คำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้นของจีนต่อความแปรปรวนในแม่น้ำโขง โดย ดวงใจ เด่นเกศินีล้ำ ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ASTV ผู้จัดการ 28 สิงหาคม 2553 

       แม้ ว่ากระแสแม่น้ำโขงวิกฤตจะเงียบหายลงไป พร้อมกับฤดูแล้งที่กำลังจะผ่านไป และพายุที่กระหน่ำนำพาเอาปริมาณน้ำฝนจำนวนมากมาด้วย แต่เชื่อว่า ปัญหาวิกฤตแม่น้ำโขงไม่ว่าจะในฤดูแล้งหรือฤดูฝน จะกลับมาอยู่ในกระแสสังคมและความสนใจของสื่อมวลชนในอนุภูมิภาคนี้อีก ครั้งอย่างแน่นอน
      
       เมื่อพูดถึงแม่น้ำโขงในทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้นการมุ่งประเด็นไปที่การสร้างเขื่อนของจีนในตอนบนของแม่น้ำสายนี้ การวิจารณ์ผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจากเขื่อนของจีนได้ทวีความเข้มข้นและ ขยายวงกว้างมากขึ้นตั้งแต่ปี 2008 พร้อมกับการจับจ้องท่าทีและคำชี้แจงของจีนว่าจะออกมาเป็นเช่นไร ซึ่งแม้ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านนี้จีนได้ผ่อนปรนท่าทีอันขึงขังและเริ่มมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อ สถานการณ์ที่ประเทศปลายน้ำประสบบ้าง แต่คำอธิบายของจีนก็ยังคงซ้ำซากและไม่ชัดเจนพอที่จะสลัดข้อกล่าวหาในการเป็น ตัวการของภัยพิบัติทางทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติในแม่น้ำโขงให้พ้น ตัวได้
      
       คำชี้แจงแรกที่มักได้ยินจากตัวแทนทางการจีน คือ ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากจีนสู่แม่น้ำโขงคิดเป็นเพียง 13.5% ของน้ำทั้งหมด เมื่อ วันที่ 11 มีนาคม นายเฉิน เต่อไห่ ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองและข่าวสาร สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้จัดแถลงข่าวชี้แจง โดยอ้างว่า ปริมาณน้ำที่ไหลจากแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งเป็นแม่น้ำโขงในส่วนของจีน ลงสู่แม่น้ำโขงตลอดสายนั้นมีเพียง 13.5% ดังนั้น หากไม่พิจารณาถึงปัจจัยของเขื่อนแล้ว ปริมาณน้ำเพียงน้อยนิดคงไม่สามารถสร้างผลกระทบใดๆ ต่อประเทศปลายน้ำอย่างแน่นอน
      
       คำกล่าวอ้างนี้ คงจะเป็นจริงอยู่บ้าง สำหรับปัญหาที่เกิดกับประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงไกลออกไป เช่น กรณีของเวียดนามที่ประสบปัญหาพื้นที่เพาะปลูกในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงอันเป็น อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ คงต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล ที่ทำให้น้ำหนักการวิพากษ์จีนเบาลงบ้าง
      
       แต่สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศปลายน้ำที่อยู่ติดกับจีนแล้ว เพียงแค่ตัวเลข 13.5% คงจะฟังดูไม่สมเหตุไม่สมผลมากนัก เหนือแม่น้ำมูลขึ้นไปจนถึงท่าเรือกวนเล่ยของจีนนั้น ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่แม่น้ำล้านช้างจะไหลเข้ามาสู่แม่น้ำโขงที่ ลาวในอัตราส่วนที่ไม่น้อย โดยราว 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำในแม่น้ำของหลวงพระบางนั้นมาจากจีนโดยตรง และในปี 2008 นครเวียงจันทร์ของลาว รวมถึงหลายจังหวัดทางภาคอีสานของไทยต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง ในขณะที่หลายจุดของแม่น้ำโขงที่รับน้ำจากจีนโดยตรงมีระดับน้ำที่ลดต่ำลง อย่างผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ การนำเอาปริมาณน้ำอันน้อยนิดเท่านั้นที่ไหลจากจีนลงสู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โขงมากล่าวอ้าง คงไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของจีนได้ทั้งหมด
      
       คำชี้แจงประการที่สองคือ เขื่อนของจีนในแม่น้ำล้านช้างหรือตอนบนของแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆ ต่อประเทศปลายน้ำ จีนพยายามชี้ให้เห็นว่า เขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างเสร็จและใช้งานแล้ว 3 เขื่อนในจำนวน 8 เขื่อนตามแผนนั้น ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากทั้ง 3 เขื่อนนี้มีการระเหยของน้ำและใช้น้ำในปริมาณที่ต่ำ ซึ่งฟังดูแล้วก็ไร้ซึ่งตรรกะโดยสิ้นเชิง เพราะทราบกันดีว่า ผลกระทบของเขื่อนที่มีต่อประเทศปลายน้ำนั้นไม่เกี่ยวกับการระเหยหรือการใช้ น้ำของเขื่อน หากแต่ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการในการเก็บและปล่อยน้ำต่างหาก
      
       ดังนั้น การเปิด-ปิดประตูของเขื่อนต่างหากที่มีผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำที่จะไหลไป รวมกับแม่น้ำโขงตอนล่าง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เพราะเหตุใดความสามารถในการบรรเทาความแห้งแล้งและป้องกันน้ำท่วมของเขื่อน จึงถูกกล่าวถึงอยู่ตลอดเวลา
      
       แม้ว่าเขื่อนจะมีความจุและอิทธิพลต่อปริมาณน้ำที่ไหลออกอย่างจำกัด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสามารถในการรองรับน้ำที่เพิ่มขี้นย่อมมีผลต่อปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่ น้ำโขงตอนล่างมากขึ้นตามไปด้วย ศักยภาพ ของเขื่อนของจีนทั้ง 3 เขื่อนสามารถเก็บกักน้ำได้คิดเป็นกว่า 70% ของเขื่อนทั้งหมดบนแม่น้ำโขง โดยที่หากเขื่อนนูจ้าตู้ ซึ่งเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างเสร็จแล้ว เขื่อนทั้งหมดจะเก็บน้ำได้กว่า 90% ทีเดียว เท่ากับว่า เขื่อนของจีนสามารถผูกขาดการกักเก็บและปล่อยน้ำในแม่น้ำโขงสายหลักแต่เพียง ประเทศเดียว ในขณะที่เขื่อนของประเทศปลายน้ำนั้นจะสร้างตามลำน้ำสาขา
      
       ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากการเริ่มปฏิบัติงานของเขื่อนของจีนในอนาคต จะไม่เพียงแต่กระทบประเทศปลายน้ำที่อยู่ติดจีน หากแต่ยังจะกระทบไปไกลถึงประเทศปลายน้ำที่อยู่ไกลออกไป และอาจส่งผลไกลถึงบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำก็เป็นไปได้
      
       สิ่งหนึ่งที่ทางการจีนมักเน้นย้ำก็คือ เขื่อนม่านวาน เขื่อนต้าเฉาซาน และเขื่อนจิ่งหง มีพื้นที่ผิวขนาดเล็ก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดตามมานั้นไม่ได้อยู่ที่ขนาดพื้นผิว หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการรองรับน้ำของเขื่อนมากกว่า ซึ่งหากพิจารณาปริมาตรของทั้ง 3 เขื่อนรวมกันแล้ว มีความจุคิดเป็น 3 เท่าของทะเลสาบเตี้ยนฉือ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 8 ของจีนและใหญ่ที่สุดของมณฑลยูนนาน โดยที่เขื่อนทั้ง 3 สามารถมีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงตอนล่างได้อย่างน้อยก็ 4 เดือน หรือ 1 ฤดูกาลในรอบปี
      
       แม้รัฐบาลจีนจะพยายามให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีเพียง 3 เขื่อนของจีนในแม่น้ำโขง แต่เขื่อนที่ 4 ซึ่งก็คือ เขื่อนเสี่ยววาน ได้สร้างเสร็จแล้วและเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนกันยายน 2009 เขื่อน เสี่ยววานมีศักยภาพในการรองรับน้ำเป็นรองเพียงเขื่อนสามโตรก เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีขนาดใหญ่กว่า 3 เขื่อนที่กล่าวมารวมกันกว่า 5 เท่า ซึ่งต้องใช้เวลาในการกักน้ำให้เต็มเขื่อนมากกว่า 4 เดือนครึ่ง และกระทั่งปัจจุบันนี้กระบวนการกักน้ำก็ยังไม่เสร็จสิ้น จนประชาชนในประเทศปลายน้ำอดที่จะเกิดคำถามไม่ได้ว่า การกักน้ำของเขื่อนเสี่ยววาน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง จนเกิดวิกฤตแล้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาหรือไม่
      
       คำถามที่จะเกิดตามมาก็คือ ถ้าเขื่อนนูจ้าตู้ ซึ่งนอกจากจะเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในแม่น้ำล้านช้าง ก็ยังเป็นเขื่อนที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขงตอนล่างมากที่สุดสร้างเสร็จเมื่อไร ถึงตอนนั้นรัฐบาลจีนยังสามารถใช้คำอธิบายเดิมๆ ว่า เขื่อนของจีนไม่ได้สร้างผลกระทบที่ร้ายแรงต่อแม่น้ำโขงตอนล่างได้อีกหรือไม่

 

 

       คำชี้แจงประการที่สามคือ จีนได้เปิดเผยข้อมูลการทำงานของเขื่อนแล้ว คง ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขื่อนขนาดใหญ่ของจีนได้สร้างผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำจริง ประเด็นอยู่ที่ว่า ผลกระทบดังกล่าวเป็นด้านบวกหรือลบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เขื่อนสามารถมีผลทั้งทางบวกและลบได้ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความเหมาะสมในการก่อสร้าง หากแต่ยังอยู่ที่การควบคุมการทำงานของเขื่อนเป็นสำคัญอีกด้วย
      
       การควบคุมการทำงานของเขื่อนเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ เพื่อกักน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วมในฤดูฝน และปล่อยน้ำให้พอเพียงในฤดูแล้ง และท้ายสุดก็จะสามารถรักษาสมดุลของระดับน้ำที่จะไหลลงไปยังตอนล่างของแม่น้ำ ได้ แน่นอนว่า ผลกระทบด้านนี้ย่อมสร้างความพึงพอใจให้กับผู้คนปลายน้ำ แต่มักจะขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงาน
      
       วัตถุประสงค์ต่อมาก็เพื่อปล่อยน้ำในช่วงที่น้ำหลาก และคงระดับน้ำที่ไหลออกในปริมาณที่จำกัดในฤดูแล้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่า น้ำในฤดูฝนจะเป็นน้ำขุ่นที่พัดเอาตะกอนมาด้วย ส่วนน้ำในฤดูแล้งจะสะอาดกว่าและจะถูกเก็บไว้ในเขื่อน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ต้องอาศัยปริมาณน้ำในฤดูแล้งอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ในฤดูแล้งปริมาณน้ำในตอนล่างก็จะลดลงมาก ในขณะที่ปริมาณน้ำในฤดูฝนก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำอย่างรุนแรง และจีนก็นำเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเขื่อนต่างๆ ในจีน และเห็นว่า เป็น “นวัตกรรมชิ้นเยี่ยม” และด้วยผลประโยชน์มหาศาลด้านพลังงานที่ได้จากการสร้างเขื่อนเช่นนี้ ทำให้วัตถุประสงค์ประการแรกของเขื่อนถูกลดทอนความสำคัญลง และนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศปลายน้ำที่ต้องการควบคุมปริมาณในฤดูฝน และฤดูแล้งให้สมดุล กับประเทศต้นน้ำที่มีความต้องการในการผลิตพลังงานจากน้ำเป็นหลัก
      
       หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูลการทำงานของเขื่อนของจีนใน แม่น้ำล้านช้างว่า แท้จริงแล้วเขื่อนของจีนปล่อยหรือกักน้ำในฤดูแล้งกันแน่
      
       ตัวแทนสถานทูตจีนได้เคยตอบข้อซักถามนี้ว่า อันที่จริงแล้ว จีนได้ทำข้อตกลงกับคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงในปี 2002 ไว้ว่า จีนจะเปิดเผยข้อมูลการทำงานของเขื่อนของจีนเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น และจีนก็ได้ปฏิบัติตามด้วยดีจนกระทั่งในปัจจุบัน แต่การที่จีนยอมเปิดเขื่อนให้ไปเยี่ยมชม ยอมเปิดเผยข้อมูลของบางเขื่อน และจัดแถลงข่าวในช่วงเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งนั้น ก็เนื่องจากความรุนแรงของสถานการณ์ ที่จีนมีความห่วงใยต่อประเทศปลายน้ำ และเป็นการเปิดเผยข้อมูลบนพื้นฐานของความสมัครใจ ทั้งที่จีนไม่จำเป็นต้องทำก็ได้
      
       แต่ท้ายที่สุดแล้ว จีนก็ไม่ได้ตอบคำถามที่ว่า เขื่อนของจีนได้เก็บกักน้ำไว้ในฤดูแล้งหรือไม่ แต่กลับเปลี่ยนประเด็นไปพูดเรื่องการระเหยของน้ำในเขื่อนแทน
      
       หากกล่าวโดยปราศจากอคติแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขี้นกับประเทศปลายน้ำ คงจะกล่าวโทษจีนแบบเหมารวมไม่ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากการทำงานของเขื่อนของจีนไม่ได้สร้างผลกระทบที่เหมือนกันต่อประเทศ ปลายน้ำทั้งหมด หากแต่คงต้องเปิดใจกว้างและพิจารณาจากปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย
      
       แต่ สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายหันมาประนามจีน ก็เนื่องจากการกระทำของจีนอยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่ประเทศที่เหลือซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงนั้น โดยหลักการแล้วต้องยึดหลักของการตัดสินใจร่วมกัน และที่สำคัญคือ การรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาร่วมกันด้วย
      
       นอก จากนี้ แม้จีนจะยอมเปิดเผยข้อมูลเขื่อนบางส่วนแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ข้อกังขาที่มีต่อจีนกลับยังคงอยู่ เหตุผลก็เพราะว่า จีนปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลของเขื่อนขนาดใหญ่อย่าง เขื่อนเสี่ยววาน แต่กลับยอมเปิดเผยข้อมูลของเขื่อนขนาดเล็ก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่กระแสสังคมจะตั้งคำถามต่อเขื่อนขนาดใหญ่ที่จีนไม่ยอมให้ ข้อมูลใดๆ
      
       การแบ่งปันข้อมูลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแม่น้ำโขง โดยไม่ต้องรอเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น นอกจากจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบของจีนในฐานะที่เป็นประเทศต้นน้ำแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับการรับรู้ของสาธารณะด้วย ด้วยเหตุนี้ จีนจึงควรเข้ามีส่วนร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่ออาศัยเป็นช่องทางในการสื่อสารกับนานาประเทศ และการกระทำใดๆ ของจีนบนแม่น้ำโขงในอนาคตจะอยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจและการรับรู้ร่วมกันมาก ขึ้นด้วย
      
       กระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ประกอบด้วยผู้เล่นอันหลากหลาย คงจะเป็นบทเรียนให้กับจีนในการเรียนรู้การไกล่เกลี่ย ประนีประนอม และเจรจาในประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างประเทศกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แม้จะ ไม่มีพลังต่อรองกับจีน แต่ก็มีอิทธิพลพอที่จะทำให้สาธารณะตั้งคำถามกับการกระทำของจีนว่า สวนทางหรือสอดคล้องกับแนวทางการผงาดขึ้นอย่างสันติของจีนมากน้อยเพียงใด.