รวมพลังต้าน 6 เขื่อนแม่น้ำโขง สกัด “นายทุน” ฮุบประโยชน์

โพสต์ทูเดย์ 14 พฤศจิกายน 2550

อินทรชัย พาณิชกุล

โพสต์ทูเดย์ - น.ส.เปรมฤดี ดาวเรือง ผอ.โครงการเทอร์ร่า มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า องค์กรภาคประชาชน และบุคคล 201 รายชื่อ จาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงกลุ่ม ภาคประชาสังคมในประเทศแม่น้ำโขง 126 กลุ่ม ได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  (เอ็มอาร์ซี) ออกมาปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องแม่น้ำโขง ตามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538

          หลังจากมีโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักทางตอนล่าง 6 แห่ง ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงในเขตมณฑลยูนนานของจีน ได้มีการสร้างเขื่อนไปแล้ว 2 แห่ง จากแผนที่จะก่อสร้างทั้งหมด 8 แห่ง

          ในช่วงปีที่ผ่านมามีการดำเนินการอย่างเงียบเชียบ แต่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในลาว และกัมพูชา สำหรับโครงการเขื่อนที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในขณะนี้ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย

            1. เขื่อนปากแบ่ง แขวงอุดมไซย ประเทศลาว 2. เขื่อนไซยบุรี กั้นแม่น้ำโขงที่แขวงไซยบุรี 3. เขื่อนปากลาย กั้นแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของแขวงไซยบุรีติดกับแขวงเวียงจันทน์ 4. เขื่อนบ้านกุ่ม ชายแดนไทย-ลาวบริเวณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 5. เขื่อนดอนสะฮอง กั้นแม่น้ำโขงบริเวณน้ำตกคอนพระเพ็ง ในเขตเมืองโขง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว และ 6.เขื่อนซำบอ พาดขวางกลางลำน้ำโขง เหนือเมืองกระแจ๊ะ

          ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวของเขื่อนแห่งที่ 7 คือ เขื่อนผามอง กั้นแม่น้ำโขงบริเวณ อ.ปากชม จ.เลย

          เรื่องราวทั้งหมด ทางเอ็มอาร์ซีกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่พยายามให้คำแนะนำแก่รัฐบาลที่เป็นสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ ต่อกรณีดังกล่าว รวมทั้งไม่แจ้งต่อสาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะได้รับ และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าว ซึ่งหลายครั้งพบว่า มีการเซ็นเซอร์ และปิดบังข้อมูล

          หากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงไม่สามารถปฏิบัติพันธกิจได้ตามข้อตกลง และไม่สามารถคุมครองความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์แม่น้ำโขงได้ การดำรงอยู่ของคณะกรรมาธิการก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากมีชื่ออยู่ในกระดาษเท่านั้น

          ทั้งยังไม่สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจำนวนหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากประเทศผู้ให้ทุนทั้งหลาย

          “12 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า เอ็มอาร์ซีล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งในบทบาทของผู้เชี่ยวชาญที่ต้องชี้แนะเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่าง ๆ ของการสร้างเขื่อนทั้ง 6 แห่ง และในบทบาทของตัวกลางที่จะคอยอำนวยให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประชาชนที่จะได้รับผลกระทบกับนักลงทุน” น.ส.เปรมฤดี กล่าว

          น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ตัวแทนโครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ข้อเรียกร้องที่เสนอไปยังเอ็มอาร์ซีให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ 1. ต้องให้มีการสำรวจและศึกษาผลกระทบของการสร้างเขื่อนทั้ง 6 แห่ง อย่างจริงจังและโปร่งใส 2. ต้องสร้างกลไกที่จะมากำกับดูแล เพื่อกำหนดมาตรฐานระดับภูมิภาค 3. ต้องเปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 4. ต้องมีกระบวนการที่จะวางแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว

          “ลุ่มแม่น้ำโขงเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากลุ่มน้ำอะเมซอน มูลค่าการประมงสูงถึง 7 หมื่นล้านบาทต่อปี เต็มไปด้วยพันธุ์ปลากว่า 1.3 พันชนิด อีกทั้งวิถีชีวิตผู้คนกว่า 60 ล้านคน จะได้รับผลกระทบทันทีหากโครงการสร้างทั้ง 6 แห่ง เริ่มดำเนินการ” น.ส.เพียรพร กล่าว

          น.ส.เพียรพร กล่าวว่า จากการสำรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่า ประชาชนอย่างน้อย 1.73-7.5 หมื่นคน จะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่เก็บน้ำ

          “บทเรียนจากไทยสอนให้รู้ว่า การอพยพโยกย้านไปสร้างถิ่นฐานใหม่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ อีกหลายคนก็ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากทางภาครัฐ แม้ว่าจะผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปี” น.ส.เพียรพร กล่าว

          นายสุริชัย หวันแก้ว สมาชิก สนช.และผอ.สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องเร่งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีความเข้มแข็ง และทำหน้าที่ถ่วงดุลระหว่างภาคประชาชนกับภาคธุรกิจ ทำให้เสียงของสาธารณชนดังเท่ากับเสียงของนักธุรกิจ

          “เราจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนเหล่านี้ปรากฏขึ้น เสียงที่ถูกกลบลบเลือน เราต้องทำให้มันดังออกมา” นายสุริชัย กล่าว

          ต้นทุน ณ ที่นี้ อาจหมายถึงประชาชน 60 ล้านชีวิต ที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงครั้งนี้