ภาคปชช.จี้"ยูเอ็น"บี้จีนรับผิด ก่อวิกฤตน้ำโขงเสียหาย85ล.

มติชนรายวัน 27 เมษายน 2552

เครือข่ายชาวบ้านยื่นหนังสือถึงจีน ร้องเดือดร้อนหนักจาก 3 เขื่อนกั้นโขง ร้องยูเอ็น-รัฐบาลไทยแก้ปัญหาด่วน ชี้หากเพิกเฉยรุนแรงแน่ ชุมชนทั่วทุกภาคร่วมกันสร้างตลิ่ง เยียวยา-ให้กำลังใจชาวเชียงของ ดันตั้ง"สภาลุ่มน้ำโขง"เป็นปากเสียงจัดการทรัพยากรท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่บริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านปากอิงใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ทั่วทุกภาคกว่า 10 แห่ง อาทิ ชุมชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้,ชุมชนคนไทยพลัดถิ่น จ.ระนอง,ชุมชนบางขุนเทียน,ชุมชน เมืองอุบล เป็นต้น กว่า 200 คน พร้อมชาวบ้านปากอิง ได้ร่วมกันสร้างตลิ่งริมแม่น้ำโขง หลังเกิดการพังทลายตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 โดยชาวบ้านเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในประเทศจีน

นายบุญคง บุญวาส ผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ กล่าวว่า รู้สึกดีใจและปลื้มใจมากที่ชาวบ้านจากทั่วทุกภาคมาร่วมกันช่วยเหลือสร้างตลิ่งให้ชาวปากอิง ซึ่งทุกวันนี้แม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยน แปลงไปมาก จากเดิมที่เคยคาดการณ์ได้ว่าน้ำจะลดหรือเพิ่มช่วงไหน แต่ทุกวันนี้กลับคาดการณ์ไม่ได้เลย โดยเฉพาะการเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อครั้งก่อน ทำให้บ้านเรือนและไร่นาเสียหายอย่างหนักมากกว่า 300 ไร่

"เราไม่รู้เลยว่าน้ำจะท่วม เมื่อก่อนพอฝนตกหนักน้ำจากแม่น้ำอิงก็จะไหลลงแม่น้ำโขง ขณะที่น้ำจากทิศเหนือของแม่น้ำโขงจะไหลลงมาเช่นกัน ทำให้กระแสน้ำมาดันกันอยู่แถวนี้ แต่น้ำท่วมครั้งก่อนกลับมีแต่น้ำโขงไหลทะลักมามหาศาลโดยชาวบ้านไม่รู้ตัวเลย พวกเราจึง เชื่อว่าเป็นการปล่อยน้ำมาจากเขื่อนในจีน" นายบุญคงกล่าว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ความเสียหายจากน้ำท่วม ครั้งก่อนมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 85 ล้านบาท รัฐบาลจีนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำ หากไม่สะสางปัญหาจะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งกับชาวบ้านเพิ่มขึ้นทุกวัน และว่า เครือข่ายชาวบ้านจากทุกภาคจะร่วมกันออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลจีนโดยยื่นหนังสือผ่านสถานทูตจีนประจำประเทศไทย และทำหนังสือถึงสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมทั้งรัฐบาลไทย เพื่อให้เจรจาแก้ไขปัญหาของชาวบ้านที่อยู่ ท้ายน้ำ หากรัฐบาลจีนยังไม่คิดรับผิดชอบ เครือข่ายชาวบ้านของไทยจะประสานไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ท้ายน้ำโขงเพื่อหามาตรการตอบโต้ประเทศจีน

"ในอนาคตแล้ว เราพยายามจะเชื่อมต่อให้ประชาชนตลอดลำน้ำโขงจัดตั้งเป็นสภาลุ่มน้ำโขง เพื่อให้มีสิทธิมีเสียงในการจัดการทรัพยากรของตัวเอง แต่ตอนนี้อย่างน้อยรัฐบาลจีนควรเจรจากับรัฐบาลไทยถึงประเด็นปัญหาเฉพาะหน้านี้ก่อน มิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต" นายนิวัฒน์กล่าว

ขณะที่นางสังวาล บุญน้อย ชาวบ้านจากบ้านสองคอน อ.โพธิไทร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่าน จ.เชียงรายนี้ มีความแตกต่างจากแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านชุมชนของตนเอง แต่ปัญหาหนึ่งที่ประสบเหมือนกันคือเกิดความเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงในลักษณะเดียวกัน ชาวบ้านไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าน้ำจะขึ้นหรือลงเมื่อใด ล่าสุด ชาวบ้านปลูกถั่วและทำเกษตรริมโขงต่างได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเมื่อน้ำลดก็คิดว่าถึงเวลาเพาะปลูกแล้ว แต่ปรากฏว่าจู่ๆ น้ำท่วมขึ้นมาอีกครั้ง หลายคนเชื่อว่าเป็นการปล่อยน้ำมาจากเขื่อนในจีน ทำให้แปลงเกษตรถูกน้ำท่วมหมด

"ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าเขาจะสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่บ้านกุ่ม (จ.อุบลราชธานี) หรือไม่ เพราะถามใครก็ไม่มีใครรู้ แม้แต่ทางอำเภอ แต่เราเชื่อว่าเขาคงตั้งใจจะสร้างแน่ เพราะมีการเขียนแผนผังต่างๆ แล้ว นอกจากนี้ยังมีคนไปสำรวจด้วย" นางสังวาลกล่าว

ด้านนายมาหามัดนาซือรี เมาตี ชาวบ้านจาก อ.สุไหง-โก-ลก จ.นราธิวาส กล่าวว่า การที่ชาวบ้านรวมตัวกันมาสร้างตลิ่งในครั้งนี้ ถือเป็นความเข้มแข็งที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง และบรรยากาศแตกต่างจาก 3 จังหวัดภาคใต้มาก เพราะไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับความรุนแรง การได้แลกเปลี่ยนปัญหาระหว่างชุมชนต่างๆ ในครั้งนี้ จะนำไปปรับใช้ในชุมชนของตัวเอง

สำหรับแถลงการณ์ที่เครือข่ายชาวบ้านร่วมกันลงชื่อและส่งถึงรัฐบาลจีน รัฐบาลไทย และยูเอ็นนั้น มีเนื้อหาสรุปว่า โครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนของจีนยูนนาน 8 เขื่อน (เปิดใช้แล้ว 3 เขื่อน) โครงการระเบิดเกาะแก่งในลำน้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่นริมฝั่งแม่น้ำโขงอย่างมหาศาล จนแทบล่มสลาย เพราะปริมาณพันธุ์ปลาลดลง พื้นที่เกษตรริมฝั่งโขงถูกน้ำท่วม ผู้คนบางชุมชนต้องอพยพไปหากินต่างถิ่น หลายชุมชนต้องเปลี่ยนอาชีพ เมื่อเดือนสิงหาคม 2551 เกิดน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 40 ปีในเขตแม่น้ำโขง-อิงและกกตอนปลาย สาเหตุหลักมาจากการเปิดเขื่อนในจีนอย่างฉับพลัน เพราะน้ำท่วมหนักหน้าเขื่อนจนมีรายงานข่าวของทางการจีนว่ามีผู้เสียชีวิต 40 คน ด้วยเหตุนี้น้ำจึงท่วมฉับพลันเพียงในวันเดียวเกือบ 2 เมตร ก่อผลเสียหายเบื้องต้นเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 85 ล้านบาท

"ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักและหันกลับมาทบทวนแนวนโยบายและการทำงานช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของประเทศในลุ่มน้ำโขง เมื่อเครือข่ายชาวบ้านหรือชุมชน ท้องถิ่นได้รวมตัวกันพึ่งตนเอง จำเป็นที่รัฐบาลต้องหนุนเสริม ไม่ใช่มีเพียงแนวนโยบายที่ให้สิทธิพิเศษและโอกาสแต่เพียงองค์กรภาคทุนเศรษฐกิจหรือองค์กรทุนข้ามรัฐแต่เพียงด้านเดียว" แถลงการณ์ระบุ

หน้า 1