เมื่อเขื่อนผามองคืนชีพ

ไทยโพสต์ 1 กุมภาพันธ์ 2552

ไพรินทร์ เสาะสาย

หมู่บ้านเล็กๆ เพียง 70 หลังคาเรือน ตั้งเรียงรายริมฝั่งแม่น้ำโขงและบนเชิงเขาอย่างสงบ

ต้นเดือนมกราคมเช่นนี้น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มแห้งขอด   เกาะแก่งขนาดใหญ่โผล่พ้นน้ำอวดความแกร่งกล้าอย่างมหัศจรรย์  เพราะแม่น้ำโขงบริเวณนี้ไหลผ่านพื้นที่สูง ขนาบข้างด้วยภูเขาสลับซับซ้อนทั้งฝั่งลาว-ไทย ทำให้เหลือเพียงพื้นที่ตีนภูหรือเชิงเขาเท่านั้นให้ผู้คนตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอาศัยอยู่มานานนับร้อยปี  แม้จะมีพื้นที่อาศัย  ที่ทำกินน้อยและยากลำบาก  ผู้คนที่นี่กลับมีวิถีชีวิตที่น่าสนใจยิ่ง  ยามหน้าน้ำ ผืนน้ำและเกาะแก่งอันกว้างใหญ่ของแม่น้ำโขงกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและรายได้อันอุดมสมบูรณ์จากปลาของคนบ้านนี้ 

ช่วงเดือน  4  ถึงเดือน  10 ลงน้ำไม่ได้ ชาวบ้านจึงต้องขึ้นภูทำไร่ทำสวน ภูเขาหลายสิบลูกถูกจับจองถากถางมาแต่รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายให้ลูกหลานได้ทำข้าวไร่  สวนผลไม้  ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ  เช่น   ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วดำ ลูกเดือย ยางพารา มะละกอ มะขามหวาน ส้มโอ กล้วย และสวนผลไม้ผสมผสาน แต่ละปีพอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการปลูกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้  ยามหน้าแล้งน้ำลดพื้นที่หาดทรายฝั่งริมตลิ่งกลับเขียวขจีไปด้วยผักพื้นบ้านนานาชนิด  เช่น ผักกาดจอ ผักกาดหิ่น ถั่วฝักยาว มะเขือ  สะระแหน่   ปลูกทิ้งไว้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยและรดน้ำ  เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินตะกอนแม่น้ำ ความชื้นในดินและไอหมอกยามหนาว  ทำให้ผักเหล่านี้สวยงามและเติบโตไร้แมลงรบกวน

เวลาส่วนใหญ่ของชาวบ้านช่วงแล้งจึงต้องขึ้นไร่เพื่อเก็บผลผลิตที่ปลูกไว้ช่วงฝน ตกเย็นก็ลงโขงดักเบ็ด  มองหาดทรายกลายเป็นสนามเด็กเล่นของเด็กๆ หมู่บ้านนี้ สีเขียวยาวสลับกับสีน้ำตาลของเกาะแก่งทำให้ที่นี่สวยงามแปลกตายิ่งนัก...ที่นี่บ้านคกเว้า  ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย

พ่อใหญ่บุ แห่งบ้านคกเว้า เล่าให้ฟังว่า คนบ้านนี้อพยพโยกย้ายมาจากเมืองแก่นท้าว แถบน้ำเหืองท่าลี้พู้น  แต่ก่อนมากัน 3 ครอบครัว มาปลูกกระท่อมหาปลาอยู่หาดทรายใกล้ๆ หมู่บ้านปัจจุบันนี้ เพราะเห็นว่าเขตนี้หาปลาได้ง่ายหลาย  เดือนอ้ายเดือนยี่น้ำเริ่มลง  เอาก้อนหินฟาดลงน้ำให้ปลาตกใจ  ปลากระโดดเข้าเรือ  หาได้สบายๆ  สมัยก่อนไม่มีแห ต้องเอาป่านมาทำเป็นตาข่ายช้อนเอาปลา พอได้ปลาเต็มหาบก็พอ  หาบกลับบ้าน แต่ก่อนไม่ได้ชื่อบ้าน "คกเว้า" แต่ชื่อบ้านหาดทรายปลาก้าง

สมัยก่อนปลาหลาย  ยามหน้าแล้งหาดทรายเต็มไปด้วยก้างปลา ทั้งร่องรอยของคนกินปลาทิ้งก้างไว้  ทั้งนาก  ตัวคล้ายแมวชอบกินปลาเหลือก้างทิ้งไว้เต็มหาดทรายไปหมด  เดินหรือวิ่งเล่นก็ไม่ได้ จึงเรียกชื่อว่า   บ้านหาดทรายปลาก้าง  ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นบ้าน  "คกเว้า"  เพราะสมัยก่อนคนล่องเรือทวนน้ำโขงขึ้นไป   มีแก่งใหญ่ที่เชี่ยวที่สุดในแม่น้ำโขงเขตภาคอีสานคือ   แก่งจันทร์ (แก่งแสงจันทร์) เป็นแก่งที่อัศจรรย์มาก  พายเรือขึ้นลำบาก  สมัยก่อนก็เป็นเรือแจวส่วนใหญ่ ก่อนจะพายเรือข้ามแก่งจันทร์ไปนั้น  ชาวเรือต้องมาจอดแวะพักที่หาดทรายแห่งนี้ ค้างคืนก่อนเป็นประจำ เพื่อพักผ่อน ปรึกษาหารือกันเอาเรือขึ้นผ่านแก่งจันทร์ได้อย่างปลอดภัยอย่างไร   

ดังนั้นชาวเรือจึงเรียกบ้านนี้ว่า  บ้านคกเว้า เพราะบริเวณนี้มี "คก" หรือบริเวณหลุมลึกที่กระแสแม่น้ำโขงไหลวนอยู่ริมฝั่ง  คกแต่ละแห่งมีความลึกมาก อาจจะลึกได้ถึง 10 เมตร ทำให้คนเดินเรือต้องหยุดคุยพูดจาวางแผนการเดินเรือทวนแก่งจันทร์ให้ปลอดภัยนั่นเอง  ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแม่น้ำโขงแถบนี้ยังอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคือ สมัยสงคราม  ฝรั่งเศสได้ระเบิดร่องน้ำใหม่เพื่อเปิดทางให้เรือข้ามไปได้  โดยไม่ต้องผ่านแก่งจันทร์  เพราะไม่สามารถข้ามแก่งจันทร์ไปได้  เนื่องจากความเชี่ยวกรากของน้ำ  

ส่วนชาวเรือก็มีความเชื่อเรื่องความอาถรรพ์  แม้แต่เดี๋ยวนี้ความเชื่อดังกล่าวก็ยังสืบทอดกันต่อมา หากจะข้ามแก่งจันทร์ให้ได้  ต้องมีคำหมาก คำพลู  ยาสูบ เหล้าขาว เทหยาดลงน้ำระหว่างพายเรือผ่านแก่งจันทร์   ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย  อย่าได้ขัดได้ข้องใด และห้ามคนในเรือคุยกันเด็ดขาด  จนกว่าจะผ่านแก่งจันทร์ไปเสียก่อน   นอกจากนี้สมัยก่อนบริเวณแก่งจันทร์  หรือแก่งแสงจันทร์นี้ยังเคยเป็นพื้นที่สำคัญของการร่อนทองคำ   รูปปั้นผู้หญิงถืออุปกรณ์ร่อนทองยืนอยู่บริเวณจุดชมวิวแก่งแสงจันทร์ริมถนนทางหลวงหมายเลข  201 เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังรู้ว่า แม่น้ำโขงแถบนี้อุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน

ครูไผ่กับครูยุทธ   สองสามีภรรยา  ครูสอนเด็กที่โรงเรียนบ้านคกเว้ามากว่า  20  ปี  เล่าว่า ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  ไม่ค่อยมีคนไปทำงานกรุงเทพฯ มากนัก  ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว หน้าน้ำชาวบ้านก็ลงดักเบ็ดดักมองหาปลา  จากนั้นก็ขึ้นภูไปทำไร่หาอยู่หากินบนนั้น  เพราะที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งเห็ด หน่อไม้  ปูหิน อีปุ่ม (คล้ายลูกอ๊อด แต่ขนาดใหญ่กว่า) เป็นอาหารธรรมชาติที่ชาวบ้านหาได้ตลอดทั้งปี เราพักอยู่บ้านพักครูของโรงเรียนเกือบ  20  ปี  ชาวบ้านคอยช่วยเหลือดูแลตลอด เขาอยู่อย่างไรเราก็อยู่อย่างนั้น  หาอยู่หากินเหมือนชาวบ้าน ยามมีอะไรเขาก็แบ่งให้ กิจกรรมโรงเรียนชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือดีมาก  ทั้งทำอาหาร  ช่วยเหลือทุกอย่าง เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กนักเรียนแค่ 38 คนเท่านั้น เราประทับใจ มีความสุขจนไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว"

ความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในงานวันเด็กปีนี้คงเป็นการยืนยันคำตอบที่ดีที่สุดของครูทั้งสอง  พ่อเฒ่าแม่เฒ่าต่างออกมาถือขันข้าว  ปิ่นโต  ขันดอกไม้  ออกมาทำบุญร่วมกับเราแต่เช้าที่โรงเรียน สายๆ   พ่อแม่ผู้ปกครองก็ถือขนมมาสมทบงานวันเด็กจนล้นโต๊ะ  กิจกรรมบันเทิงสนุกๆ ระหว่างผู้ปกครอง เด็กๆ   ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของน้องๆ   นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี   อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การเรียน   สมุด หนังสือ   ปากกา  ของเล่น  เสื้อผ้า  ที่ได้รับบริจาคมาทั่วสารทิศ  ถูกขนลำเลียงออกมาแจกน้องๆ  พ่อแม่ที่ร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน   ท้ายสุดของกิจกรรมพวกเรามีโอกาสได้ล่องเรือชมน้ำโขงบริเวณบ้านคกเว้าและขึ้นภูเขาด้วยรถซิ่ง   เป็นรถไถที่ดัดแปลงไว้ขนผลผลิตบนภูโดยเฉพาะ ตบท้ายด้วยกินข้าวป่าดูวิถีชีวิต 2 แบบของชาวบ้านที่นี่ "คนภูกับคนน้ำ"

"ริน"  หนุ่มน้อยเยาวชนจากเวียงจันทน์ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ บอกว่า "รู้สึกสนุกมาก คุ้มค่าที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ   เพื่อนนักศึกษา   ได้รู้จักแม่น้ำโขงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน   ได้ไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำไร่บนภูเขา   ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ  กับชีวิต  ได้ยินว่าที่นี่จะมีการสร้างเขื่อนด้วย  ก็เลยอยากมาดู เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน"

"น้ำ" นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เดินทางมาร่วมงานวันเด็ก เพราะเห็นประกาศจากทางเว็บไซต์ เล่าว่า   "นั่งรถจากกรุงเทพฯ มาคนเดียวมาลงที่อุดรฯ  ก็ติดต่อหาพี่ที่ทำหน้าที่ประสานงาน  อยากมาเพราะทราบว่ามีกิจกรรมนั่งเรือชมน้ำโขงและขึ้นภูด้วย  ไม่เคยมาแถวนี้ก็เลยตัดสินมาค่ะ  สนุกมาก  คุ้มค่ากับการเดินทาง   ชอบทำกิจกรรมแบบนี้มาก   ได้ประสบการณ์ชีวิตค่ะ   เห็นว่าเขาจะสร้างเขื่อนด้วยก็เลยอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร"

กิจกรรมวันเด็กของเราจบลงด้วยความสนุกและความทรงจำที่เป็นสุขของหลายคน พวกเราเตรียมล่ำลาชาวบ้าน   แม่เฒ่าคนหนึ่งเดินมาจับมือฉันพูดว่า   "แม่จะอวยพรให้นะลูก"  ฉันยกมือขึ้นค้อมหัวลง เสียงแม่เฒ่าให้อวยเป็นคำกลอนยาว  พร้อมลูบหัวให้  ฉันยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า  "โอกาสหน้าผ่านมาแวะหาแม่นะ   บ้านแม่เลยโรงเรียนไป 3 หลังเอง   ถามหาบ้านแม่อินนะ"   ฉันรับคำพร้อมกราบลงที่ตักของแม่เฒ่า   หากแต่ในใจของฉันเริ่มคิดกังวล   เด็กๆ กับชาวบ้านที่นี่จะอยู่อย่างไรต่อไป หมุดที่ปักติดกับถนนหมายเลข 201  บอกเขตระดับการกักเก็บน้ำของเขื่อนปากชม  หรือ  "เขื่อนผามอง" เดิมกำลังจะคืนชีพเสียแล้ว

"เขื่อนปากชม"   จะพาดกลางลำน้ำโขง  มีความยาว 336 เมตร สูงจากท้องน้ำ 29.5 เมตร เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่  1,400  เมกะวัตต์  เก็บกักน้ำที่ระดับ  192  เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง  ซึ่งจะทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำมีความจุประมาณ  807.77  ล้านลูกบาศก์เมตร ท่วมทั้งฝั่งไทยและลาว 4,127  ไร่ โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนถึง 69,641 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,079 เมกะวัตต์

นั่นหมายความว่าโรงเรียนต้องจมอยู่ใต้น้ำ   คนบ้านนี้และอีกหลายหมู่บ้านต้องถูกโยกย้ายออกไป แก่งจันทร์อันมหัศจรรย์และเกาะแก่งต่างๆ อีกมากมาย รวมทั้งแก่งคุดคู้ที่เชียงคานต้องจมอยู่ใต้น้ำ   สิ่งสำคัญคือ ชีวิตที่ปักหลักบือ (เสาหลักของหมู่บ้าน) บ้านมากว่า 100 ปีที่นี่  หากต้องโยกย้ายครั้งใหม่ ใครจะรับผิดชอบได้ว่าจะมีชีวิตที่ดีเท่าเดิม  แล้วคนบ้านคกเว้าจะอยู่อย่างไร? เมื่อเขื่อนผามองกำลังคืนชีพกลับมาอีกครั้ง.