สีพันดอน...เมื่อประมงแม่น้ำโขงถูกคุกคาม

โพสต์ทูเดย์ 28 มีนาคม 2552

รายงานโดย อินทรชัย พาณิชกุล

แม่น้ำโขงกำลังถูกคุกคาม... ปัจจุบันรัฐบาลไทย ลาว และกัมพูชา กำลังวางแผนสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 11 แห่งบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง

ขณะที่เขื่อนในจีนได้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำและชุมชนตอนล่างแล้ว เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักเหล่านี้จะปิดกั้นการอพยพของปลา และเปลี่ยนแปลงแม่น้ำโขงอย่างมหาศาลไปตลอดกาล ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ของประชาชนนับล้านชีวิต

นี่คือความจริงอันแสนเจ็บปวดของชาวบ้านริมสองฝั่งโขงผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลา เพราะปลาคือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา

“ขณะนี้รัฐบาลไทย ลาว และกัมพูชา กำลังเปิดไฟเขียวให้บริษัทเอกชนศึกษาความเป็นไปได้และลงทุนในโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทางตอนล่างด้วยกัน 11 เขื่อน โดย 7 เขื่อนอยู่ในประเทศลาว 2 เขื่อนอยู่บริเวณพรมแดนไทยลาว และอีก 2 เขื่อนในประเทศกัมพูชา แต่ดูเหมือนโครงการเขื่อนดอนสะโฮง ขนาด 360 เมกะวัตต์ ในพื้นที่สีพันดอน แขวงจําปาสัก ทางตอนใต้ของลาว ถือว่ามีความคืบหน้าที่สุดในขณะนี้”

นี่เป็นคำบอกเล่าของช่างภาพสารคดีชั้นแนวหน้าของเมืองไทย สุเทพ กฤษณาวารินทร์ ผู้มีโอกาสคลุกคลีถ่ายภาพวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่สีพันดอนมานานหลายปี และยังได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปนี้มาโดยตลอด

สีพันดอน เป็นบริเวณที่มีระบบนิเวศอันมหัศจรรย์ ประกอบด้วยเกาะ แก่ง และช่องน้ำจำนวนมากมาย สีพันดอนยังเป็นพื้นที่แห่งน้ำตกคอนพะเพ็ง หรือ “ไนแองการาแห่งเอเชีย” เพชรน้ำงามที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นแหล่งรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของทั้งลาวและกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นบ้านของโลมาอิรวดี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์

จากความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตินี้เอง จึงได้รับการขนานนามว่า “มหานทีสีพันดอน” ซึ่งอาจจะกลายเป็นอดีต หากมีการสร้างเขื่อนบนช่องทางน้ำ หรือที่เรียกขานกันในภาษาท้องถิ่นว่า “ฮูสะโฮง” ซึ่งเป็นเส้นทางอพยพของปลา และพื้นที่หาปลาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแม่น้ำโขงตอนล่าง การปิดกั้นฮูสะโฮง คือการปิดกั้นเส้นทางอพยพตามธรรมชาติของปลาแม่น้ำโขง รวมทั้งปลาร้อยละ 70 ในทะเลสาบเขมรที่เป็นปลาอพยพที่ต้องเดินทางผ่านขึ้นมาวางไข่และขยายพันธุ์ในเขตสีพันดอน และขึ้นมาถึงประเทศไทยด้วย

ปลาน้ำโขงที่ชาวประมงจับได้ในแต่ละปีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรายได้ที่สำคัญของชาวบ้านในลุ่มน้ำ และเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในแม่น้ำโขงตอนล่าง วิถีประมงยังเป็นความมั่นคงทางอาหารของประชาชนลุ่มน้ำโขง โปรตีนร้อยละ 78 ของชาวบ้านในชุมชนลุ่มน้ำโขงมาจากปลา และมากกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนในเขตลาวใต้มีอาชีพประมง โดยเฉพาะในเขตสีพันดอน รายได้ร้อยละ 8095 ของชาวบ้านมาจากการหาปลา

สุเทพ เล่าว่า จุดที่วางแผนจะสร้างเขื่อนดอนสะโฮงเพื่อผลิตไฟฟ้านี้ น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดที่เลวร้ายที่สุด เพราะเป็นช่องทางการอพยพที่สำคัญของปลาในแม่น้ำโขง แหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก

“เกือบ 10 ปีมาแล้วที่ผมได้ไปเที่ยวยังดินแดนสีพันดอนของลาว ความจริงแล้วแม้ว่าการได้เห็นน้ำตกคอนพะเพ็งอันยิ่งใหญ่จะเป็นความประทับใจที่ไม่ลืม แต่ว่าชาวประมงพื้นบ้านตัวเล็กๆ ที่หาปลาอยู่บนขอบเหวของน้ำตกต่างหากที่ทำให้ผมอยากค้นหามากกว่านี้ มันเหลือเชื่อที่ได้เห็นผู้เฒ่าแก่ๆ คนหนึ่งปีนป่ายไปมาอย่างคล่องแคล่วโดยไม่กลัวว่าจะถูกพลังของสายน้ำกลืนไป เพียงเพื่อให้ได้ปลาชะอีตัวเล็กๆ แต่ก็นั่นแหละผมใช้เวลาอีกเกือบ 4 ปี ที่จะรวบรวมความกล้าการประสานงาน หาข้อมูล และเครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มงานที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้”

ความประทับใจนี้ถูกถ่ายทอดสู่สาธารณชนผ่านงานนิทรรศการภาพถ่ายสารคดีของเขาเองที่ชื่อว่า “สีพันดอน... เมื่อประมงแม่น้ำโขงถูกคุกคาม” (SiphandonMekong Fishing Under Threat) จัดแสดงอยู่ ณ อีเด็นโซน ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พลาซา ระหว่างวันที่ 1228 มี.ค. 2552 นี้

ผลงานชุดนี้ สุเทพทุ่มเททำงานเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ภาพถ่ายของเขาไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ สัตว์น้ำ และชุมชนคนหาปลาในแม่น้ำโขงทางภาคใต้ของลาวได้อย่างงดงาม แต่ยังเป็นภาพส่องสะท้อนอันเปี่ยมพลังให้ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่สีพันดอนในฐานะแหล่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากโครงการก่อสร้าง “เขื่อนดอนสะโฮง” บริเวณสีพันดอน ในฐานะหนึ่งใน 11 โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง

ผลงานภาพถ่ายเชิงสารคดีที่โดดเด่นของสุเทพเคยถูกนำไปแสดงทั้งในประเทศไทย กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศส ผลงานของเขายังได้รับการตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำทั่วโลก อีกทั้งยังเคยได้รับรางวัลด้านการถ่ายภาพมากมายในระดับนานาชาติ

ตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ภาพถ่ายของเขามักสะท้อนประเด็นปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่าช่างภาพที่ดีควรเป็นทั้งผู้สังเกตการณ์และทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ภาพอันทรงพลังที่ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของเขามาจากการทำงานอันยาวนานและทุ่มเท การเข้าไปคลุกคลีเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับบุคคลหรือชุมชนที่เขาเข้าไปทำงาน และเพื่อทำความเข้าใจกับประเด็นนั้นๆ ถือเป็นหัวใจการทำงานของเขาในฐานะช่างภาพสารคดี

“ผมหวังว่าผลงานภาพถ่ายทั้ง 30 ภาพนี้ จะเป็นตัวจุดประกายให้ทุกคนได้รับรู้ถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า ความงดงามของน้ำตกคอนพะเพ็งและวิถีชีวิตของคนหาปลาให้พื้นที่สีพันดอนกำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ภาพถ่ายสวยๆ ที่สะท้อนเรื่องราวของชาวบ้านตาดำๆ ที่นั่น จะกระตุ้นเตือนใจคนที่นี่ให้รู้ตัวเองว่าตัวเรานั้นเล็กนัก หากเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ”