เขื่อนไซยะบุรี และผลกระทบข้ามพรมแดน ? คำถามที่ไร้คำตอบจากผู้ลงทุนและเพื่อนบ้าน

เสียงคนอีสาน 2 มีนาคม 2554

เรื่องโดย ไพรินทร์ เสาะสาย คณะทำงานติดตามนโยบายน้ำอีสาน

เขื่อนไซยะบุรี และผลกระทบข้ามพรมแดน คำถามที่ไร้คำตอบจากผู้ลงทุนและเพื่อนบ้านติดตามสถานการณ์การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง


ภายใต้การผลักดันการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่เมืองไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอโดยบริษัทช.การช่างในไทยและมีธนาคารชั้นนำของไทย ๔ แห่งเตรียมให้เงินกู้ลงทุนกว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโครงการนี้ ความก้าวหน้าของโครงการยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการแจ้งล่วงหน้าและปรึกษาหารือ ตามข้อตกลงของประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขง เมื่อปี ๒๕๕๓ รัฐบาลลาวได้ยื่นเรื่องขอสร้างเขื่อนดังกล่าวเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ในขณะนี้ประเทศสมาชิกทั้ง ๓ แห่ง คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนามกำลังจัดเวทีปรึกษาหารือความเห็นภายในประเทศของตนเอง เพื่อส่งถึงรัฐบาลลาวซึ่งจะมีการตัดสินใจโครงการนี้ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ นี้

ในประเทศไทย กระบวนการปรึกษาหารือ (PNPCA) ได้ถูกจัดขึ้น ๔ ครั้ง อย่างเร่งรีบเมื่อปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เชียงของ เชียงคาน นครพนม และเวทีวิชาการที่กรมทรัพยากรน้ำฯ โดยหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ในการจัดเวทีครั้งนี้คือ กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะสำนักงานเลขาคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงประเทศไทย (TNMCS) ภายใต้เวทีการรับฟังความเห็นของประชาชน โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งจัดขึ้นที่เชียงของครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๔ เสียงของประชาชนเชียงของทวงถามถึงกระบวนการรับฟัง และความกังวลห่วงใยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรีมากมายถึง ๗๐ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน การเปิดเผยข้อมูลโครงการทั้งหมดของเขื่อนไซยะบุรี และกระบวนการเลื่อนการตัดสินใจโครงการออกไป ซึ่งจากเวทีดังกล่าว ได้ทำให้กรมทรัพยากรน้ำต้องเปลี่ยนชื่อเวทีจากเวทีรับฟังความเห็น เป็นเวทีให้ข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้เสียในอีก ๓ เวทีคือ เวทีเชียงคาน วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ เวทีนครพนม วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ และเวทีระดับวิชาการวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การจัดเวทีทั้งสามครั้งประชาชนมีเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงริมชายแดนไทยลาวตั้งแต่เชียงของถึงนครพนม ตัวแทนหน่วยงานราชการในพื้นที่ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานทรัพยากรน้ำระดับภาค และผู้สนใจทั่วไป

ผลกระทบข้ามพรมแดน ข้อกังวลใจที่ไร้คำตอบ

ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเวทีได้ตั้งคำถามและแสดงความกังวลมากมายถึง ๒๐๖ ประเด็นเกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยุบรีแห่งนี้ เพราะข้อมูลที่เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้มีเพียงน้อยนิด ขณะที่ทางรัฐบาลลาวอ้างว่าได้ทำรายงานการศึกษาทั้งหมด ๘ เล่ม แต่ไม่อนุญาตให้มีการเปิดเผยเนื่องจากเป็นเอกสิทธ์ของประเทศ รายงานดังกล่าวเป็นจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาของไทยคือ บริษัททีมคอนซัลแตนท์ และเวทีทั้ง ๔ ครั้งในประเทศไทย ไม่มีตัวแทนเจ้าของโครงการหรือบริษัท ช.การช่าง, บริษัทที่ปรึกษา และตัวแทนเจ้าหน้าที่ของลาวเข้าร่วมชี้แจงด้วย มีเพียง ดร.วิเทศ ศรีเนตร ตัวแทนสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง เวียงจันทร์ ทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรี และไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ของประชาชนได้

ข้อกังวลใจของชาวบ้าน นักวิชาการ และหน่วยงานราชการในพื้นที่ จากเชียงของถึงนครพนมมีความเห็นสอดคล้องกันถึงในประเด็น “ความกังวลใจเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน” เช่น ผลกระทบต่อการประมง ระดับการขึ้นลงของน้ำ ตะกอน พื้นที่เกษตรริมโขง น้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ถูกระบุและมีการเปิดเผยในรายงานทั้ง ๘ เล่มของโครงการ มีเพียงการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ขอบเขตของโครงการเท่านั้น ส่วนผลกระทบท้ายน้ำและเหนือน้ำขึ้นไปไม่มีการศึกษาใดๆ และมีข้อสังเกตว่า การออกแบบเขื่อนไซยะบุรีแห่งนี้ พยายามออกแบบให้เขื่อนมีอ่างเก็บน้ำเพียง ๑๐๐ – ๑๕๐ กม. เท่านั้น เพื่อไม่ให้เมืองหลวงพระบางที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ กม.ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกได้รับผลกระทบจากเขื่อนแห่งนี้

พ่อหลวงทองสุก อินทะวงค์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก กล่าวว่า ชาวบ้านริมโขงในเขตอำเภอเชียงของ เผชิญปัญหามามากมาย เพราะกระบวนการทำงานที่ผิดพลาดของหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่การปักปันเขตแดน การพัฒนาการเดินเรือที่ทำให้เกิดการระเบิดแก่ง และข่าวเรื่องการสร้างเขื่อนปากแบ่งในประเทศลาว ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาเหล่านี้ ชาวบ้านไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการและไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือร่วมในกระบวนการทำงานกับรัฐ เมื่อเกิดปัญหาประชาชนก็ต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อรัฐ ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้ว การไม่มีส่วนร่วมมีแต่จะทำให้ประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบ และอยากให้เอ็มอาร์ซีของไทยคำนึงถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงเป็นอันดับแรก และต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการพัฒนาแม่น้ำโขงทั้งหมด และไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด เพราะจะเกิดผลกระทบมากมาย “ถ้าสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำทั้งบนและล่าง เวลาน้ำหลากข้างบนเปิดข้างล่างปิด พวกผมจะไปเหลืออะไร”

ขณะที่นางสาวสุรีย์ เมืองโคตร เยาวชนจากบ้านหาดคัมภีร์และคกเว้า ตั้งคำถามในเวทีว่า ถ้าลาวสร้างเขื่อนไซยะบุรีได้ เขื่อนปากชมที่บ้านคกเว้าก็คงเกิดขึ้นแน่ ชาวบ้านคกเว้าคงไม่มีที่ทำมาหากินอีกแล้ว ที่ผ่านมาจีนสร้างเขื่อนน้ำโขงแห้งมากที่สุดในรอบหลายปี การดำเนินชีวิตของชาวบ้านก่อนจะมีเขื่อนที่จีน ชาวบ้านทำเกษตรริมโขงมีรายได้ดีทุกปี รวมทั้งการประมง กุ้งหอยปูปลา เราไม่เคยได้ซื้อ ไปเก็บหอย ช้อนกุ้ง แต่ถ้ามีเขื่อนแล้วชีวิตพวกเราจะเป็นอย่างไร จึงอยากฝากความคิดเห็นนี้ไปยังรัฐบาลไทย และรัฐบาลทุกประเทศในแม่น้ำโขง เราชาวบ้านคกเว้ารู้สึกเป็นห่วงชีวิตการทำมาหากินแบบดั้งเดิม ตั้งแต่พ่อแม่ที่ได้กินกับแม่น้ำโขง จับปลาขายเป็นรายได้ ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เงินไม่อาจชดใช้ได้ เขื่อนไซยะบุรีจะกระทบยาวถึงไหนก็อยากรู้ว่าจะกระทบมาถึงชาวบ้านคกเว้าอย่างไร รัฐบาลไม่เคยให้ความรู้เกี่ยวกับเขื่อนสู่ชุมชน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้สร้าง”

นายพรศรี บัวสาย เทศบาลตำบลธาตุพนม สภาพปัญหาปัจจุบันนี้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลธาตุพนมได้รับผลกระทบจากเขื่อนจีนอยู่แล้ว เพราะระดับน้ำโขงที่แห้งแล้งเร็วลงไปทุกปี ทำให้ระบบน้ำประปาของชุมชนและเทศบาลที่ตั้งอยู่มีปัญหา ต้องใช้งบประมาณในการขุดทางน้ำในแม่น้ำโขงเพื่อให้มีน้ำเพียงพอที่จะผลิตน้ำประปาในทุกปี และพื้นที่เกษตรริมฝั่งของชาวบ้านคงจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จึงเห็นว่า หากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเพิ่มขึ้นอีก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลลาว และคงไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง เพราะเฉพาะเพียงเขื่อนจีน ประชาชนในลุ่มน้ำโขงก็ประสบปัญหามากมายอยู่แล้ว

นี่เป็นเพียงบางเสียงของผู้เข้าร่วมเวทีทั้งสามแห่ง ที่เกิดคำถามมากมายเกี่ยวข้อกังวลใจของผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดขึ้น หากมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีดังกล่าว ยังไม่นับรวมคำถามถึงประเด็น

ระดับน้ำที่อาจจะมีการขึ้นลงผิดปกติจากการกับเก็บน้ำเพื่อการปั่นไฟของเขื่อน ซึ่งเมืองเชียงคานและแก่งคุดคู้อันลือชื่อจะเมืองแรกของไทยที่จะได้รับผลกระทบดังกล่าว

ผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและการอพยพขึ้นลงของปลาบึกและชนิดพันธุ์ปลาอีกมากกว่า ๒๐๐ ชนิด เพราะบริเวณแก่งหลวงเป็นเขตที่มีปริมาณปลาอพยพได้มากที่สุดรองจากบริเวณสี่พันดอนในตอนใต้ของลาว แม้ผู้เสนอโครงการจะพยายามกล่าวอ้างว่า มีการออกแบบทางปลาผ่านหรือบันไดปลาโจน แต่ก็ไม่สามารถจะตอบได้ว่า จะมีพันธุ์ปลากี่ชนิดที่สามารถผ่านบันไดปลาโจนขึ้นไปทางเหนือน้ำได้

ผลกระทบต่อเกษตรริมฝั่งในภาคอีสานของไทย ตั้งแต่เขตอำเภอเชียงคาน จ.เลย – อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีความยาวมากกว่า ๕๐๐ กิโลเมตร และเป็นเศรษฐกิจเกษตรกรรมของประชาชนที่ยังไม่มีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิตเกษตรริมโขงดังกล่าว

ผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณน้ำในการอุปโภคและบริโภคของประชาชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงของชุมชน และนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสาธารณสุข ปัญหาเรื่องการอพยพแรงงานข้ามพรมแดน และปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวบ้านริมฝั่งโขงมีความกังวลใจมากที่สุด ยิ่งน้ำแห้งการขยายตัวและการขนส่งยาเสพติดระหว่างชายแดนก็แพร่กระจายได้ง่ายมากขึ้น เช่นในรอบปีที่ผ่านมา

เมื่อเกิดความกังวลใจและไร้คำตอบจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ส่งจดหมายเช่นเอ็มอาร์ซี, บริษัทช.การช่าง ในฐานะผู้เสนอโครงการ, บ.ทีมคอนซัลแตนท์ ในฐานะผู้ศึกษาฯ, กฟผ.ในฐานะผู้รับซื้อไฟ และรัฐบาลลาวในฐานะเจ้าของโครงการ ชาวบ้านในเขตริมฝั่งโขงในประเทศไทยจึงมีเสนอทางเลือกต่อผู้มีส่วนได้ทั้ง ๓ ส่วน ในฐานะผู้มีส่วนเสียว่า เมื่อไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในผลกระทบด้านต่างๆที่ประชาชนกังวลใจ จึงขอให้มีการเลื่อนเวลาการตัดสินใจอีกจากวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ และขอให้รัฐบาลลาวเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงได้ตัดสินใจอย่างรอบด้านมากขึ้น และขอให้มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นใหม่ โดยให้ตัวแทนผู้มีส่วนได้เข้ามาชี้แจงและตอบคำถามประชาชนในพื้นที่ให้รอบด้านและให้มีมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่ชัดเจนเสียก่อนจึงจะสามารถนำไปสู่การตัดสินใจได้ และประกาศชัดเจนว่า หากสำนักงานเลขาฯฝ่ายไทย ไม่นำเสนอความเห็นของประชาชนดังกล่าว ก็คงต้องมีการปิดสะพานมิตรภาพหรือสถานทูตลาวเป็นแน่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำฯ สัญญาว่าจะนำความเห็นของประชาชนทั้ง ๓ เวทีไปนำเสนอต่อกระบวนการตัดสินใจใน ๔ ประเทศต่อไป

คำตอบ....ที่ยังไม่ได้ถาม 

แต่ในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ๔ ประเทศที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ต่อตัวแทนรัฐบาลทั้ง ๔ ประเทศว่า “จุดยืนของเราไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเราได้พิจารณาแล้วว่าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีจะไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อแม่น้ำโขงแต่อย่างใด” นี่คือสัญญาณที่ทำให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงและประเทศสมาชิกเกิดความกังวลใจอย่างยิ่ง เพราะนี่คือจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลลาวที่ได้แสดงออกและถ้าหากรัฐบาลตัดสินใจที่จะสร้างเขื่อนไซยะบุรีจริงๆ ประเทศสมาชิกก็คงไม่สามารถคัดค้านได้ แม้จะมีคำถามและข้อกังวลใจมากมายจากประเทศที่อยู่ท้ายน้ำเช่นไทย กัมพูชาและเวียดนามก็ตามที ท่าทีเหล่านี้ก็ทำให้ตัวแทนไทยเกิดความกระอักกระอ่วนใจที่จะแสดงท่าทีและจุดยืน เพราะปมความสัมพันธ์และการเมืองระหว่างประเทศกรณีเขาพระวิหารยังเป็นชนักปักหลังรัฐบาลอยู่ แม้ท่าทีของประชาชนไทยที่อยู่ริมฝั่งโขงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ชัดเจนที่จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ หากมีการตัดสินใจสร้างเขื่อนไซยุบุรีเกิดขึ้น ระดับนโยบายจึงไม่กล้าตัดสินใจว่า จุดยืนของไทยจะมีท่าทีอย่างไร และประเด็นอาจจะเบี่ยงเบนไปเป็นเรื่องของการสร้างมาตรการเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนแทน จุดยืนของประชาชน

หากเป็นเช่นนั้นทางออกสำคัญสำหรับเรื่องนี้คือ รัฐบาลไทยต้องพิจารณาเหตุผลให้รอบด้าน ต้องเคารพจุดยืนของประชาชนและมีกระบวนการและมาตรการสร้างกระบวนการตรวจสอบธรรมาภิบาลในการลงทุนของทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน และการพิจารณาเรื่องความต้องการพลังงานไฟฟ้าของไทยที่แท้จริงให้ชัดเจน มิใช่อิหลักอิเหลื่ออยู่กับประเด็นความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านมากเกินไปจนไม่กล้าแสดงจุดยืนใดๆออกมา และในอนาคตก็คงต้องถูกคนลาวว่า คนไทยไปยืมมือเพื่อนบ้านแล้วก็มาทำร้ายประชาชนของตนเอง และยิ่งจะสร้างความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น เพราะตัวละครในหนังฮอลลีวู้ดเรื่องนี้ ทั้งผู้สร้างผู้ลงทุนและผู้ซื้อไฟ คือ คนไทย หากเขื่อนไซยะบุรีเกิดขึ้นได้ เขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักอีก ๑๑ แห่งก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว แม่น้ำโขงก็คงถึงไม่ใช่แม่น้ำแห่งชีวิตอีกต่อไป คงกลายเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำและยิ่งจะทำคนจนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงคงเพิ่มมาก


http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/show.php?Category=topreport&No=...