"สีพันดอน" จุดประกายปกป้องแม่โขง

ไทยโพสต์ 17 มีนาคม 2552

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สุเทพ กฤษณาวารินทร์ ช่างภาพไทยได้รับการสนับสนุนจากโครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง (TERRA)  และมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ  ไปเปิดงานแสดงภาพถ่าย "สีพันดอน...เมื่อแม่น้ำโขงถูกคุกคาม"  ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในงานเปิดตัวพันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขง  (Save  the  Mekong coalition)  ซึ่งถือว่าเป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ศิลปิน และชาวบ้านจากประเทศแม่น้ำโขง เพื่อเรียกร้องให้แม่น้ำโขงไหลอย่างอิสระ ยุติแผนการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงสายหลัก  ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

     โดยการไปจัดแสดงภาพถ่ายครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วิถีชีวิตคนหาปลาในเกาะแก่งอันยิ่งใหญ่กลางลำน้ำโขงในพื้นที่สีพันดอน เขตเมืองโขง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ออกสู่สายตาคนทั่วโลก  ซึ่งช่างภาพสารคดีผู้นี้ได้สะพายกล้องคู่ใจตระเวนถ่ายภาพทั่วคุ้งน้ำสีพันดอนตลอดระยะเวลา 3 ปี  ก่อนจะรวบรวมภาพจากการลงพื้นที่จริงมาเผยแพร่ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก  ทั้งจากนิตยสารต่างประเทศ  และสื่อมวลชน

     และล่าสุด สุเทพ กฤษณาวารินทร์ ก็ลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำโขงโดยใช้ภาพโครงการ "สีพันดอน" เป็นตัวจุดประกายให้ทุกคนเห็นความสำคัญและคัดค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก 11 เขื่อน และหนึ่งในนั้นก็คือ เขื่อนดอนสะโฮง ที่มีจุดก่อสร้างในพื้นที่สีพันดอน สปป.ลาวนั่นเอง ศิลปินผู้นี้เพียงแต่หวังว่าจะได้เห็นแม่น้ำโขงไหลอย่างอิสระต่อไป

     สุเทพ  เผยเรื่องราวข้างหลังภาพโครงการสีพันดอนว่า  ต้นปี พ.ศ.2543  ได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังดินแดนสีพันดอนของลาว   ก็คล้ายกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อยากจะไปชมความงามของน้ำตกคอนพะเพ็ง  และน้ำตกหลี่ผีที่เลื่องชื่อ  ไม่คาดคิดว่าต่อมาจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาวบ้านในพื้นที่  และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่นี่

     "แม้ว่าการได้เห็นน้ำตกคอนพะเพ็งอันยิ่งใหญ่จะเป็นความประทับที่ไม่ลืม แต่ว่าชาวประมงพื้นบ้านตัวเล็กๆ  ที่หาปลาอยู่บนขอบเหวของน้ำตกต่างหากที่ทำให้ผมอยากค้นหามากกว่านี้ มันเหลือเชื่อที่ได้เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งปีนป่ายไปมาอย่างคล่องแคล่ว ไม่กลัวว่าจะถูกพลังของสายน้ำกลืนไป เพียงเพื่อให้ได้ปลาชะอีตัวเล็กๆ" ช่างภาพมืออาชีพ กล่าว และยังบอกด้วยว่าเขาใช้เวลาอีกเกือบ 4 ปี ที่จะรวบรวมความกล้า การประสานงาน หาข้อมูล และเครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อม ก่อนที่จะเริ่มงานที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้

     ภาพถ่าย 30 ภาพที่นำมาแสดงให้ชมนั้น  แต่ละภาพไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ  สุเทพต้องทำงานบนความเสี่ยง  ต้องอาศัยจิตใจที่หนักแน่นเอาชนะความกลัวตรงหน้า เขาเล่าว่า การที่จะไปให้ถึงหลี่กลางน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องมือหาปลาของชาวบ้าน ถ้าไม่ใช้เรือก็ต้องว่ายน้ำไปตามเชือกเส้นเล็กทวนกระแสน้ำที่เชี่ยว บางครั้งตนห่วงกล้องมากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก เพราะกลัวไม่ได้ภาพ แม้จะมีเชือกและอุปกรณ์ปีนเขา แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ เอาแบบชาวบ้านลูกทุ่ง ๆ  หรือการที่ต้องเดินตามคนหาปลาและทำอู่ปลาเต้นที่น้ำตกคอนพะเพ็งก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ลืม  ขณะที่ชาวบ้านเดินเหินเหมือนปกติก้อนหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ แต่ตนแทบต้องคลานไปด้วยซ้ำ ขึ้นมาแล้วยังนึกว่าฝันไปรึเปล่า ทำไปได้ยังไง

     "ที่สุดสุดเห็นจะเป็นวันที่ให้ได้ภาพปลาบึก ชาวบ้านบอกว่าปลาบึกลงหลี่ ผมรู้ว่าเป็นโอกาสแห่งชีวิตที่พลาดไม่ได้  เพราะรอมาสามปี  และมันเป็นหลักฐานสำคัญที่นักชีววิทยายังไม่กล้ายืนยันว่า ปลาบึกเดินทางไกลจากทะเลสาบเขมรผ่านสีพันดอนไปวางไข่ที่เชียงของ ผมต้องต่อเครื่องต่อรถ  และเรือเกือบวัน เพื่อถ่ายภาพไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็คุ้มค่า ภาพนี้ยืนยันว่าปลาบึกเดินทางอพยพขึ้นไปวางไข่เป็นพันกิโลเมตร"  สุเทพ  กล่าวถึงภาพปลาบึก สัญลักษณ์แห่งลำน้ำโขงที่ลดจำนวนลงทุกที

     และเพื่อสะกิดผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ด้วยการใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนความคิดและกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงความสำคัญของลำน้ำโขงแล้ว สุเทพยังแสดงทัศนะเพิ่มเติมด้วยว่า เขื่อนที่สร้างจะปิดกั้นช่องทางน้ำหลักในพื้นที่สีพันดอน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ฮูสะโฮง" ยาว  5  กิโลเมตร กว้าง 100 เมตร ฮูสะโฮงนี้ คือ เส้นทางปลาอพยพ  เป็นพื้นที่หาปลาที่สำคัญที่สุดของแม่โขงตอนล่าง ถ้าสร้างเขื่อนปิดกั้นฮูสะโฮงเท่ากับปิดเส้นทางปลาอพยพตลอดลำน้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะปลาในทะเลสาบเขมร ถ้ามีเขื่อนเกิดขึ้นปลาหลายชนิดอาจสูญพันธุ์และวิถีคนหาปลาจะล่มสลายไปแน่นอน

     แม้งานแสดงภาพถ่ายจะมีเพียงวันเดียวและเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายนนี้  พันธมิตรเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงจะทำการรณรงค์ร่วมกันทั่วโลก  ด้วยการร่วมลงรายชื่อในโปสการ์ดเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศแม่น้ำโขง ปล่อยแม่น้ำสายนี้ให้ไหลอย่างอิสระ และแสวงหาทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า.