราะเราพึ่งพาเขื่อนนี้ได้จริงเพียง 375.7 เมกะวัตต์เท่านั้น ดังนั้น ความคุ้มค่าในการสร้างเขื่อนนี้จึงเป็นคำถามที่สำคัญยิ่ง

หากเราพิจารณาการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มเปรียบเทียบกับการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเห็นได้ว่า เพื่อให้ได้กำลังการผลิตพึ่งได้จำนวน 375.7 เมกะวัตต์จำนวนเท่ากัน การสร้างเขื่อนบ้านกุ่มจำเป็นต้องมีกำลังการผลิตติดตั้งสูงกว่าก๊าซธรรมชาติและชีวมวลเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้เงินลงทุนในโครงการดังกล่าวสูงตามไปด้วย โดยเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายในการลงทุนในโครงการเขื่อนบ้านกุ่มนั้นสูงถึง 253.8 ล้านบาทต่อหนึ่งเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมีการลงทุนเพียง 29.4 และ 74.0 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ตามลำดับ เท่านั้นเอง

 

ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการลงทุนผลิตไฟฟ้าของสามทางเลือก

 

รายการ

เขื่อนบ้านกุ่ม

ก๊าซธรรมชาติ

ชีวมวล

กำลังผลิตติดตั้ง (เมกะวัตต์)

1,872.0

442.0

500.9

กำลังผลิตพึ่งได้ (เมกะวัตต์)

375.7

375.7

375.7

เงินลงทุน (ล้านบาท)

95,348.0

11,049.4

27,800.3

เงินลงทุนต่อกำลังการผลิตพึ่งได้
(ล้านบาท/เมกะวัตต์)

253.8

29.4

74.0

 

ผลกระทบของโครงการ

จากการศึกษาเบื้องต้นของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และคุณมนตรี จันทวงศ์ จากโครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในอินโดจีนและพม่า และการลงพื้นที่ล่าสุด พบว่า เขื่อนบ้านกุ่มจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

   - เกิดน้ำท่วมหมู่บ้าน 4 หมู่บ้าน 239 ครัวเรือน เป็นฝั่งไทย 1 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านคันท่าเกวียน โดยในรายงานอ้างว่าจะได้รับผลกระทบจำนวน 29 ครัวเรือน แต่จากการลงพื้นที่โดยดูจากระดับกักเก็บที่ 115 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง คาดว่าจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับผลกระทบน่าจะมากกว่านี้ รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อวัดและโรงเรียนด้วย

   -น้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมริมแม่น้ำโขง 13,858 ไร่ (พื้นที่ฝั่งไทย 5,490 ไร่) ซึ่งเป็นพื้นที่ดินที่จะโผล่พ้นน้ำหลังช่วงน้ำหลาก และเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์มาก เพราะได้รับปุ๋ยโดยธรรมชาติจากแม่น้ำโขงเป็นประจำทุกปี

     - น้ำท่วมพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม 480 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่ยังคงเป็นป่าสมบูรณ์ และคงต้องมีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

     - ผลกระทบต่อการขัดขวางการอพยพของปลา เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่เขื่อนปากมูล และอาจจะมีผลกระทบรุนแรงกว่า เพราะเป็นการกั้นขวางลำน้ำโขงโดยตรง

     - ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของหมู่บ้านชาวประมง 14 หมู่บ้าน ในฝั่งไทย และ 6 หมู่บ้านในฝั่งสปป.ลาว เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับชาวบ้านเหนือเขื่อนปากมูล

     - การสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวและระบบนิเวศน์เช่น ผาชัน แก่งสามพันโบก สะเลกอน ดอนใหญ่ หาดสลึง หาดบ้านปากแซง วังปลา เถาวัลย์ยักษ์พันปี น้ำตกแสงจันทร์ (หรือน้ำตกลงลงรู) และชาวบ้านกำลังกังวลว่าอาจจกระทบต่อ การเกิดบั้งไฟพญานาค ที่บ้านตามุย (อยู่ใต้เขื่อนบ้านกุ่ม) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

     - ผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลของแม่น้ำโขง โดยเฉพาะระดับน้ำโขงใต้เขื่อน รวมถึงอาจกระทบต่อทิศทางการไหลของแม่น้ำโขง จนอาจกระทบต่อเขตแดนของทั้งสองประเทศ

 

ฤาจะซ้ำรอยเขาพระวิหาร

ความรวบรัดในการลงนามในความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีการบอกกล่าวเล่าความและรับฟังความเห็นกันในสังคมเสียก่อน แถมยังมีการระบุชื่อบริษัทที่เรายกสิทธิให้เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้ กำลังเป็นข้อห่วงใยหลักว่า เรากำลังจะเดินตามรอยกรณีเขาพระวิหารอีกหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ทราบว่า กรณีเขื่อนบ้านกุ่มยังเกี่ยวข้องกับ เกาะกง คอนเน็กชั่น ซึ่งสังคมไทยกำลังสงสัยว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นสาเหตุเบื้องลึกให้เกิดกรณีเขาพระวิหารด้วย เนื่องจากข้อมูลชี้ชัดว่า บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนท์ ได้ตั้งบริษัทลูกชื่อ บจ. อิตาเลียนไทย พาวเวอร์ เพื่อร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าบนเกาะกงขนาด 3,660 เมกะวัตต์ และเตรียมขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน การดำเนินการในโครงการดังกล่าว โดยไม่สนใจบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 ที่ระบุว่า การดำเนินโครงการใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และสุขภาพของประชาชน จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะมี ก) การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ข) การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และ ค) การให้ความเห็นขององค์กรอิสระประกอบก่อนการดำเนินเสียก่อน ก็อาจจะทำให้รัฐบาลต้องหน้าแตกซ้ำรอยเขาพระวิหารอีกด้วย

ดังนั้น ก่อนที่ประเทศไทยจะต้องเสียหายซ้ำรอยเขาพระวิหาร เราจำเป็นจะต้องเปิดโอกาสให้สังคมไทยได้ทบทวนและตรวจสอบความเหมาะสมในการลงนาม และการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง.