ปลาน้ำโขงเสี่ยงสูญพันธุ์ หลังสร้าง"เขื่อนไซยะบุรี"

กรุงเทพธุรกิจ 28 มิถุนายน 2553

จันทร์จิรา พงษ์ราย

เสียงเพลงดวงจำปาที่ขับร้องเป็นภาษาลาว ดังแว่วมาจากท้ายเรือของอ้ายพัน ทันทีที่ผู้มาเยือนกว่า 20 ชีวิตจากประเทศไทย ก้าวท้าวลงบนเรือไม้สักลำงาม พาหนะสุดหรู ของคณะนักสำรวจแม่น้ำโขง นำโดยเครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง และสื่อมวลชนจากประเทศไทย เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน
 
เส้นทางการสำรวจแม่น้ำโขงในครั้งนี้ เริ่มต้นจากท่าเรือเมืองหลวงพระบาง ล่องลงใต้ตามแม่น้ำโขง มายังบ้านท่าเดื่อ แขวงไซยะบุรี และเมืองปากลาย ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทางบริเวณด่านพรมแดนไทย - ลาว อ.ท่าลี่ จ.เลย เป็นระยะทางร่วม 200 กิโลเมตรเพื่อสำรวจระบบนิเวศน์ และวิถีชุมชนคนริมโขง ในฝั่งลาว ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนกั้นน้ำโขงตอนล่าง
 
หลังจากช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานชิ้นสำคัญ ผ่านเวทีประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำ โขง (เอ็มอาร์ซี) ที่กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งชี้ชัดว่าเขื่อนกั้นน้ำโขงตอนล่างเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 12 แห่งที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 800-2,600 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย เขื่อนปากแบง หลวงพระบาง ไซยะบุรี ปากลาย สานะคาม ลาดเสือ ดอนสะฮอง ท่าโก ในประเทศลาว เขื่อนปากชม และบ้านกุ่ม เขตพรมแดนไทย - ลาว และเขื่อนสตรึงเตรง และซำบอ ในประเทศกัมพูชา จะกระทบต่อคนถึง 2 ล้านคนในพื้นที่ก่อสร้าง

รายงานชิ้นเดียวกันนี้ ยังระบุถึงผลเสียหายต่อระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำที่จะสูญเสียคิดมูลค่าราว 224 ล้านบาท โดยความเดือดร้อนจะตกกับคนยากจนในชุมชนต่างๆ ของลุ่มน้ำโขง มีวิถีพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ การประมง จะสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและรายได้จะตกกับผู้ลงทุนภาค เอกชน

ขณะที่แม่น้ำโขง 55% ที่เคยไหลอย่างอิสระ หากมีเขื่อนกั้นถึง 12 แห่ง ก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ทำลายระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อน อาทิ แก่งดอนทราย ป่าริมน้ำ วังน้ำลึกที่เป็นแหล่งอาศัยและวางไข่ของปลาและสัตว์น้ำ กระทบต่อร่องน้ำ ลึกที่เคยเป็นเส้นพรมแดนตามธรรมชาติ ผลกระทบต่อการประมงในน้ำโขงราว 2.6 ล้านตันต่อปี และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ปลาเพราะ 70% ของปลาธรรมชาติโดยเฉพาะปลาบึก หาได้จากแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียวของโลก และชนิดอื่นๆ อีก 41 สายพันธุ์ ที่ล้วนเป็นปลาอพยพไปวางไข่ตามลำน้ำสาขาใน 40 ลุ่มน้ำสาขา
 
ตลอดการเดินทางที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือถึง 2 วัน 2 คืนบนลำน้ำโขง ทำให้สัมผัสได้ว่า ชาวลาวในชนบทยังคงยึดถือชีวิตค่อนข้างเรียบง่าย บ้านเรือนที่ปลูกสร้างด้วยไม้และวัสดุท้องถิ่น กระจัดกระจายเป็นชุมชน เล็กๆ กว่า 30-40 แห่งซุกซ่อนอยู่ริมฟากฝั่ง อาศัยทำมาหากิน ทำการประมง ทำการเกษตรริมน้ำ บ้างก็ร่อนทองตลอดแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านลาวเป็นระยะทางถึง 1,835 กิโลเมตร
 
กระนั้นก็ตาม จากการแวะเวียนตามหมู่บ้านสองฟากฝั่งโขง และพูดคุยกับชาวลาว ส่วนใหญ่กลับไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของโครงการเขื่อนเท่าไหร่นัก เหตุผลสำคัญ มาจากการถูกปิดกั้นข้อมูลจากรัฐบาล จึงไม่รับรู้ว่า แม่น้ำโขง กำลังจะมีเขื่อนกั้นอย่างน้อย 8 แห่งบนแผนก่อสร้างในเขตลาว

เฉพาะอย่างยิ่ง “เขื่อนไซยะบุรี” ลงทุนโดยบริษัท ช.การช่าง ภาคเอกชนจากไทยนั้น ถือว่ามีความคืบหน้ามากที่สุดในตอนนี้ หลังจากการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการแล้วเสร็จ และบริษัท ช.การช่าง ส่งอีไอเอให้กับรัฐบาลลาวพิจารณาไปเมื่อเร็วๆ นี้ และตามแผนก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี จะเริ่มในปี 2554 แล้วเสร็จ และขายกระแสไฟฟ้า 1,260 เมกะวัตต์ขายให้กับรัฐบาลไทยในปี 2559 เป็นระยะเวลาถึง 30 ปี โดยคาดว่าบริเวณแก่งหลวงจะถูกใช้เป็นจุดก่อสร้างสันเขื่อนแห่งนี้ ทั้งที่แก่งหลวงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ในบันทึกของการ์นิเยร์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสเมื่อ 144 ปีก่อนหน้านี้ว่าเป็นแก่งขนาดใหญ่และยาวมากถึง 1 กิโลเมตรในแม่น้ำโขง
 
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งโครงการ อาทิ หมู่บ้านปากห้วยเดื่อ บ้านห้วยโซ่ง บ้านปากเนียม บ้านผาแดง ซึ่งถูกระบุว่าอาจต้องถูกอพยพออก เพราะจะถูกน้ำท่วมจากสันเขื่อน ที่มีระดับเก็บกัก 265 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความยาวอ่างเก็บน้ำขนาดความยาว 95 กิโลเมตร ยังคงไม่รับรู้ถึงผลกระทบจากการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ไม่ช้า เนื่องจากรู้เพียงว่าจะมีเขื่อนเกิดขึ้นเท่านั้น

ท้าวสะท้าน อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยโซ่ย บอกว่า มีคนไทยเข้ามาสำรวจทางด้านธรณีวิทยา 3-4 หลายครั้ง ล่าสุดในช่วงเดือนก่อน โดยมาตั้งแคมป์ที่บริเวณผาแดง และจ้างชาวลาวในหมู่บ้าน 5-10 คนเป็นแรงงานวันละ 35 พันกีบ หลังจากก่อนหน้านี้ทางบริษัทมาให้ข้อมูลกับชาวบ้าน เรื่องแผนการจ่ายค่าชดเชยให้กับค่าตัวบ้าน ค่าต้นสักประมาณ 1.5 แสนกีบต่อต้นขนาด 80-100 เซนติเมตรขึ้นไป โดยเขาบอกว่าถ้าย้ายไปแล้วให้เลือกไปท้ายเขื่อน หรือเหนือเขื่อนก็ได้ เนื่องจากที่บ้านนี้จะสร้างเป็นท่าเรือ แต่ชาวบ้านยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปตรงไหน
 
"บ้านห้วยโซ่ยตั้งบ้านมา 100 ปีแล้ว ถ้าถามว่าจะยอมย้ายออกจากเขื่อน และรับความเจริญที่จะเข้ามา เช่น ถนนที่จะเข้ามาที่หัวงานอีก 25 กิโลเมตรในปลายปีนี้ และชาวบ้านจะได้ไปรับจ้างเป็นแรงงานสร้างเขื่อนถึง 4 ปี เรายังบอกบ่ได้ แต่ก็เป็นห่วงว่าช่องทางน้ำที่เขาบอกว่าจะต้องทำขึ้นใหม่ให้เรือเดินได้ 2 ช่อง ส่วนทางปลาเขาจะทำบันไดปลาโจน ให้มันขึ้นไป แต่ก็บอกไม่ได้ว่าปลาที่เราเคยหากินในน้ำโขง จะยังสมบูรณ์ดีหรือเปล่า เพราะรายละเอียดพวกนี้เราบ่เห็น" เขาบอก

เช่นเดียวกับ ท้าวเฮื้อน กำลังสาละวนกับการปลดปลาตัวโตหลายตัวที่มีติดมอง วันนี้เขาได้ปลาแคร่ตัวโต หนักถึง 6 กิโลกรัมมาขายให้กับคณะสำรวจน้ำโขง ในราคาเกือบ 200 บาท หลังจากใช้เวลาแค่ 2-3 ชั่วโมง เขาบอกว่าปลาขนาดใหญ่แบบนี้ยังหาได้แถวแม่น้ำโขง เมื่อถามว่ารู้ถึงแผนการสร้างเขื่อนหรือยัง เขาแสดงสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ที่ผ่านมาเขา รู้ข้อมูลเพียงเล็กน้อย
 
การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง อาชีพประมงต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะจำนวนปลาอาจลดลงแล้วปลาตัวใหญ่จะยังหลงเหลือให้เขาและประมงคนอื่นๆ ยังจับหาได้อีกหรือเปล่า ตรงนี้เขาไม่มั่นใจ
 
สอดคล้องกับข้อสรุปของ เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง สะท้อนสิ่งที่เห็นตลอดสองฟากฝั่ง ชาวบ้านลาวส่วนใหญ่ยังไม่รับทราบข้อมูลมากนัก ทั้งที่ปัจจุบันมีโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า รวม 12 แห่ง โดยในจำนวนนี้จะอยู่ในลาวถึง 8 แห่ง กัมพูชา 2 แห่ง และส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนลงนามการศึกษาความเป็นไปได้ แต่มีเพียงเขื่อนไซยะบุรี ที่น่าจะสร้างเสร็จแห่งแรกในอีก 4-5 ปีข้างหน้า
 
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผลกระทบกับประเทศท้ายน้ำ โดยเฉพาะไทยจะมีปัญหาเรื่องร่องน้ำลึกเปลี่ยนแปลง จนส่งผลกระทบต่อแนวเขตแดนไทยและลาว ซึ่งยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขง และวิถีชีวิตของชุมชนต่างๆ ที่จะล่มสลายจากเขื่อนเหล่านี้ จึงอยากให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะที่อยู่ในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ต้องเร่งพิจารณาผลกระทบในประเด็นนี้ เพราะเป็นการลงทุนโดยเอกชนไทย และกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยอาจจำเป็นต้องผลักดันให้กรณีเขื่อนไซยะบุรี ต้องนำเข้าพิจารณาในสภาของไทย เพราะถือว่าเข้าข่ายมาตรา 190 ด้วย แม้จะเป็นการก่อสร้างในลาวก็ตาม” เพียรพร บอก
 
ขณะที่ นิวัติ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มอนุรักษ์เชียงของ บอกตรงกันว่า ชาวบ้านลาวอาจต้องเลือก เพราะไม่มีทางเลือก และสิ่งที่เลือกก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยทั้งหมด ตราบใดที่รัฐบาลจัดการน้ำโขงขาดการมีส่วนร่วม หากคนลาวเจ็บปวดจากการสร้างเขื่อน คนไทยก็ต้องเจ็บปวดจากน้ำโขงที่เหือดแห้ง เช่นกัน...