12 เขื่อนยักษ์รุมทึ้งแม่น้ำโขง ทุนจีน-เวียดนาม-ฝรั่งเศสยึดหัวหาด

ประชาชาติธุรกิจ 1 กรกฎาคม 2553 

ภายหลังมีการประชุมสุดยอด ผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมในระดับอนุภูมิภาคครั้งสำคัญ เพราะเป็นการประชุมครั้งแรกและเป็นการประชุมในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญปัญหา แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างผิดปกติ หลายฝ่ายต่างมี ความหวังว่าผลการประชุมจะเป็นการประกาศจุดยืนร่วมกันในการพัฒนาลุ่มน้ำ โขงอย่างยั่งยืน

โดยมีความร่วมมือจากพม่าและจีนด้วยในฐานะประเทศต้นทางน้ำ สิ่งที่ได้จากที่ประชุมจะช่วยให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาอย่าง เสมอภาค เนื่องจากผลกระทบนั้นส่งผลมายังหลายพื้นที่ในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขง บริเวณ "สามเหลี่ยมทองคำ" พรมแดนพม่า-ไทย-ลาว ไปสิ้นสุดที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เวียดนาม รวมความยาวของแม่น้ำโขงตอนล่าง 2,400 กิโลเมตร คลุมพื้นที่ 606,000 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยภาคอีสานของไทยทั้งหมด กับบางส่วนของภาคเหนือ คลุมเกือบทั้งหมดของประเทศลาว และกัมพูชา มีประชากรประมาณ 52 ล้านคน หรือกว่า 42% ของประชากรรวมใน 4 ประเทศลุ่มน้ำ ที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน เพื่อทำเกษตร และการเดินทางท่องเที่ยว การขนส่ง

หากมองอีกมุมหนึ่ง ความเดือดร้อนนั้นคู่ขนานไปกับการพัฒนาบิ๊กโปรเจ็กต์หลายโครงการผ่านกรอบ "บันทึกความเข้าใจ" (MOU) และกลุ่มทุนทางธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาคหลายโครงการ แม้แต่ใน สปป.ลาวเอง ก็ตั้งธงการพัฒนาประเทศสู่แบตเตอรี่แห่งเอเชีย (Battery of Asia) ผ่านโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าจากพลังงานน้ำจำนวนมาก มีผลต่อการนำเข้าอุปกรณ์ด้านการก่อสร้างจากประเทศไทย

ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เวียงจันทน์ ระบุว่า มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างน้อย 4 โครงการ ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2553 นี้ ได้แก่ 1)โครงการหงสาลิกไนต์ ตั้งอยู่เมืองหงสา แขวงไชยะบุรี เป็นโครงการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,878 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจไทยที่ร่วมทุนกับลาว โดยฝ่ายไทยมีบริษัท บ้านปูเพาเวอร์ จำกัด ร่วมกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ซึ่งจะมีผลต่อการขยายชุมชนขนาดใหญ่ในทางตอนเหนือของลาว และจังหวัดน่านของไทย

2)โครงการของกลุ่ม "ดอกงิ้วคำ" ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่เข้าไปลงทุน จัดตั้ง "เขตเศรษฐกิจครบวงจร" ที่เมือง ต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยเงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รองรับเส้นทางเศรษฐกิจ R3A ให้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว และเกษตรกรรมในอาเซียน

3)กลุ่มทุนจากเวียดนามของกลุ่ม "เลวันเดียม" ที่จะผุดโครงการสนามกอล์ฟ ที่บ้านดงโพสี นครหลวงเวียงจันทน์ และโครงการเหมืองแร่ที่แขวงอัตตะปือ มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมี ผลต่อการจ้างแรงงาน การเพิ่มรายได้ การใช้วัสดุก่อสร้าง การจัดซื้อเสบียงอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทย

4)โครงการเขื่อนไซยะบุรี ของบริษัท ช.การช่าง และบริษัท พีที การก่อสร้างและชลประทาน บริเวณบ้านปากเนียม ผาแดงและแก่งหลวง ในแขวงไซยะบุรี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2553 โดยก่อนหน้านี้ ช.การช่างได้เข้าไปลงทุนเขื่อนน้ำงึม 2 แล้ว

ทั้งนี้ เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนไฟฟ้า พลังน้ำ กำลังการผลิต 1,260 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 9 หมื่นล้านบาท มีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนน้ำงึม 2-3 เท่า ใช้เวลาก่อสร้าง 7-8 ปี โดยกระแสไฟฟ้า 90% จะขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยผ่านสายส่งเข้ามาในจังหวัดน่านและเลยของไทย ซึ่งผู้ลงทุนจะได้สิทธิรับสัมปทานการดำเนินการเขื่อนอีกเป็นเวลา 27 ปี มีสิทธิขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 5 ปี

เขื่อนไซยะบุรีเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่มากต้องใช้ทุนจดทะเบียนถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยการกู้เงินผ่านธนาคารใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงไทย โดยสัดส่วน ช.การช่าง จะถือครึ่งหนึ่งประมาณ 15,000 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นพันธมิตรและรัฐบาลลาว คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ในปี 2559

สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะจะส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทยก็คือ โครงการสร้างเขื่อนในจีน 8 แห่ง ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงสรุปว่าจะมีการก่อสร้างจำนวน 12 เขื่อน ได้แก่
1)เขื่อนปากแบ่ง สปป.ลาว กำลังผลิต 1,230 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทต้าถัง (จีน)
2)เขื่อนหลวงพระบาง สปป.ลาว กำลังผลิต 1,410 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทปิโตร เวียดนาม

3)เขื่อนไซยะบุรี กำลังผลิต 1,260 เมกะวัตต์ กำลังศึกษาผลกระทบ ESIA โดยบริษัท ช.การช่าง (ไทย)
4)เขื่อนปากลาย สปป.ลาว กำลังผลิต 1,300 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัท ชิโนไฮโดร และไชน่าอิเลคโทรนิกส์
5)เขื่อนสานะคาม พรมแดนไทย-ลาว กำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทต้าถัง (จีน)

6)เขื่อนปากชม พรมแดนไทย-ลาว กำลังผลิต 2,030 เมกะวัตต์ ศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จ โดยกรมพลังงานทดแทนฯ กระทรวงพลังงาน (ไทย)
7)เขื่อนบ้านกุ่ม พรมแดนไทย-ลาว กำลังผลิต 1,827 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทอิตาเลียนและเอเชียคอร์ป (ฮ่องกง)
8)เขื่อนลาดเสือ สปป.ลาว กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทเจริญเอนเนอร์ยีแอนด์ วอเตอร์

9)เขื่อนดอนสะโฮง สปป.ลาว กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างออกแบบ โดยบริษัทเมกะเฟิร์ส มาเลเซีย
10)เขื่อนท่าโก พรมแดนไทย-ลาว กำลังผลิต 1,827 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัท CNR ฝรั่งเศส & EDL
11)เขื่อนสตึงเตร็ง กัมพูชา กำลังผลิต 980 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทซองดา กัมพูชา และ
12)เขื่อนซำบอ กัมพูชา กำลังผลิต 2,600 เมกะวัตต์ ความยาว 86 ก.ม. อยู่ระหว่างการทำ MOU โดยบริษัทไชน่าเซาเทิร์นพาวเวอร์กริด

ขณะที่เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อ แม่น้ำโขงระบุว่า หากมีการสร้างเขื่อนทั้งสิ้น 12 เขื่อน จะสร้างผลกระทบแก่ไทยโดยตรง โดยเฉพาะประชาชนกว่า 2 ล้านคน ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือบางส่วน 13 จังหวัด 47 อำเภอ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนบนพรมแดนไทย-ลาว บริเวณเขื่อนปากชม อ.ปากชม จ.เลย และโครงการเขื่อนบ้านกุ่ม ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ฯลฯ

เม็ดเงินลงทุนที่กำลังจะไหลบ่าเข้ามาจำนวนหลายหมื่นล้านในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ผ่านโครงการเขื่อนยักษ์ทั้ง 12 แห่งนี้ กำลังจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่เศรษฐกิจ วิถีชีวิติของคนไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามครั้งใหญ่